ขันทีน้อยส่งขวดสีขาวใบเล็กให้นางกำนัลผู้นั้น นางกำนัลผู้นั้นสะกดกลั้นความเ็ปขณะรับขวดสีขาวมา ลุกขึ้นยืน จากนั้นเดินตรงไปยังที่พักอาศัยของตัวเอง
ซูเฟยรับเล็บมือที่สะอาดแล้วมาจากหมัวหมัว ก่อนจะะโเรียกนางกำนัลคนสนิทของตัวเอง...ชุนอิ๋ง จากนั้นเดินเข้าไปในห้องที่นางเรียกว่าห้องทำยา
นางใส่เล็บมือกับลูกตาหมูสดใหม่ที่เพิ่งได้มาลงในขวด ตามด้วยกลีบดอกไม้และผงไข่มุก จากนั้นนำไปบดให้เป็ผง
ในห้องอวลไปด้วยกลิ่นคาวเื กลิ่นนี้ทำให้ชุนอิ๋งที่ยืนอยู่ด้านข้างอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว ที่นางคาดไม่ถึงคือซูเฟยจะหลับตา สูดกลิ่นหอมของมันอย่างดื่มด่ำ ริมฝีปากได้รูปเอ่ยว่า “เ้าได้กลิ่นหรือไม่ เ้าได้กลิ่นหอมของมันใช่หรือไม่”
กลิ่นคาวเืกับกลิ่นหอมของดอกกุหลาบลอยอวลไปทั่วห้อง ทำให้คนที่ได้กลิ่นรู้สึกอยากจะอาเจียน ไม่มีความหอมแม้แต่น้อย!
ชุนอิ๋งพยักหน้า “ทูลพระสนม กลิ่นนี้หอมมากจริงๆ เพคะ”
ซูเฟยยิ้มก่อนจะหันไปมองชุนอิ๋ง ชุนอิ๋งเห็นเช่นนั้นรีบก้มหน้าด้วยความหวาดกลัวทันที “ชุนอิ๋ง เ้านี่ปากหวานเหลือเกิน”
แม้จะได้รับคำชม ทว่าชุนอิ๋งยังคงตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ซูเฟยนำผงยาที่บดเสร็จเรียบร้อยใส่ในขวด จากนั้นใส่น้ำมันมะกอกลงไป กลิ่นหอมพลันโชยขึ้นมาจากขวด
ชุนอิ๋งมองไปที่ขวด ในนั้นมีผงสีชมพูอ่อนแลดูสวยงาม นางไม่กล้าแม้แต่จะแตะต้องมัน ถึงกระนั้นก็ยังเอ่ยอย่างเอาใจ “พระสนม สีสันของมันงดงามเหลือเกินเพคะ”
ซูเฟยรู้สึกมีความหวังในการที่ตัวเองจะกลับมางดงามอ่อนเยาว์อีกครา นางป้ายยาลงบนมือ ก่อนจะทาที่ใบหน้าของตัวเอง นางหลับตาพลางทายาลงบนใบหน้าอย่างมีความสุข ก่อนจะหยิบคันฉ่องมาส่องดู
หนิงมู่ฉือและจ้าวซีเหอเดินทางออกจากป่าและป่าไผ่ได้ในที่สุด หนิงมู่ฉือมองหน่อไม้ที่เริ่มมีใบแตกยอดออกมา นางเอ่ยอย่างเสียดาย “เดิมทีข้าคิดจะเก็บหน่อไม้พวกนี้ไปทำอาหารให้ท่านตาลองชิม น่าเสียดายเหลือเกิน”
“ไม่เป็ไร ปีหน้าพวกเราค่อยมาใหม่ก็ได้” จ้าวซีเหอเอ่ยขณะมองหน้าหนิงมู่ฉือ ก่อนจะมองอารามเต๋าที่อยู่ห่างไปไม่ไกล “ฉือเอ๋อร์ พวกเราไปเยี่ยมไต้ซือหัวจมูกวัวผู้นั้นอีกสักคราดีหรือไม่”
หนิงมู่ฉือหัวเราะออกมา เอ่ยถามอย่างแปลกใจ “เหตุใดถึงเรียกไต้ซือว่าไต้ซือหัวจมูกวัว ฟังแล้วน่าขันยิ่งนัก”
จ้าวซีเหอเลิกคิ้วพร้อมกับยกยิ้มมุมปาก “เ้าไม่รู้สึกหรือว่าทรงผมของไต้ซือผู้นั้นเหมือนจมูกวัว”
หนิงมู่ฉือนึกถึงทรงผมของไต้ซือผู้นั้น เมื่อนึกออกก็ยิ้มออกมา เหมือนจริงๆ ด้วย จากนั้นเอ่ยเคล้ารอยยิ้มว่า “ได้ยินท่านพูดเช่นนี้ ข้าอยากไปเยี่ยมไต้ซืออู๋เลี่ยงขึ้นมาทันทีเลย”
ริมฝีปากนางยกเป็รอยยิ้มเ้าเล่ห์
“เช่นนั้นก็ไป ข้างหน้าก็เป็อารามเต๋าแล้ว”
จ้าวซีเหอกระตุกบังเหียนให้ม้าออกวิ่งไปข้างหน้า น่าเสียดายที่ขั้นบันไดทางขึ้นอารามเต๋ามีแต่ตะไคร่น้ำ ทำให้บันไดลื่น ม้าจึงไม่กล้าขึ้นไป จ้าวซีเหอจึงต้องอุ้มหนิงมู่ฉือลงจากม้า จูงนางขึ้นบันไดไปแทน
ขึ้นบันไดมาถึงหน้าประตู นักพรตน้อยในชุดสีน้ำเงินเข้มเห็นจ้าวซีเหอก็รีบปิดประตูทันที
หนิงมู่ฉือมองอย่างงุนงง “เกิดอันใดขึ้น เหตุใดนักพรตน้อยถึงต้องหวาดกลัวท่านด้วย”
จ้าวซีเหอยิ้มบางๆ มองหนิงมู่ฉือด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ “ฉือเอ๋อร์ เ้าคงไม่รู้ เป็เพราะบุคลิกของข้าแตกต่างจากคนธรรมดาอย่างไรเล่า นักพรตผู้นั้นจึงเกรงกลัวข้า”
“ท่านเลิกชมตัวเองเสียทีเถิด” หนิงมู่ฉือกลอกตามองบนจนลูกตาแทบจะขึ้นไปอยู่ที่หน้าผาก
จ้าวซีเหอยกยิ้มมุมปาก จูงมือหนิงมู่ฉือเดินไปที่หน้าประตู ก่อนจะเคาะประตูอย่างแรง “เปิดประตูให้ข้าเดี๋ยวนี้ เชื่อหรือไม่ว่าหากไม่เปิดประตู ข้าจะพังที่นี่ให้ราบเป็หน้ากลองเลย!”
นักพรตน้อยที่อยู่ด้านในอารามสะดุ้งใ หันไปมองไต้ซืออู๋เลี่ยงซึ่งยืนอยู่ด้านข้างด้วยแววตาหวาดกลัว
ไต้ซืออู๋เลี่ยงรู้ดีว่าที่จ้าวซีเหอพาหนิงมู่ฉือมาที่นี่ครั้งนี้ ไม่ได้มาเพราะมีจุดประสงค์ดี เขาทำใจสู้สั่งให้นักพรตน้อยไปเปิดประตู ขณะที่สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด
จ้าวซีเหอเห็นสีหน้าขลาดกลัวของไต้ซืออู๋เลี่ยงก็ยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยว่า “ไต้ซืออู๋เลี่ยง พวกเราเจอกันอีกแล้ว”
หนิงมู่ฉือแค่นเสียงฮึ “ไต้ซืออู๋เลี่ยง ท่านทำให้พวกเราแทบเอาชีวิตไม่รอด”
ไต้ซืออู๋เลี่ยงแสร้งทำเป็ลูบเคราด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ยิ้มอย่างขอโทษขอโพย “สีกา ระหว่างพวกเราน่าจะมีเื่เข้าใจผิดกัน อาตมาเองก็ไม่ทราบเช่นกันว่าในป่าจะอันตรายถึงเพียงนั้น”
“หากท่านไม่มีความสามารถพอจะเดาได้ว่าจะเกิดเื่ใดขึ้น เหตุใดถึงไม่บอก ข้าว่าในสมองท่านคิดแต่เื่สมบัติมากกว่า!” หนิงมู่ฉือนึกถึงตอนที่ตัวเองเกือบจะต้องกลายเป็อาหารของหมาป่าก็โมโหอย่างยิ่ง
ไต้ซืออู๋เลี่ยงถอนหายใจออกมา มองหนิงมู่ฉือด้วยสีหน้ารู้สึกผิด “สีกา อาตมาเองก็บอกกับจอมยุทธ์เฉินแล้ว เพียงแต่จอมยุทธ์เฉินบอกว่าอย่างไรก็จะไปให้ได้”
“หากไม่ใช่เพราะท่านบอกว่าทะเลทรายแห่งนั้นมีสมบัติซ่อนอยู่และมีหญ้าฟั่นอิน จอมยุทธ์น้อยเฉินมีหรือจะดื้อแพ่งต้องไปให้ได้” หนิงมู่ฉือเอ่ยด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว
จ้าวซีเหอดึงหนิงมู่ฉือเข้ามากอด ส่ายหน้าพร้อมกับเอ่ยปลอบ “เ้าไม่ต้องโมโห อย่างไรเื่มันก็ผ่านไปแล้ว”
หนิงมู่ฉือนิ่งอย่างสงบสติอารมณ์อยู่ชั่วครู่ ก่อนจะโบกไม้โบกมือ “ช่างเถิด ข้าแค่หวังว่าต่อไปท่านจะไม่หลอกคนอื่นเช่นที่ทำกับข้าอีก”
“อาตมาไม่ทำอีกแน่นอน” ไต้ซืออู๋เลี่ยงเห็นจ้าวซีเหอจ้องเขม็งมายังตัวเองก็รีบพยักหน้ารัวๆ
จ้าวซีเหอชี้นิ้วไปยังนักพรตน้อยพลางเอ่ย “ไปน้ำสุราสองไหมาให้หนิงมู่ฉือประเดี๋ยวนี้”
หนิงมู่ฉือเงยหน้ามองอย่างงุนงง “สุรา? นักพรตดื่มสุราไม่ได้ไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงมีสุราซ่อนอยู่ในอารามแห่งนี้”
“สีกาคงไม่รู้ แม้อาตมาไม่อาจดื่มสุราได้ แต่อาตมาชื่นชอบการหมักสุรายิ่ง ด้านหลังอารามจึงมีไหสุราถูกฝังอยู่หลายไห อาตมาจะให้นักพรตน้อยไปเอามาให้สีกาสองไหเพื่อเป็การขอโทษ” ไต้ซืออู๋เลี่ยงประจบเอาใจ
ครั้นหนิงมู่ฉือได้ยินว่าไต้ซืออู๋เลี่ยงจะมอบสุราเพื่อเป็การขอโทษ ความโมโหที่มีก็หายไปกว่าครึ่ง นางมองนักพรตน้อยสองคนออกแรงยกสุราสองไหอันหนักอึ้งมาให้นาง