พอตกดึกอันเจิงก็ไปเต๋อเย่โหลวเพื่อกินข้าวกับหวังไคไท่ทั้งสองไม่ได้พูดถึงเื่เมื่อเช้าเลยสักนิดเพราะอันเจิงรู้ดีว่าสถานการณ์ไหนควรทำตัวอย่างไร สามารถคุยเื่ที่ผ่านมาได้สามารถคุยเื่ความสัมพันธ์ได้ แต่เมื่อดื่มเหล้ากินข้าวด้วยกันก็ไม่ควรทำลายบรรยากาศนั้นไปเพราะมันเป็การกระทำที่ไม่ดีนัก เมื่อเจอกันหวังไคไท่ก็ถามเล็กน้อยพอเป็พิธีส่วนอันเจิงก็ไม่ได้พูดอะไรมากเกินไป
ระหว่างทางกลับสำนักอันเจิงถูกคนของหน่วยฟางกู้กักตัวและซักถามอย่างละเอียดเมื่อยืนยันได้ว่าอันเจิงกำลังทดสอบเข้าสำนักวรยุทธ์ชางพวกเขาจึงยอมปล่อยตัวอันเจิงไป ผ่านไปได้ไม่นาน อันเจิงกำลังจะเดินเข้าไปในถนนที่ค่อนข้างแคบก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งมาขวางเขาเอาไว้ ครั้งนี้คนพวกนั้นถามละเอียดมากกว่าคนของหน่วยฟางกู้เสียอีก
ในใจอันเจิงร้อนรนขึ้นมาเท่าที่ดูชวีเจิ้งเซิงในหน่วยฟางกู้ก็คงเป็คนของไทเฮาเช่นกัน
ถึงกระนั้น อันเจิงก็ไม่ได้รู้สึกกังวลใดๆ เพราะตอนที่ซื้อบ้านให้ลีเหยียนเนียน พวกเขาไม่ได้ไปขึ้นทะเบียนที่หน่วยฟางกู้ตามกฎหมายการซื้อขายบ้าน ต้องไปขึ้นทะเบียนและเสียค่าธรรมเนียมที่หน่วยฟางกู้ ฉะนั้นการซื้อขายบ้านส่วนใหญ่จึงทำกันเองโดยไม่ผ่านทางการเพียงแค่จ่ายเงินก็สามารถเอาโฉนดที่ดินไปได้ และผู้ถือโฉนดก็จะเป็เ้าของบ้านทันทีเพราะในโฉนดที่ดินไม่ได้เขียนชื่อเ้าของแต่เขียนเพียงแค่ขนาดและตำแหน่งที่ดินเท่านั้น
ในเมื่อไม่ได้จดทะเบียนกับหน่วยฟางกู้ฝั่งของลีเหยียนเนียนก็ไม่มีอะไรน่าเป็ห่วง อีกอย่าง ต่อให้พวกเขาจะพบลีเหยียนเนียนก็อาจจำเขาไม่ได้คนพวกนี้ตามหาคนจากภาพวาด...แต่ภาพวาดดูไม่เหมือนตัวจริงสักนิด ยิ่งไปกว่านั้นหากลีเหยียนเนียนไว้หนวดเคราสักหน่อยก็คงจะแตกต่างจากภาพวาดโดยสิ้นเชิง
แต่สิ่งที่อันเจิงกลัวคืออำนาจของไทเฮาได้ครอบคลุมไปทั่วเมืองฟางกู้แล้วต่างหากจนถึงตอนนี้ เท่าที่อันเจิงรู้มาก็คงจะเหลือแค่หน่วยทหารเท่านั้นที่ยังไม่มีคนของไทเฮาแฝงตัวอยู่
ฉะนั้นอันเจิงจึงเคารพห่าวผิงอันเป็อย่างมากในสภาพแวดล้อมแบบนี้ ห่าวผิงอันยังคงรักษาความยุติธรรมไว้ได้ไม่ว่าจะจัดการอะไรในหน่วยทหารก็ตาม เขาจะตัดสินโดยยึดความยุติธรรมเป็หลักเสมอซึ่งมันก็ไม่ง่ายเลย
เมื่อกลับถึงสำนักวรยุทธ์เบิก์ อันเจิงและพวกเพื่อนๆ จึงเข้าไปฝึกพลังวัตรในตราประทับท้าทาย์ เมื่อมีตราประทับนี้พวกเขาสามารถฝึกพลังได้รวดเร็วกว่าคนอื่นหลายเท่า ฉะนั้นเมื่อถึง่เช้า คนส่วนใหญ่จึงมักเห็นว่าคนในสำนักวรยุทธ์เบิก์ง่วงนอนตลอดเวลา
วันรุ่งขึ้น อันเจิงเดินทางไปที่สำนักวรยุทธ์ชางอีกครั้งแต่ลีซื่อไห่บอกว่าพวกเขาหมดสิทธิ์ในการเข้าร่วมทดสอบแล้ว
เมื่ออันเจิงถามถึงเหตุผล ลีซื่อไห่จึงขยับแว่นตาแล้วพูด“ทุกคนที่มาลงทะเบียนต้องมาในเวลาที่กำหนดเท่านั้นส่วนพวกเ้าไม่ได้มาตามเวลาที่กำหนด ฉะนั้นพวกเ้าไม่มีสิทธิ์ก็ไม่ใช่เื่แปลก”
อันเจิงหัวเราะ“ฉะนั้นรายชื่อที่เขียนเมื่อวาน ก็ถูกเ้าลบทิ้งทั้งหมดอย่างนั้นสิ?”
ลีซื่อไห่ก็หัวเราะเช่นกัน“เ้าอย่ามาใส่ร้ายเ้าหน้าที่ของราชสำนักนะ นี่เป็โทษใหญ่รู้หรือไม่?”
“แล้วไม่มีโทษที่เ้าลบรายชื่อคนอื่นโดยพลการอย่างนั้นรึ?”
ลีซื่อไห่กลับมาใช้น้ำเสียงราบเรียบเหมือนเดิม“ข้าบอกว่าไม่มีชื่อพวกเ้าก็คือไม่มี ข้าเห็นทุกคนมาลงทะเบียนที่นี่ แต่กลับไม่เคยเห็นพวกเ้ามาที่นี่เลย”
“เท่าที่ข้ารู้มา สามารถลงทะเบียนเข้าสอบได้ถึงวันพรุ่งนี้ฉะนั้นเ้ามีเหตุผลอะไรมาบอกว่าข้าหมดสิทธิ์?”
ลีซื่อไห่ขยับตัวมาด้านหน้าจากนั้นก็ใช้น้ำเสียงทำนองว่า เมื่อเ้าทำให้ข้าไม่พอใจก็ต้องจบไม่สวยเขากดเสียงต่ำแล้วพูด “เพราะต่อให้วันนี้เ้าจะลงทะเบียนแล้วพรุ่งนี้ก็ไม่มีรายชื่อเ้าอยู่ดี”
‘อ้อ’ อันเจิงเปล่งเสียงออกมา“ฉะนั้นเ้าเลยรู้สึกว่าตัวเองสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคนคนหนึ่งได้อย่างนั้นสินะเป็เื่ที่น่าประทับใจจริง ๆ”
ลีซื่อไห่ส่ายหน้า“จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคนคนหนึ่งได้อย่างไร ในเมื่อพวกเ้ามีกันตั้งหลายคน”
อันเจิงหัวเราะเสียงดัง“ทำไมชีวิตข้ามักจะเจอคนแบบเ้านักนะ หากข้าไม่มีเื้ัแล้วละก็ชีวิตข้าคงจะติดอยู่กับคนตำแหน่งเล็ก ๆ อย่างเ้าไปนานแล้ว หลายปีมานี้ไม่รู้ว่ามีกี่คนกันที่ยอมเสี่ยงเป็เสี่ยงตายแถบชายแดนเพื่อให้มีโอกาสมาลงทะเบียนที่นี่แต่ก็ต้องถูกคนอย่างเ้าทำให้พวกเขาเสียโอกาสนั้นไป”
ลีซื่อไห่ยังคงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“ไม่ว่าคนคนนั้นจะมีความเป็มาอย่างไรไม่ว่าพวกเขาจะเสี่ยงเป็เสี่ยงตายมามากเท่าไหร่ แต่หากมาลงทะเบียนช้าก็ต้องหมดสิทธิ์อยู่ดี”
อันเจิงขยับตัวไปด้านหน้าอย่างกะทันหัน“เ้ารู้หรือไม่ว่าเมื่อครู่ข้าหัวเราะเพราะอะไร?”
ลีซื่อไห่ััได้ถึงความเย็นะเืที่แผ่ออกมาจากแววตาของอันเจิงทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเสียใจที่ทำแบบนี้ทันที เขาควรจะสืบดูก่อนว่านักเรียนคนนี้มีความเป็มาอย่างไรแต่ถึงกระนั้น เื่นี้ก็ยังเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เพราะยังไม่หมดเขตลงทะเบียนหากวันนี้สามารถสืบความเป็มาของคนคนนี้ได้ อย่างไรเสียแค่เพิ่มรายชื่อเข้าไปก็จบเื่แล้ว เพราะคนในราชสำนัก ลดนิดเพิ่มหน่อยก็คงไม่มีปัญหาอะไร
ลีซื่อไห่วางพู่กันในมือ กดแว่นตาให้ต่ำลงแล้วมองไปยังอันเจิงพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็ทางการ“พวกเ้ากลับไปพักก่อนเถอะ รอข้าตรวจสอบสถานะพวกเ้าแล้วจะส่งคนไปบอกข่าวเอง”
อันเจิงพยักหน้า“เ้ายังไม่ได้ตอบคำถามข้าเลย”
“ทำไมเ้าถึงต้องหัวเราะ?คำถามนี้หรือ?”
‘อืม’ อันเจิงเปล่งเสียงออกมา“เ้าไม่ถาม ข้าก็ไม่มีทางวางมาดแล้วสิ”
ลีซื่อไห่ชะงักไปเล็กน้อยยังไม่ทันได้ตอบคำถาม อันเจิงก็กระชากตัวเขาออกมาจากโต๊ะแล้ว จากนั้นก็โยนออกไปไกลประมาณห้าเมตรลีซื่อไห่อายุห้าสิบกว่าปีแล้ว ปกติก็ไม่ได้ออกกำลังแต่อย่างใดเขามักจะดื่มเหล้าและเที่ยวเล่นร่างกายจึงไม่ค่อยแข็งแรงนัก ฉะนั้นการถูกโยนออกไปแบบนี้จึงเกือบจะพรากชีวิตเขาไปเลยทีเดียว
อันเจิงหยิบแว่นตาที่หล่นบนพื้นขึ้นมาดู“ของชิ้นนี้เหมือนจะเป็ของราคาถูก แต่ความเป็จริงแล้วต้องมีเงินถึงจะซื้อได้หากมีเงินมากซื้อเอาไว้ก็ถือว่าคุ้ม ตัวกระจกทำมาจากอัญมณีชิ้นที่ดีที่สุดต้องใช้เวลากว่าครึ่งเดือนในการหลอมมันขึ้นมา จากนั้นยังต้องมาวัดสายตาเ้าเพื่อให้รู้ความหนาในการสร้างมันขึ้นอีกตำแหน่งอย่างเ้า เงินเดือนยี่สิบปียังไม่มีปัญญาซื้อได้เลย”
“ฉะนั้น มีกี่คนแล้วที่ต้องถูกเ้าบีบบังคับหากไม่นำเงินให้เ้าสักหน่อยละก็ คาดว่าคงจะไม่ได้เข้ามาเรียนตามความฝันแน่นอนเงินที่เ้าเอาไปก็เป็เงินอันน้อยนิดที่พวกเขามี การใช้ชีวิตในแถบชายแดนเหล่าทหารได้เงินจากหน่วยทหารเท่านั้น หากประหยัดกินประหยัดใช้ก็แค่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตไปวันๆ พวกเขานำเงินมาให้เ้าแล้วก็คงต้องอดข้าว และอาจไม่ได้อดแค่วันสองวัน แต่ต้องอดข้าวจนถึงวันที่เข้าทำการทดสอบเลยด้วยซ้ำคนมากมายเ่าั้ก็คงต้องตกรอบเพราะไม่มีเรี่ยวแรงเหลือแล้ว”
อันเจิงเดินไปด้านหน้าของลีซื่อไห่“มีตั้งกี่คนที่ต้องออกไปแสดงฝีมือเพื่อแลกข้าวกิน? ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อถูกหน่วยทหารพบเข้า ก็หมดสิทธิ์เข้าทดสอบ...มีแค่สองทางเลือกไม่มีเงินกินข้าว ไม่มีเรี่ยวแรงก็ต้องตกรอบ และฝ่าฝืนกฎก็ถือว่าตกรอบพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นเลยด้วยซ้ำ”
เขาก้มหน้ามองไปยังลีซื่อไห่ที่หน้าตาบูดบึ้งด้วยความเ็ป“จริงด้วย หลังจากตีเ้าเสร็จแล้วข้าจะบอกว่าข้าหัวเราะเพราะอะไร...ข้อแรกในที่สุดข้าก็หาเหตุผลที่จะทำเื่นี้ให้เป็เื่ใหญ่ได้ ข้อสองเมื่อข้ากำจัดเ้าแล้วต่อไปพี่น้องทหารแถบชายแดนก็ไม่ต้องมาเผชิญหน้ากับคนแบบเ้าอีก”
“ทำ...ทำให้เป็เื่ใหญ่...เ้าอยากทำอะไรกันแน่!”
ลีซื่อไห่พยุงตัวขึ้นนั่ง“ชาตินี้เ้าอย่าได้หวังจะเข้าสำนักวรยุทธ์ชางอีกเลย ทำร้ายร่างกายคนในสำนักแบบนี้เ้าก็รอรับการลงโทษตามกฎทหารเถอะ ไม่เพียงแค่ตัวเ้าคนเดียวเพื่อนเ้าก็อย่าหวังจะได้เข้าสำนักด้วย”
อันเจิงก้มหน้ามองเขา“มีบางเื่ที่เ้ายังไม่ค่อยเข้าใจ การเข้าสำนักวรยุทธ์ชางของข้าไม่เหมือนกับคนอื่นความฝันของคนส่วนใหญ่ก็คือการเข้ามาอยู่ในสำนักวรยุทธ์นี่ เพื่อความฝันนี้พวกเขาต้องได้รับาเ็จากการสู้รบที่ชายแดนไม่น้อย พวกเขารู้สึกว่าการเข้าสำนักคือโอกาสในการเปลี่ยนแปลงชีวิตเมื่อเข้ามาเรียนในสำนักแล้วค่อยมาเป็ผู้นำทหาร แต่กับข้าไม่เหมือนกันข้าไม่ต้องเข้าสำนักวรยุทธ์ชางก็มีชีวิตที่ดีมากอยู่แล้ว”
อันเจิงยกตัวลีซื่อไห่ขึ้นจากนั้นก็ตบเข้าที่ใบหน้าเขาหลายที “อันที่จริงข้าฆ่าเ้าได้เลย แต่รู้หรือไม่ทำไมข้าจึงแค่ตบเ้าเท่านั้น?”
อันเจิงถาม และแน่นอนว่าลีซื่อไห่ไม่สามารถตอบได้เพราะปากของเขาแทบจะฉีกขาดอยู่แล้ว
“เพราะตบหน้าสนุกกว่าน่ะสิอัดคนชั่วทั้งที หากไม่ตบหน้าก็ขาดความสนุกไปแล้วหนึ่งอย่าง”
เพียงไม่นานผู้ตรวจการสำนักก็พุ่งออกมาไม่น้อยพวกเขามีหน้าที่ดูแลกฎของสำนักวรยุทธ์ชาง แต่ก็ไม่ใช่ผู้ตรวจการของสำนักอย่างเป็ทางการทว่าพวกเขาก็มีอำนาจมากเหมือนกัน
คนพวกนั้นวิ่งออกมาต่อว่าให้อันเจิงปล่อยตัวลีซื่อไห่ลง
ขณะนี้ตัวลีซื่อไห่ถูกอันเจิงยกขึ้นสูง เมื่ออันเจิงได้ยินพวกเขาพูดเช่นนี้แล้วจึงตอบรับและทิ้งตัวลีซื่อไห่ไปด้านข้าง
ผู้ตรวจการสำนักพุ่งขึ้นมาจับตัวอันเจิงเพราะเท่าที่พวกเขาดูแล้ว ไม่ว่าจะมีปัญหากันด้วยเื่อะไรแต่อันเจิงทำร้ายร่างกายคนในสำนัก จึงต้องจับตัวอันเจิงเอาไว้ก่อน
ขณะเดียวกันเฉินไจ่เหยียนรองเ้ากรมของหน่วยทหารและอาจารย์ฝึกสอนกำลังจะจากไปแต่เมื่อได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย สีหน้าของเขาจึงเปลี่ยนไปทันที “ใครกันกล้ามาก่อเื่ในสำนักวรยุทธ์ชาง”
เมื่อผู้ตรวจการพาตัวลีซื่อไห่และจับตัวอันเจิงเดินเข้ามาสีหน้าของเฉินไจ่เหยียนก็แสดงความสับสนออกมาทันที “เป็เ้าได้อย่างไร?”
อาจารย์ฝึกสอนในโรงเรียนถามออกไปอย่างสงสัย“ท่านใต้เท้ารู้จักเขาด้วยหรือ?”
เฉินไจ่เหยียนพูด “อันเจิงมาจากแถบชายแดนคนที่ข้าเคยเล่าให้ฟังอย่างไรเล่า”
สีหน้าของอาจารย์ฝึกสอนเปลี่ยนไปทันทีจากนั้นก็มองอันเจิงอย่างละเอียด เขาคนนี้อายุราวสี่สิบปี มีใบหน้าที่ขาวใสแต่ไม่ได้ดูอ่อนโยนมากนักอยู่ในสำนักวรยุทธ์แบบนี้ เขามีราศีที่ต่างจากคนอื่นมาก เพราะเหมือนอยู่ฝ่ายบุ๋นมากกว่าฝ่ายบู๊ร่างกายเขามีกลิ่นอายของความรู้ในตำรา ท่าทางการเดินและการพูดล้วนเหมือนคนมีความรู้มากกว่าคนใช้กำลังเสียอีก
“ต่อให้เป็คนที่ท่านเสนาบดีชอบก็ตาม แต่เมื่อทำร้ายคนในสำนักก็เก็บเขาไว้ไม่ได้”อาจารย์ฝึกสอนตัดสินออกมา ทั้งที่ไม่ได้ถามเื่ราวความเป็มาเลยด้วยซ้ำ
อันเจิงรู้สึกว่าเขาคนนี้น่าสนใจในเมื่อเขาไม่ถาม อันเจิงจึงถามขึ้น “อาจารย์ ทำไมท่านถึงตัดสินข้าง่าย ๆ แบบนี้?”
อาจารย์ฝึกสอนตอบกลับ“หากเ้าทำร้ายเขาเพราะความบ้าคลั่งของตัวเอง สำนักวรยุทธ์ชางก็ไม่อาจรับเ้าและหากเ้าทำร้ายเขาเพราะเขาทำอะไรผิด สำนักก็ไม่รับเ้าอยู่ดีเพราะต่อให้เขาจะผิด คนที่ดูแลเื่นี้ก็ไม่ใช่เ้าฉะนั้นต่อให้เ้าจะผิดหรือไม่ผิด ข้าก็ให้คำตอบเ้าได้แค่อย่างเดียว”
“ที่แท้สำนักวรยุทธ์ชางก็เป็แบบนี้นี่เองโชคดีที่ข้ายังไม่ได้เข้าไป”
อาจารย์ขมวดคิ้วเล็กน้อย“เ้าพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร”
อันเจิงยิ้มเล็กน้อยแล้วตอบกลับ“เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของสำนัก ฉะนั้นไม่ว่าคนในสำนักจะทำอะไรผิดก็ต้องให้คนในจัดการแต่กลับเข้มงวดเฉพาะกับคนนอก...ผิดหวังจริง ๆ”
อันเจิงขึ้นไปยืนบนที่สูงจากนั้นก็ะโเื่ของลีซื่อไห่ออกมา เวลานี้นักเรียนล้อมเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆส่วนใหญ่ก็มาจากตระกูลทหารอยู่แล้ว บ้างก็เป็คนที่เพิ่งเข้าร่วมทดสอบในปีนี้บ้างก็เป็นักเรียนในสำนัก ผู้คนล้อมเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่าร้อยคน
“ข้ารู้จักคนคนนี้!”
มีเสียงนักเรียนในสำนักะโดังออกมา“ปีที่แล้วข้ากับติงเฉินมาจากแถบชายแดนด้วยกัน เพราะคนคนนี้จะเก็บเงินค่าเข้าทดสอบติงเฉินเลยต้องนำเงินที่มีอยู่ทั้งหมดให้เขา แต่เขาก็ยังบอกว่าน้อยเกินไปสุดท้ายติงเฉินไม่มีแม้แต่สิทธิ์เข้าทดสอบเลยด้วยซ้ำโดยถูกกล่าวหาว่ามาลงทะเบียนช้า!ติงเฉินออกรบที่ชายแดนกว่าสิบหกครั้งถึงมีสิทธิ์เข้ามาทดสอบแต่ก็จบลงด้วยเื่แค่นี้ เพราะเขามาสายเป็การทำผิดกฎทหาร เขาไม่อาจแม้แต่จะกลับไปเป็ทหารชายแดนได้อีกสุดท้ายจึงต้องกลับบ้านไปอย่างผิดหวัง!”
เสียงอีกคนก็ดังขึ้น“ตอนนั้นข้าก็ถูกเขารังแก แต่ข้าไม่กล้าพูดออกมาจึงนำเงินที่มีให้เขาไปหมดจากนั้นข้าต้องอดข้าวสี่วันเต็ม ๆ หากไม่เพราะเจอเพื่อนร่วมบ้านเกิดที่รู้เื่นี้แล้วช่วยเหลือข้าข้าก็คงต้องหิวตาย หรือไม่ก็คงไปเป็ขโมยแล้ว!”
อันเจิงมองไปยังอาจารย์ฝึกสอนคนนั้นจากนั้นก็มองไปที่เฉินไจ่เหยียนรองเ้ากรมของหน่วยทหาร “สำนักแบบนี้ข้าก็ไม่มีอารมณ์จะเข้าแล้วเหมือนกัน”
เขายื่นมือออกมา “มาสิ พวกเ้าทำตามกฎของพวกเ้าจะลงโทษข้าอย่างนั้นใช่หรือไม่ แล้วโซ่ล่ามมือเล่า?”
ผู้ตรวจการสำนักมองหน้ากันไปมาจากนั้นก็มองเฉินไจ่เหยียน ต่างไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี
ผู้คนมากมายต่างะโขึ้นมาทีละคน พวกเขาต่างก็เป็เหยื่อของลีซื่อไห่ทั้งนั้นตอนนี้ลีซื่อไห่นั่งหดหัวอยู่บนพื้น ใจนตัวสั่นเทาไม่ต่างไปจากสุนัขขี้ขลาดตัวหนึ่ง
