ไม่ว่าจะเป็เื่ของเรือนไม้ที่ขัดขวางการโจมตีของผนึกยันต์ หรือการสังหารเหลยเฉียนหลงได้อย่างง่ายดายต่างก็ทำให้บรรดายอดฝีมือชายหนุ่มหญิงสาวทุกคนต่างใอย่างมาก โดยเฉพาะคนที่เดิมพันกับเขาเอาไว้
และเมื่อนึกย้อนไปถึงขณะที่อยู่ในงานเลี้ยง หลี่โหย่วฉายดูเหมือนจะมีความเชื่อมั่นอย่างมากที่จะท้าเดิมพันตำแหน่งสามสิบหกขุนพล์กับเหลยจั๋วเยว่ ในตอนนั้น... ทุกคนต่างดูถูกหลี่โหย่วฉายทั้งสิ้น และต่างคิดว่าหลี่โหย่วฉายแค่โอ้อวดไปเท่านั้น
ในตอนนี้ พวกเขาจึงเพิ่งจะเข้าใจว่าหลี่โหย่วฉายบางทีก็ดูเหมือนจะหยิ่งผยอง แต่แท้จริงไม่ได้เย่อหยิ่ง และดูเหมือนว่าเขาจะมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็หนึ่งในสามสิบหกขุนพล์เสียด้วย!
อินิสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และมองไปทางฉินอวี่ จากนั้นจึงมองไปทางหลัวอวิ๋นทุนอีกครั้ง และพูดขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ “ทำอย่างไรดี?”
“ยังจะทำอย่างไรได้อีกเล่า? พวกเราก็แค่ไม่ต้องเข้าร่วมการท้าประลองครั้งนี้ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าหลี่โหย่วฉายผู้นี้จะกล้าออกจากด่านจิตใจเพื่อไล่ตามพวกเรา” หลัวอวิ๋นทุนกลืนน้ำลาย และพูดขึ้นเบาๆ หากเทียบการแข่งท้าประลองแล้ว หลัวอวิ๋นทุนดูจะกังวลเื่การเดิมพันเสียมากกว่า ตนเองได้เดิมพันอาวุธชื่อเซียนไว้หนึ่งชิ้น หากหลี่โหย่วฉายกลายเป็สามสิบหกขุนพล์ได้ ตนเองจะไปหาอาวุธชื่อเซียนได้จากที่ไหน?
อินิไม่ได้พูดอะไร แต่สีหน้าที่เคร่งขรึมเริ่มมืดมน จนเห็นได้ชัดว่าในใจของเขากำลังเต็มไปด้วยความวุ่นวาย
เหล่าเอ้อหยางซานจ้องเขม็งไปยังฉินอวี่ ในใจเต็มไปด้วยความปั่นป่วน ในขณะที่หลี่เฉิงเซียนมาเข้าร่วมการต่อสู้ เขาคิดว่าฉินอวี่ต้องตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่ง และในตอนที่ผนึกยันต์ระดับเต๋าปรากฏขึ้น หยางซานก็มั่นใจว่าฉินอวี่จะต้องตายอย่างแน่นอน แต่กลับนึกไม่ถึงว่าเรือนไม้ที่ฉินอวี่สร้างขึ้นด้วยความเร็วสูงเช่นนั้นจะสามารถต้านทานการโจมตีที่แสนน่ากลัวได้
ในตอนนี้ ฉินอวี่ยังได้กำจัดเหลยเฉียนหลงออกไปได้อย่างง่ายดาย ทำให้หยางซานยากที่จะรับได้ ผู้ฝึกตนขั้นกุมารทิพย์ระดับกลางสามารถทำเื่เช่นนี้ได้อย่างไรกัน?
ไม่เพียงแต่หยางซานเท่านั้น แม้แต่ผู้ฝึกตนหนุ่มคนอื่นๆ ต่างก็ครุ่นคิดอยู่ในใจ สิ่งที่พวกเขาต่างสงสัยกันมากที่สุดคือเรือนไม้นั่น สามารถต้านทานการโจมตีของผนึกยันต์ได้อย่างไร น่าเสียดาย... ที่เหลยเฉียนหลงได้ถามไปแล้ว แต่หลี่โหย่วฉายกลับไม่ได้ตอบอะไร
เพียงแต่ หลังจากเสร็จสิ้นการท้าประลอง เื่นี้จะต้องกลายเป็เื่ใหญ่ที่สั่นะเืแดนต้าโหมวเทียนอย่างแน่นอน
หากพูดถึงคนในบรรดาผู้ฝึกตนชายหนุ่มเหล่านี้ คนที่มีความเข้าใจเื่เรือนไม้ก็คงจะมีแต่หยางเต้าเท่านั้น
ในตอนนี้หยางเต้ากำลังยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนด้วยท่าทีสงบนิ่ง ใช้สองมือไพล่หลัง จ้องมองไปทางฉินอวี่ที่กำลังค่อยๆ นั่งขัดสมาธิลง ในใจของเขาก็เริ่มไม่สงบขึ้นทันที
สำหรับเื่เรือนไม้ที่สกัดการโจมตีของผนึกยันต์ระดับเต๋า หยางเต้าไม่ได้แปลกใจอะไรมากนัก ท้ายที่สุด ในตอนนั้นที่ต้องเผชิญหน้ากับสืออี ฉินอวี่ก็เคยใช้เรือนไม้สกัดกั้นการโจมตีของผู้แข็งแกร่งวานรยุทธ์ข้างกายสืออี ดังนั้น ในตอนนี้ หยางเต้าจึงไม่รู้สึกแปลกใจอะไรมากมาย
แต่อันที่จริงสิ่งที่ทำให้หยางเต้ามีจิตใจว้าวุ่นคือ การโจมตีที่ฉินอวี่ใช้โจมตีเหลยเฉียนหลง
แม้ว่าจะอยู่ห่างกัน แต่ในตอนที่ฉินอวี่กำลังโจมตีนั้น หยางเต้าก็รู้สึกได้ชัดเจนว่าจิตใจของตนเองนั้นสั่นเทาอย่างอธิบายไม่ได้
“เพียงแต่ เมื่อยกระดับอสุนีขึ้นเป็อสุนี์ แล้วได้ยกระดับเพลิงธรณีแล้วหรือ?” หยางเต้าพึมพำ ในใจของเขาก็รู้สึกไม่สบอารมณ์นัก เดิมทีหยางเต้ารู้สึกว่าพละกำลังของตนเองสามารถเหนือกว่าฉินอวี่ได้ แต่เมื่อดูจากตอนนี้แล้ว... ถ้าต้องต่อสู้กันตัวต่อตัว ตนเองคงจะมีโอกาสชนะอย่างน้อยนิด ยิ่งไปกว่านั้น ฉินอวี่จะต้องมีท่าไม้ตายอันยอดเยี่ยมแน่นอน
“ในตัวเ้ามีความลับอยู่อีกเท่าไรกันแน่?” หยางเต้าครุ่นคิด
ฉินอวี่ใช้สายตาอันเยือกเย็นกวาดสายตามองผู้ฝึกตนที่อยู่รอบนอกของด่านจิตใจ จากนั้นจึงค่อยๆ เดินเข้าไปด้านใน จนกระทั่งถึงระยะที่ห้าพันจ้าง เขาจึงนั่งขัดสมาธิลง ก่อนจะหยุดสายตาลงที่ร่างของเหลยเฉียนหลง
แม้ว่าเหลยเฉียนหลงจะตายไปแล้ว แต่เขากลับทำให้ฉินอวี่รู้สึกชื่นชม ในตอนที่หลี่เฉิงเซียนจากออกไป เหลยเฉียนหลงก็รู้จุดจบของตนเองแล้ว แม้ว่าเขาจะไม่ค่อยพอใจ แต่ก่อนที่เขาจะต้องตายกลับเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ แม้จะต้องตาย เขาก็้าจะตายอย่างมีความหมาย อย่างที่ไม่ใช่คนไร้ความสามารถ
เมื่อละความคิดตอนนี้ทิ้งไป สายตาของฉินอวี่ก็หรี่ลงเล็กน้อย ฉินอวี่ในตอนนี้ก็เห็นความหวาดกลัวของเขาเช่นกัน เกรงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างคงเป็แผนการของเหลยจั๋วเยว่
โชคดีที่คำพูดของเขาสามารถพลิกสถานการณ์ได้ ไม่เช่นนั้น หากต้องถูกพบั้แ่ทางเข้ามายังป่า ก็ไม่อาจนึกถึงจุดจบของตนเองได้เลย
หากเชื่อมโยงเื่ทุกอย่างเข้ามาด้วยกัน และเห็นได้ชัดว่าเหลยจั๋วเยว่คงจะเตรียมแผนการไว้สองแผนการสำหรับตนเองอย่างแน่นอน แผนที่หนึ่งหากมีพละกำลังเสมอกัน อย่างมากที่สุดเขาคงทำได้เพียงจำกัดตนเองไว้ ส่วนอีกแผนการหนึ่ง คือการสังหารตนเอง จึงได้เลือกใช้ผนึกยันต์ระดับเต๋าของเหลยเฉียนหลง
จากสิ่งเหล่านี้สามารถมองเห็นได้ว่าเหลยจั๋วเยว่มีความคิดที่พิถีพิถันและลึกล้ำยิ่งนัก และในด่านที่สอง เหลยจั๋วเยว่จะต้องมีท่าไม้ตายรออยู่แน่นอน
“ในเมื่อเ้าคิดจะเล่นแบบนี้ ข้าก็จะเล่นกับเ้าสักตั้ง!” ฉินอวี่พึมพำ
ทันใดนั้น ฉินอวี่ก็ชำเลืองมองสายตาของกลุ่มคนตรงหน้า แต่หลังจากไม่พบโหมวชิงเฟิง เขาจึงปิดตาเข้าสมาธิต่อ ก่อนจะเริ่มทำการฟื้นฟูาแบนร่างกาย
หนึ่งเดือนต่อมา
ภายใต้หอคอยเทียนกัง อสูรธรณีที่นั่งอยู่บนยอดเขาทั้งเจ็ดสิบสองยอดเริ่มมีความสงสัยเกิดขึ้น หากว่ากันตามเวลาแล้ว มันควรจะมีคนที่ผ่านด่านจิตใจ และเริ่มการท้าประลองอสูรธรณีได้แล้ว
แต่ในตอนนี้ เวลาผ่านไปเกือบจะสองเดือนแล้ว นึกไม่ถึงว่าจะไม่มีผู้ผ่านด่านจิตใจเลยแม้แต่คนเดียว สิ่งนี้ทำให้อสูรธรณีเหล่านี้ต่างแอบประหลาดใจ หากจะว่าไปการท้าประลองอสูรธรณีในครั้งนี้ มีผู้ที่ถือว่าไม่ธรรมดาอยู่เป็จำนวนมาก ไม่น่าจะเป็ไปได้ที่จะติดค้างอยู่ในด่านจิตใจอย่างยาวนานเช่นนี้
ณ ยอดเขาแห่งหนึ่ง หลัวชิงเฟิงผู้เป็หนึ่งในเจ็ดสิบสองอสูรธรณีขมวดคิ้วแน่น มองไปยังด่านจิตใจที่อยู่เบื้องหน้า และเป็เพราะมีม่านพลังที่กั้นขวางระหว่างยอดเขาและถนนสายใหญ่ จึงไม่สามารถมองเห็นเส้นทางในด่านจิตใจได้ชัดเจนนัก แต่หลัวชิงเยว่ยังคงคิดว่าเื่นี้ต้องเกี่ยวข้องกับฉินอวี่ ไม่เช่นนั้น จะต้องมีคนสามารถเข้าถึงด่านที่สองแล้วแน่นอน
“เป็ไปได้หรือไม่ว่าเขาจะไม่ได้ถูกการจำกัดในด่านจิตใจ?” หลัวชิงเยว่พึมพำกับตนเอง คนที่จะทำเช่นนี้ได้ นอกจากฉินอวี่แล้ว หลัวชิงเยว่ก็นึกไม่ออกเลยว่าจะมีเหตุผลอื่นใดที่ทำให้ทุกคนจึงยังไม่ถึงด่านที่สอง
“จะต้องเป็เช่นนี้แน่นอน เ้าคนคนนั้นดูเหมือนจะมีความลับมากมายยิ่งนัก และคงเป็สิ่งที่ผู้เฒ่าร้องไห้ได้ถ่ายทอดไว้ให้เขา” หลัวชิงเยว่พึมพำเบาๆ เมื่อคิดเช่นนี้ หลัวชิงเยว่ก็หรี่ตามองไปยังยอดเขาอื่นๆ ที่อยู่รอบด้านด้วยดวงตาที่กำลังครุ่นคิด
“ไม่รู้ว่าเหลยจั๋วเยว่จะส่งใครมาสู้กับหลี่โหย่วฉาย” หลัวชิงเยว่ขมวดคิ้ว นางรู้จักเหลยจั๋วเยว่เป็อย่างดี ด้วยนิสัยของเหลยจั๋วเยว่จะต้องมีการหยั่งเชิงก่อนแน่นอน หากแม้นฉินอวี่จะมีคุณสมบัติที่จะคว้าตำแหน่งสามสิบหกขุนพล์มาได้ เขาจะยิ่ง้าสังหารฉินอวี่อย่างโเี้ พูดตามตรง หลัวชิงเยว่ไม่้าให้เกิดอะไรขึ้นกับฉินอวี่เลย ประการแรก ฉินอวี่คืออสูรธรณีในนามของนาง ประการที่สอง หากเกิดเื่กับฉินอวี่ และเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมา เช่นนั้นแล้ว ก็อาจจะส่งผลต่อการออกไปจากการกักขัง
เพียงแต่ สิ่งที่ทำให้หลัวชิงเยว่ยังไม่เข้าใจคือ เหตุใดปู่ทวดจึงได้แต่อยู่นิ่งเฉยโดยไม่สนใจ? ไม่ว่าใครก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปแทรกแซง? หรือว่า ปู่ทวดจะรู้อยู่แล้วว่ามีความลับเช่นนี้อยู่?
หลังจากระงับความสงสัยในใจไว้ได้ สายตาของหลัวชิงเยว่ก็มองไปยังยอดเขาไม่กี่ลูกที่อยู่ตรงกลาง ตามนิสัยของเหลยจั๋วเยว่ ผู้ที่จะทำการท้าประลองกับฉินอวี่จะต้องเป็อสูรธรณีในห้าอันดับแรกแน่นอน แต่ก็ไม่รู้เช่นกันว่าเป็ใคร หรือว่า... จะเป็เขา?
ไม่เพียงแต่เหลยจั๋วเยว่เท่านั้นที่กำลังมึนงง อสูรธรณีคนอื่นๆ ต่างก็เป็เช่นเดียวกัน พวกเขาต่างเดินเข้ามากันแล้ว และพบว่าในตอนนี้ทุกอย่างดูผิดปกติไป โดยปกติแล้ว ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือน จะต้องมีคนเข้าถึงด่านที่สองแล้ว แต่ตอนนี้...
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” สายตาของทุกคนต่างจับจ้องไปยังทิศทางของด่านจิตใจ ในใจเต็มไปด้วยความสงสัย และต่างคาดเดากันไปต่างๆ นานา
และชายชุดดำคนหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงใจกลางสุดของูเาทั้งหมด ซึ่งได้ปกปิดร่างกายที่ผอมแห้งของเขาเอาไว้ ได้เผยให้เห็นใบหน้าที่ซีดขาวและผอมโซ ดวงตาจ้องไปทางด้านหน้า และพึมพำกับตนเอง “มาหรือยัง? ข้าอยากรู้นักว่าใครกันที่ทำให้เขาสนใจได้!”
ในเวลาเดียวกันนี้
ที่ถนนด้านนอกของด่านจิตใจ
เด็กชายผิวคล้ำหน้าตาใสซื่อกำลังยืนและพูดจาดุด่าอยู่กลางผู้คน มองดูร่างที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนถนน ั์ตาเป็ประกาย จนร่างอันผอมบางนั้นถึงกับสั่นสะท้าน
“พี่หลี่...” เด็กชายกำผ้าขาดๆ เอาไว้แน่นในมือ ราวกับเขาได้ตัดสินใจอะไรบางอย่างแล้ว
