“มีใครเคยบอกคุณไหม ว่าคุณพลังใจสุดยอดมาก กำลังใจดีขนาดนี้ได้ยังไงกัน” นภัทร ถามด้วยความสงสัย
“เพราะนายทำให้ฉันมีกำลังใจมาถึงทุกวันนี้ หลายครั้งเคยยอมแพ้ไป แต่ว่าพอได้ข่าวเื่การประสบความสำเร็จในเื่ต่างๆ จนอยากรู้ว่าอะไรที่ขับเคลื่อนนายได้แบบนี้”
“อืม...มันไม่ใช่ความคิดยิ่งใหญ่ขนาดนั้นหรอก เพียงแค่อยากทำให้เต็มที่และช่วยเหลือที่บ้านเท่านั้น คุณอาจจะไม่เคยรู้นะแต่ว่าพี่ชายของผมร้องโหยหวนทุกครั้งที่ผมจะลาออกจากผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากเขา”
“ทำไมล่ะ เกิดอะไรขึ้น”
“เขาบอกว่าแล้วใครจะช่วยทำงาน คงไม่ทิ้งไว้ให้ตายคางานหรอกใช่ไหม รีบๆ ขึ้นมาทวงทรัพย์สมบัติได้แล้ว มาสักที...อยากโดนแย่งตำแหน่ง”
“ฮ่าๆๆ บ้านนี้โคตรตลกเลย”
เป็ครั้งแรกในชีวิตของอลัน เลอร์ มอร์ซิน ที่ขำจนลงไปกลิ้งกับพื้น ละทิ้งความเป็สุภาพบุรุษอังกฤษไปจนหมดสิ้น เวลานี้อยากสัมพันธ์การหัวเราะเต็มที่อย่างมีความสุขมากกว่าสำรวมกิริยาใดๆ ทั้งสิ้น ครอบครัวคนไทยทุกบ้านเป็แบบนี้หรือเปล่านะ
“แม้ว่าคุณชายจะยังไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่ผมรู้นะครับว่าคุณคิดว่าบ้านพวกเราประหลาดหรือเปล่า” นภัทรบอกพลางกุมขมับเพราะสีหน้านี่มันอ่านออกง่ายสุดๆ ไปเลยล่ะ
“นายรู้ไหมว่าบ้านของฉันกำลังจะทำาแย่งชิงตำแหน่งเ้าบ้านกันในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แต่บ้านนายกลับ้าให้ทุกคนอยู่รวมกัน ไม่คิดว่ามันตลกไปหน่อยหรือไง”
“เห็นเรียกนายหลายรอบแล้ว ถ้างั้นผมไม่เกรงใจบ้างล่ะนะ บ้านนายที่อังกฤษประหลาดไหมไม่รู้หรอก แต่สำหรับบ้านของฉันการอยู่ร่วมกันคือพี่น้อง”
“แล้วเป็ความจริงไหมที่งานเยอะมาก”
“อึก! เื่นั้นก็จริงเหมือนกัน ที่นี่งานโคตรเยอะ เพราะฉะนั้นถ้าฉันลาออกไปสักคน พี่ชายของฉันอาจจะกลายเป็หมาบ้าไล่ตามกัดขาฉันก็ได้นะ”
“อยากให้ฉันช่วยงานบ้านครอบครัวนายไหมล่ะ นายน้อยของภูทนินทร์” มอร์ซินเริ่มล้อเลียนอีกฝ่ายเพราะรู้สึกสนิทกันมากขึ้นแล้ว
“ถามผิดคนแล้วล่ะ คนที่มีสิทธิตัดสินใจเื่นี้คือพ่อของฉันต่างหากล่ะ อยากรู้ไปถามเ้าบ้านเอาเองนะ” นภัทรล้อเลียนกลับพลางแลบลิ้นใส่ด้วยความหมั่นไส้
“พวกเราสองคนมาตกลงเื่การเรียกชื่อใหม่ดีกว่า”
“เชิญคุณชายจากแดนไกลเริ่มก่อนเลยครับ” นภัทรผายมือนั่งรออย่างใจเย็น
“งั้นเรียกคุณกับชื่อแล้วกันครับ ก่อนหน้านี้ผมเองก็เล่นสนุกมากไปหน่อยเลยเผลอไม่สำรวม จากนี้ไปเรียกผมว่ามอร์ซิน ไม่ต้องเรียกลอร์ดเหมือนคนอื่นหรือนามสกุลก็ไม่ต้องหรอก”
“งั้นเรียกผมว่าภัทรก็ได้ ไม่ต้องเรียกนภัทร หรือนามสกุลที่มันยากเกินไป คนเรียกคุณชายจากตระกูลทั้งเจ็ดก็จริงแต่ที่นี่ไม่ได้มียศอะไรกันหรอกนะ”
บรรยากาศน้ำชาของคุณชายทั้งสองตระกูลนั้น ถูกจับตามองจากเหล่าคนรับใช้ระยะไกล แม้ว่าพวกเขาจะแปลกใจกับท่าทางของทั้งสองท่าน แต่เมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่งเริ่มเห็นว่าสนิทกันมากขึ้นจึงเลิกจับตามองและไปรายงานให้คุณหญิงกับคุณท่านทราบแทน
“พวกเรามาคุยเื่ประเด็นหลักของการหมั้นหมายที่ภัทรประกาศไปวันนี้กันดีไหม น่าจะเป็เื่เร่งด่วนที่พวกเราควรหารือกันนะ”
“ผมเห็นด้วยกับคุณมอร์ซิน มาคุยเื่สำคัญก่อนจะแยกย้ายกันดีกว่า”
“มาเขียนสัญญากันใหม่เถอะ ในแบบฉบับของพวกเรา”
“ได้เลย ถ้างั้นต่างคนต่างเขียนแล้วมาแลกเปลี่ยนกันว่ารับได้หรือไม่”
แปะ! แปะ! แปะ!
“มีเื่อะไรหรือเปล่าครับ คุณชายเล็ก” กันต์ถามหลังจากได้ยินสัญญาณมือ
“ไปเอากระดาษกับปากกาหมึกดำและปากกาลายเซ็นมา”
“ครับ คุณชายนภัทร”
“ที่นี่ทำงานรอบคอบมากเลย ไม่ถามสักคำว่าเอามาทำอะไร”
“ถ้าถามทุกอย่างน่าจะไล่ออกนะครับคุณชายจากแดนไกล คนรับใช้ไม่สมควรอยากรู้เื่ของเ้านายหรอก จริงไหม”
“ก็จริงของคุณภัทร ลืมคิดตรงนี้ไปเลย”
หลังจากใช้เวลาอยู่สามชั่วโมงกว่าของการถกเถียงข้อตกลงร่วมกันหลายอย่าง ในที่สุดพวกเขาก็ได้ผลลัพธ์ที่้าทั้งสองฝ่ายอย่างยุติธรรม รวมถึงลงชื่อตนเองเป็ที่เรียบร้อย และคัดลอกอีกหนึ่งฉบับเพื่อให้อีกฝ่ายสามารถตรวจสอบดูได้เสมอ ช่างเหมือนการทำธุรกิจมากกว่าหมั้นเสียอีก
“ฝากตัวด้วยนะครับ คุณมอร์ซิน”
“ฝากตัวด้วยเช่นกัน คุณภัทร”
“ถ้าพ่อแม่ของฉันรู้ว่าทำให้คนที่เด็กกว่ามาพากันเซ็นสัญญาหมั้นหมายแบบนี้ มีหวังโดนด่าเยอะแน่” มอร์ซินบอกพลางถอนหายใจอย่างหนัก
เพราะก่อนจะเดินทางมานั้นถูกอบรมอย่างหนักหน่วงจนนึกว่ากำลังเข้าคอร์สเ้าบ่าวที่กำลังจะแต่งงานมากกว่าการพูดคุยกับคู่หมั้นที่ไม่ได้เจอหน้ากันมานานหลายปีเสียอีก
“อย่าไปคิดมากเลยครับ พวกเราต่างคนต่างตกลงกันด้วยดีในอายุที่โตพอจะตัดสินใจเองได้แล้ว ถ้าต้องคิดมากไปทุกเื่จะตายก่อนแก่พอดี” นภัทรบอกพลางยักไหล่
ไม่รู้หรอกว่าก่อนมาพบเขานั้นอีกฝ่ายเจออะไรมาบ้าง แต่ในเมื่อมาอยู่ที่นี่แล้ว ปรับตัวให้มันเข้ากับที่นี่ไปเลยก็สิ้นเื่ คนไทยแปลว่าอิสระ จะทำอะไรก็ได้ถ้ามันไม่เดือดร้อนชาวบ้าน เมื่อหารือข้อตกลงกันเสร็จสิ้นต่างตัดสินใจพากันไปพักผ่อนในห้องพักของตนเอง
เพราะว่าเจอเื่ราวหนักหน่วงมาทั้งวันแล้ว การนอนหลับพักผ่อนน่าจะเป็หนทางการเยียวยามากที่สุดในตอนนี้ ก่อนจะพบเจอกับมรสุมลูกใหม่ในอนาคต
“ดูเหมือนว่าลูกชายของพวกเราสองคนจะเข้ากันได้ดีกว่าที่คิด คิดเหมือนกันไหม” มากาเร็ตถามพลางจิบไวน์อย่างอารมณ์ดี
“ก็ดีกว่าที่คิดเอาไว้เยอะ เพราะตอนแรกคิดว่าจะทะเลาะกันเหมือนตอนเด็กซะอีก ทั้งสองคนเติบโตขึ้นมาก” พิพัฒน์ตอบพลางจิบไวน์อย่างอารมณ์ดีเช่นกัน
“รู้เื่ที่บ้านของฉันในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะแข่งขันกันเป็เ้าบ้านคนใหม่ไหม”
“รู้แต่ไม่สนใจ ยังไงมันก็ไม่เกี่ยวกับบ้านของฉันสักนิด เพราะฉันทำข้อตกลงกับนาย ฉันเป็เพื่อนนายไม่ใช่เพื่อนลูกนายสักหน่อย”
“อีกไม่กี่ปีก็คิดจะให้แข่งขันว่าใครจะได้รับตำแหน่งไป และเ้าลูกชายคนเล็กของฉันสละสิทธิหนีก่อนคนแรก ด้วยการหมั้นหมายและกะจะแต่งงานอยู่ที่นี่”
“ลูกชายบ้านฉันอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม ทำงานด้วยกันไม่ได้แย่งอะไรกัน พูดแบบนี้้าจะพูดอะไรกันแน่ พูดมาตรงๆ สิ อ้อมค้อมทำไมนักหนา”
“ถ้าให้ลูกสาวคนที่สี่บ้านฉันแต่งเข้าบ้านนี้ด้วยจะได้ไหม เพราะคนที่ไม่ได้อยากโดนาแย่งชิงอะไรแบบนี้คือลูกสาวคนที่สี่กับลูกชายคนที่ห้า ก็อยากให้อยู่บ้านสงบแบบบ้านของแก”
“มาถามฉันทำไมล่ะไอ้โง่ ไปถามลูกสาวของแกสิ”
“เออ เดี๋ยวจะลองไปถามดู”
“ก็แค่นั้น”
บทสนทนาในวงเหล้าครั้งนี้ไม่รู้จะนำพายุลูกอะไรมาสู่บ้านภูทนินทร์หรือไม่ เป็เื่ของอนาคตที่จะต้องหาทางรับมือกันต่อไป แต่สิ่งแน่นอนก็คือบ้านหลังนี้มีลูกเขยคนเล็กแต่งเข้าตระกูลแล้วหนึ่งคน
“อรุณสวัสดิ์ คุณภัทร”
“อรุณสวัสดิ์ คุณมอร์ซิน”
“ภาษาไทยของผมแข็งแรงไหม ผมอยากลองพูดดูบ้าง ที่อังกฤษไม่ได้ใช้เลย”
มอร์ซินถามด้วยความไม่มั่นใจ ถึงจะเรียนมาั้แ่เด็กจนหลังจากอาการาเ็หายดีก็กลับมาเรียนต่อ แต่การเขียน อ่าน มันก็ไม่เหมือนการพูดอยู่ดี
“คุณพูดชัดเจนอยู่แม้ว่าสำเนียงจะไม่ชัดก็ตาม ลองฝึกพูดไปเรื่อยๆ จะชินไปเอง ไม่ต้องกังวลขนาดนั้นหรอก มีคู่หมั้นเป็คนไทยจะต้องพูดชัดแน่นอน”
ข้อตกลงแรกที่พวกเขาเห็นด้วยแม้จะไม่มีลายลักษณ์อักษรคือห้องนอนของพวกเขานั้นควรจะอยู่ใกล้กัน เพื่อให้มีเวลาปรับตัว พูดคุย หรือในเวลาทะเลาะกันจะได้ไม่หนีหน้ากันและพูดคุยกันได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ขอบคุณนะ ผมมีกำลังใจอยากพูดภาษาไทยขึ้นเยอะเลย” มอร์ซินบอกพลางยิ้มหวาน
เหล่าคนรับใช้ภายในห้องอาหารรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจกับบรรยากาศนี้ เพราะตอนแรกเกร็งแทบแย่ เนื่องจากคู่แต่งงานทางการเมืองไม่ใช่ทุกคู่จะมีจุดเริ่มต้นที่ดี หากเ้านายต่างเปิดใจให้กันพลอยทำให้ลูกน้องสบายใจไปด้วย
“ที่บอกในงานว่าจะรอเรียนรู้งานภายในหนึ่งเดือนจะเอายังไงต่อ ให้พี่ส่งมอบงานให้ตอนไหน” นนท์ภัทรเอ่ย
เขาไม่ได้รู้สึกประหลาดใจกับบรรยากาศสักเท่าไหร่ เพราะเริ่มเคยชินนิดหน่อยกับทั้งคู่ จะให้ดูสนิทกันภายในไม่กี่วันมันก็เกินไปหน่อย เท่านี้ก็เกินคาดของใครหลายคนแล้ว
“แล้วพี่คิดว่าจริงๆ มันต้องใช้เวลานานแค่ไหนล่ะ บอกผมมาตามตรงเลยก็ได้ ไม่ต้องพูดอ้อมค้อม”
“ความจริงมีคำสั่งลงมาว่าให้พี่กับแกพากันไปสะสางเื่ในพื้นที่ตระกูลเราที่ต้องดูแลภายในหกเดือน และเื่ตำแหน่งงานที่บริษัทช่างมันก่อน ผู้นำกับนายหญิงจะเข้ามาจัดแจงแทน”
“หมายความว่าได้กลิ่นอะไรมาล่ะสิ ไม่งั้นไม่มีคำสั่งรวมตัวกันแบบนี้หรอก ปกติเคยเห็นหน้ากันที่ไหน พวกท่านไม่ค่อยจะอยู่ไทยด้วยซ้ำ”
“ฉลาดสมกับเป็เด็กอัจฉริยะในประเทศของเราที่ภาคภูมิใจ แล้วจะรวมตัวกันเลยไหมล่ะ”
“ยัง ขอเคลียร์ปัญหาชีวิตส่วนตัวก่อน”
“ถ้างั้นขอเคลียร์งานด้วยเหมือนกัน อีกหนึ่งเดือนค่อยมาฟอร์มทีมจัดการปัญหาตามคำสั่งอีกที”
“จัดไป”
ถึงแม้ว่ามอร์ซินจะฟังภาษาไทยออกมากขึ้น แต่ไม่ได้สามารถพูดได้ทุกอย่าง แต่พอมาเห็นภาพแบบนี้แล้ว อยากให้ครอบครัวตนเองมีเื่แบบนี้เกิดขึ้นบ้าง ไม่ใช่แข่งขันกันว่าใครจะเป็ผู้ชนะ แล้วผู้แพ้ที่เหลือรับตำแหน่งที่เล็กกว่ารองลงไปทั้งหมด
แต่ในเมื่อตนเองเลือกสละสิทธิและรับมรดกที่สมควรได้ในฐานะลูกคนหนึ่งของบ้านมาแล้ว ปัญหาก็จะเหลือแค่การแย่งชิงเพียงสี่คนเท่านั้น ซึ่งอีกไม่กี่เดือนมรดกที่ควรได้รับจะมาถึงทั้งทางลายลักษณ์อักษรและทรัพย์สินทั้งหมด
“คุณชายตัดสินใจดีแล้วเหรอครับ ที่จะละทิ้งการแข่งขันทางผลงานธุรกิจเพื่อเป็เ้าบ้านคนต่อไป” อดัมถามด้วยความเป็ห่วง
“ฉันตัดสินใจบอกพ่อไปั้แ่ห้าปีก่อน ไม่มีวันเปลี่ยนใจในเื่นั้นหรอก และก็ไม่เกี่ยวข้องกับคู่หมั้นของฉันด้วย”
“แน่ใจนะขอรับ ไม่ใช่ว่าพอพบเจอกับนายน้อยอีกบ้านเลยเปลี่ยนความคิดหรอกเหรอ”
“ถูกครึ่งหนึ่ง แต่อีกครึ่งหนึ่งไม่ใช่แบบนั้น”
“ช่วยบอกเหตุผลที่ทำให้พ่อบ้านคนนี้เข้าใจด้วยเถอะขอรับ การรับใช้ท่านลอร์ดต่อไปได้เต็มที่ ผมในฐานะพ่อบ้านและอัศวินที่จงรักภักดีต่อท่านแต่เพียงผู้เดียว ้าทราบเหตุผล”
