ยอมรับตามตรงว่าฝีปากของคนพวกนี้ยังห่างชั้นกับย่าและแม่ของเธอหลายขุม ด่าวนไปวนมาแต่คำเดิม ๆ ซ้ำซาก ถ้าเป็คุณย่าของเธอรับรองว่าด่าไฟแลบได้ทั้งวันไม่มีซ้ำคำเลยด้วยซ้ำ
เมื่อประตูปิดลงและผ้าม่านถูกรูดบังแสง ถังหว่านก็งัดเอาเงินที่เก็บสะสมไว้ตลอดหลายวันออกมานับ
พอเห็นตัวเลขถึงกับมือสั่น... กำไร่สั้นๆ นี้ปาเข้าไปถึงร้อยห้าสิบสามหยวน
เงินก้อนนี้แลกมาด้วยหยาดเหงื่อจริงๆ ตลอดสิบกว่าวันที่ผ่านมาน้ำหนักเธอลดฮวบไปหลายกิโลกรัมเลยทีเดียว
เมื่อหักลบกับต้นทุนยี่สิบเจ็ดหยวนที่พกมา ตอนนี้เธอมีเงินเก็บเน้นๆ อยู่ในกระเป๋าถึงหนึ่งร้อยยี่สิบหกหยวน
ถ้ามีเวลาอีกหน่อย เธอเชื่อมั่นว่าจะปั้นเงินก้อนนี้ให้งอกเงยเป็สองเท่าได้สบายๆ แต่ติดตรงที่ว่าเธอออกมานานเกินไปแล้ว ขืนยังดื้อด้านอยู่ต่อคงมีคนเริ่มสงสัยแน่
เธอแบ่งเงินสามสิบหยวนออกมาพกติดตัว ส่วนที่เหลือพับเก็บซ่อนไว้อย่างมิดชิดในกระเป๋าที่เย็บติดไว้ด้านในเสื้อ กะละมังใบใหญ่และทัพพีคงขนกลับไปไม่ได้ เธอจึงล้างทำความสะอาดแล้วยกให้ป้าเ้าของบ้านไปเลย
ดูเหมือนกะละมังใบนั้นจะมีอิทธิฤทธิ์ เช้าวันรุ่งขึ้นตอนเธอจะย้ายออก ประตูห้องโถงของป้าเ้าของบ้านปิดสนิท ไร้เงาคน ไร้เสียงก่นด่าใดๆ ทั้งสิ้น
ถังหว่านกำชับพี่รองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าห้ามแพร่งพรายเื่ราวใน่นี้ให้ใครรู้เด็ดขาด ถังเสี่ยวจวินพยักหน้าหงึกหงักด้วยสีหน้าจริงจัง
ก่อนกลับ ทั้งคู่แวะไปที่โรงงานผลิตถ่านอัดก้อนเอกชน จ่ายเงินเพิ่มอีกสามหยวนเพื่อขนถ่านกลับไปห้าร้อยกิโลกรัมเต็มรถลาก
บรรยากาศขากลับช่างแตกต่างจากขามาอย่างสิ้นเชิง แม้กระเป๋าจะตุงไปด้วยเงิน แต่ความรู้สึกกลับหนักอึ้งจนไม่อยากจะเอ่ยปากพูดอะไรกัน
สองพี่น้องลากรถเข็นเดินทอดน่องกลับเข้าสู่เขตหมู่บ้าน
ทันทีที่ก้าวเท้าถึงปากทาง ก็บังเอิญสวนกับคนรู้จัก 'จูโหย่วจือ' ภรรยาของเลขาธิการหมู่บ้าน ผู้ซึ่งปกติจะเชิดหน้าใส่ไม่เคยทักทาย แต่วันนี้กลับปรี่เข้ามาหาด้วยท่าทีผิดปกติ
“อ้าว น้องสาว กลับมาแล้วเหรอ?”
ถังหว่านพยักหน้ารับงงๆ
อีกฝ่ายกวาดตามองเธอั้แ่หัวจรดเท้า แววตาฉายความชื่นชมระคนอิจฉาเล็กๆ “จริงสิ เธอเพิ่งมาถึง คงยังไม่รู้ข่าวดีล่ะสิท่า?”
ท่าทางมีลับลมคมนัยนั้นทำให้ถังหว่านอดหัวเราะไม่ได้ “พี่สาวคะ อย่าแกล้งให้หนูอยากรู้เลย มีเื่อะไรดีๆ เหรอคะ?”
ในใจภาวนาว่าคงไม่ใช่เื่ที่ทางบ้านจะจับคลุมถุงชนหา ‘คู่’ ให้เธออีกนะ
“แหม... พี่บอกแล้วว่าเธอน่ะคนมีบุญ เธอเองก็ปิดเงียบเชียวนะ แอบไปสอบเอนทรานซ์ั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่บอกพวกเราสักคำ วันนี้บุรุษไปรษณีย์เอา ‘จดหมายตอบรับ’ มาส่งให้เธอแล้วนะ เก่งมากจริงๆ เชิดหน้าชูตาให้หมู่บ้านเราสุดๆ ไปเลย”
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนพลุลูกใหญ่ที่ะเิก้องในหัวของถังหว่าน แสงสว่างวาบทำให้เธอรู้สึกราวกับฝันไป
“พ... พี่สาว นั่นเป็ของหนูจริงๆ หรือคะ?” เสียงของเธอสั่นเครือ ไม่รู้เพราะความตื่นเต้นหรือความหวาดหวั่น
“ระดับนี้พี่จะล้อเล่นได้ไง? รีบกลับไปดูเถอะ”
ใช่แล้ว... ใช่แน่ๆ ใน่วิกฤตหลายปีที่ผ่านมา โรงเรียนปิดทำการเสียนาน ระบบสอบเอนทรานซ์เพิ่งจะฟื้นตัว เกณฑ์การคัดเลือกจึงยังไม่สูงมากนัก เ้าของร่างเดิมมีวุฒิแค่มัธยมต้น แต่เพื่อที่จะให้คู่ควรกับคู่หมั้น เธอจึงพยายามอ่านหนังสือสอบด้วยตัวเอง ทว่าสุดท้ายเขาก็ทิ้งเธอไปอยู่ดี
สายตาดูแคลน คำก่นด่าของคนในบ้าน ผลักดันให้เธอทุ่มเทชีวิตให้กับการเรียน เพื่อหวังจะสอบให้ติดแล้วไปถามผู้ชายคนนั้นต่อหน้าว่า 'ทำไม...'
แต่ตอนนี้... เหตุผลพวกนั้นไม่สำคัญอีกแล้ว
“ฮือ...” น้ำตาร้อนผ่าวไหลพราก หัวใจเต้นแรงแทบทะลุอก ความปิติยินดีถาโถมเข้ามาดั่งสึนามิ
เธอมีจดหมายตอบรับแล้ว เธอจะได้เป็นิสิตนักศึกษา ประตูแห่งโอกาสเปิดอ้าแล้ว เธอจะได้พลิกชะตาชีวิตตัวเองเสียที
ถ่านอัดก้อนบ้าบอ รถลากหนักอึ้ง... ช่างหัวมันปะไร
เธอลืมมันไปหมดสิ้น
มหาวิทยาลัยคือใบเบิกทางสู่ชีวิตใหม่ หลุดพ้นจากความจน หลุดพ้นจากครอบครัวประสาทแดกกลุ่มนี้ ชีวิตนี้จะเป็ของเธอ เธอจะเป็คนกำหนดเอง ไม่ต้องหวาดกลัวและอยู่ใต้ฝ่าเท้าใครอีกต่อไป
จดหมายตอบรับอยู่ในมือเธอแล้ว... ชะตาชีวิตบทใหม่กำลังจะเริ่มขึ้น
รองเท้าหลุดกระเด็น... ช่างมัน ไม่เก็บ
ผมเผ้ายุ่งเหยิงกระเซิง... ช่างหัวมัน ใครจะสน
ถังหว่านวิ่งหน้าตั้งกลับมาถึงบ้าน ล้มตัวลงนั่งยองๆ หอบหายใจถี่ด้วยความเหนื่อยหอบ
'ถังกุ้ยฮวา' ได้ยินเสียงคนมาจึงเงยหน้าขึ้น พอเห็นว่าเป็เธอ แววตาที่มองมาก็เต็มไปด้วยความริษยาแกมสมเพช
ส่วน 'เถียนจ้าวตี้' ผู้เป็แม่เลี้ยง หันขวับกลับมามอง พอเห็นหน้าเธอ สีหน้าก็ฉายแววตื่นตระหนกอย่างปิดไม่มิด นางก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว... ลางสังหรณ์ร้ายผุดวาบขึ้นในใจถังหว่าน
กลางลานบ้านมีคนยืนมุงอยู่หลายคน ผิดปกติวิสัยของเวลานี้ที่ทุกคนควรจะออกไปทำงานแลกแต้มแรงงานกันหมด
“แม่ครับ ไอ้มือที่มองไม่เห็นนั่นมันต้องส่งผิดแน่ๆ แม่ไปถามที่อำเภอเดี๋ยวนี้เลยว่าจดหมายของผมตกหล่นอยู่ตรงไหน เป็ไปไม่ได้ที่นังเด็กนั่นจะสอบติด แต่คนอย่างผมสอบไม่ติด”
ถังหว่านกระพริบตาถี่ๆ เสียงนี้คุ้นหูเหลือเกิน... เสียงของ 'ถังฟานหรง' พี่ชายคนโตที่หายหน้าหายตาไปนาน ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเถียนจ้าวตี้
เถียนจ้าวตี้หน้าถอดสี รีบเอาตัวเข้ามาขวางทางถังหว่านไว้
หัวใจของเธอเต้นตุบๆ ถี่รัว ความรู้สึกหวาดหวั่นแล่นพล่านไปทั่วร่าง
เธอเบี่ยงศีรษะมองผ่านไหล่แม่เลี้ยงไป หางตาเหลือบไปเห็นเศษกระดาษสีขาวที่ฉีกขาดกระจัดกระจายอยู่เกลื่อนพื้น...
ตูม
เหมือนะเิลงกลางสมอง ทุกเสียงรอบกายดับวูบ
ดวงตาของเธอแดงก่ำราวกับเส้นเืฝอยแตก จ้องเขม็งไปที่เศษซากกระดาษเ่าั้ ขาแข้งอ่อนแรงจนแทบยืนไม่อยู่ แต่สัญชาตญาณกลับลากสังขารให้เดินเข้าไปหาอย่างฝืนทน
ชาวบ้านเริ่มมารุมล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ ได้ยินเสียงโวยวายก็พากันมามุงดู
ตระกูลถังไม่เคยทำให้ผิดหวังเื่ดราม่า ยิ่งมีข่าวลือเื่ 'ว่าที่นักศึกษา' คนแรกของหมู่บ้านที่เป็เด็กสาวเงียบขรึม ใครๆ ก็อยากมาร่วมยินดีและสอดรู้สอดเห็น
แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้... คงไม่ใช่เื่น่ายินดีเสียแล้ว
บางคนตาไว มองเห็นซากกระดาษบนพื้น ก็รู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
เวรกรรมจริงๆ...
ยุคสมัยนี้ แค่สอบติดวิทยาลัยอาชีวะก็เดินยืดอกอวดคนทั้งหมู่บ้านได้แล้ว ยิ่งเป็ระดับมหาวิทยาลัย อนาคตการเป็ข้าราชการมีเกียรติยศรออยู่แค่เอื้อม
แต่ลูกชายคนโตบ้านนี้กลับไม่มีน้ำยา สอบไม่ติดเอง แล้วพาลมาลงที่น้องสาว ฉีกจดหมายตอบรับของคนอื่นทิ้งหน้าตาเฉย... นี่มันฆ่ากันทั้งเป็ ชัดๆ
จิตใจต้องเหี้ยมโหดขนาดไหนถึงทำลายอนาคตคนอื่นได้ลงคอ?
“เฮ้ย... ถังหว่านช็อกจนบ้าไปแล้วเหรอ?”
'โจวผิง' ที่กะมาสมน้ำหน้าถังฟานหรง ถึงกับพูดไม่ออก โชคดีจริงๆ ที่แม่เธอไม่ได้แต่งงานเข้าตระกูลถัง ขนาดจดหมายสำคัญขนาดนี้ยังกล้าฉีก อนาคตจะฝากผีฝากไข้ได้ยังไง
เพียงเพราะตัวเองล้มเหลว ก็เลยทำลายความสำเร็จของคนอื่นงั้นหรือ?
เด็กสาวที่นั่งนิ่งเหมือนตุ๊กตาเสียกบาลนั่น... คงสติหลุดไปแล้วแน่ๆ
“เฮ้ย ถังฟานหรง นายทำแบบนี้มันเกินไปแล้วนะเว้ย” วัยรุ่นชายบางคนทนดูไม่ได้ ะโด่าขึ้นมา
ถังฟานหรงหน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธจัด “ดี มามุงดูความซวยของฉันกันให้หมดเลยใช่ไหม ถึงฉันจะไม่เก่งเลิศเลอ แต่ฉันก็จบมัธยมปลายโว้ย พวกแกน่ะจบอะไรกัน”
“มัธยมปลายแล้วไง? สอบมากี่ปีแล้วไม่เห็นจะติดสักที สู้ถังหว่านที่เป็แค่มัธยมต้นยังไม่ได้เลย”
ชื่อ ‘ถังหว่าน’ เหมือนน้ำมันราดบนกองไฟ ถังฟานหรงถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างเดือดดาล
“ถุย สอบติดแล้วมันจะทำไม? คิดว่าจะได้ไปเรียนเหรอ? อย่ามาพูดว่าฟลุคไม่ฟลุคเลย ต่อให้มันสอบติดจริงๆ ฉันก็จะหักขามันซะ ดูสิว่าขาเป๋ๆ จะกระเสือกกระสนไปเรียนได้ไหม”
“ไอ้นี่มันบ้าไปแล้ว” เด็กสาวหลายคนส่ายหน้าด้วยความรังเกียจ แม้แต่ผู้ชายที่เคยอิจฉาถังหว่านตอนนี้ยังเปลี่ยนมาสงสารจับใจ
“ถอยไป ถอยไปให้หมด พวกแกนี่ว่างงานกันนักหรือไง มาสอดรู้เื่ชาวบ้านเขา ไม่กลัวกรรมตามสนองให้มีลูกไม่มีตูดรึไงฮะ” เถียนจ้าวตี้แม้จะหน้าด้านแค่ไหน แต่ตอนนี้ก็เริ่มรู้สึกอับอายขายขี้หน้า พยายามไล่ตะเพิดฝูงชนให้ออกไปพ้นๆ หน้าบ้าน
