เล่มที่ 4 บทที่ 96 อสุรกายเข้าสิง
“ศิษย์น้องหลี่ ศิษย์น้องหลี่…”
ซ่งจื่อเป้ยพยายามเรียกหลี่ฉุนถึงสองครั้ง แต่หลี่ฉุนก็ยังไม่รู้สึกตัว เมื่อเห็นท่าไม่ดีเช่นนี้ซ่งจื่อเป้ยก็ลนลานขึ้นทันที ขณะที่เขายังไม่ทันจะตั้งสติดี หลี่ฉุนก็คว้าเข้าที่บริเวณลำคอของซ่งจื่อเป้ย…
ก่อนจะกัดลงไปอย่างแรง…
“ศิษย์น้องหลี่ เ้า…” ซ่งจื่อเป้ยใแทบสิ้นสติ รีบยกมือพยายามผลักใบหน้าของหลี่ฉุนออกไป
แต่หลี่ฉุนในตอนนี้ราวกับเป็คนละคน เนื้อตัวของเขาเย็นเฉียบ ขณะที่ซ่งจื่อเป้ยััเข้ากับใบหน้าของหลี่ฉุน เขาก็รู้สึกเย็นติดมือราวกับกำลังจับน้ำแข็งอยู่ นอกจากนี้หลี่ฉุนยังมีพละกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจนแทบจะต้านไม่อยู่ ระหว่างนั้นหลี่ฉุนยังเอาแต่คำรามเหมือนกับเป็สัตว์ป่าพลางออกแรงบีบจนคอของซ่งจื่อเป้ยแทบจะหัก…
ซ่งจื่อเป้ยพยายามอดทนต่อความเ็ปและคลายมือที่ดันศีรษะของหลี่ฉุนออก พริบตานั้นก็มีพลังปราณขุมหนึ่งะเิออกมาเกิดเป็เสียงดังกัมปนาท ก่อนที่ร่างของหลี่ฉุนจะกระเด็นลอยออกไป
“แค่ก…” เมื่อหลุดพ้นจากพันธนาการ ซ่งจื่อเป้ยก็สำลักอย่างรุนแรงเป็เวลานานก่อนที่เขาจะล้มตัวลงไป
ทว่าพอเงยหน้าขึ้น ก็เห็นหลี่ฉุนที่กระเด็นออกไป กำลังเดินกลับมาอีกครั้ง เขาเดินโงนเงนเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มร้ายกาจราวกับต้องคุณไสย
“เ้าถูกสิงหรือ?” แค่เห็นลักษณะของหลี่ฉุนในตอนนี้ซ่งจื่อเป้ยก็รู้ทันทีว่าเขาถูกอสุรกายสิงสู่เข้าให้แล้ว
แต่เดิมเหล่าอสูรกายปีศาจก็เกิดมาจากพลังหยิน ไม่มีตัวตนหรือมวลสาร เพราะฉะนั้นเวลาต่อสู้กัน เหล่าผู้บำเพ็ญเลยมักจะใช้พลังปราณคุ้มกายเอาไว้ แต่เมื่อครู่นี้ศิษย์น้องหลี่อาจจะชะล่าใจจึงปล่อยให้อสุรกายมาสิงสู่เสียได้
‘จะทำอย่างไรดีล่ะทีนี้?’
ซ่งจื่อเป้ยร้อนใจขึ้นมาอย่างอดไม่ได้…
การถูกอสุรกายเข้าสิงถือเป็เื่ใหญ่ก็จริง แต่บางทีก็เป็เื่เล็ก
หากพลาดพลั้งขึ้นมาละก็ ดีไม่ดีอาจจะถูกสิงสู่จนกลายเป็หุ่นเชิดของมันไปชั่วชีวิตเลยก็ได้
“จริงสิ…” จู่ๆซ่งจื่อเป้ยก็เกิดคิดบางอย่างขึ้นมาได้ เพราะตอนที่ร้องขออาจารย์เพื่อมายังหุบเขากระบี่ เหมือนท่านจะให้ยันต์แก่เขามาหนึ่งปึก
‘ถ้าจำไม่ผิด…หนึ่งในยันต์ปึกนั้นจะต้องมียันต์ขับไล่สิ่งชั่วร้ายอยู่ด้วยแน่ๆ’
พอคิดได้ดังนั้นซ่งจื่อเป้ยก็รีบค้นเอายันต์ต่างๆออกมา จนในที่สุดก็เจอยันต์ขับไล่สิ่งชั่วร้าย ซ่งจื่อเป้ยรีบกัดนิ้วตัวเองให้เืไหลออกมา ก่อนจะหยดเืหนึ่งหยดลงไปที่แผ่นยันต์ ทันใดนั้นเองแผ่นยันต์ก็ส่องสว่างเกิดเป็แสงเจิดจ้าสายหนึ่งขึ้นมา ซ่งจื่อเป้ยกำแผ่นยันต์ไว้แน่น พลางชี้ไปทางหลี่ฉุนที่กำลังเดินโซซัดโซเซใกล้เข้ามาเรื่อยๆ…
ชั่วขณะเดียวกันหลี่ฉุนก็คำรามลั่นราวกับสัตว์ป่า
ภายใต้แสงเจิดจ้าทำให้เห็นว่าภายในร่างกายของหลี่ฉุน มีหมอกดำที่ราวกับมีชีวิตกำลังแพร่กระจายออกมา เมื่อหมอกดำกลุ่มนั้นััเข้ากับแสงจ้านั้นก็ดิ้นทุรนทุรายขึ้นมาพร้อมเสียงร้องโหยหวนเ็ป ยันต์แผ่นนี้ถูกเขียนโดยผู้าุโหุบเขาเทียนเสวียน ผู้เป็ปรมาจารย์ด้านการวาดแผ่นยันต์ ดังนั้นไม่นานหมอกดำก็ไม่อาจต้านทานแสงเจิดจ้านี้ได้ สุดท้ายจึงสลายกลายเป็กลุ่มควันหายวับไป…
พริบตาที่หมอกดำสลายไป หลี่ฉุนก็หน้าทิ่มลงบนพื้นทรายทันที
ใช้เวลาไปกว่าครึ่งชั่วยามเต็มๆเ้าตัวถึงจะได้สติ หลี่ฉุนมองซ่งจื่อเป้ยที่เฝ้าอยู่ด้านข้าง จากตอนแรกที่ยังมีสีหน้ามึนงง ไม่นานก็สลับเป็เขียวคล้ำลง และเอาแต่ก้มหน้าไม่พูดไม่จา…
การถูกสิงสู่เป็การถูกควบคุมเฉพาะร่างกายเท่านั้น แต่สติทุกอย่างยังอยู่ครบเช่นเดิม
หลี่ฉุนจึงจำสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้อย่างชัดเจน
เขาเป็ถึงศิษย์สายในแท้ๆแต่กลับถูกอสุรกายเข้าสิง หากเื่นี้แพร่สะพัดออกไป เขาคงจะขายหน้าแย่
และนี่ก็ถือเป็ความผิดพลาดที่แสนจะงี่เง่าเลยทีเดียว
อย่าว่าแต่ศิษย์สายในเลย…
ต่อให้เป็เพียงศิษย์สายนอกที่เพิ่งเข้าสำนัก ก็แทบจะไม่พลาดท่ากับเื่เช่นนี้ด้วยซ้ำ หากไม่ชะล่าใจก็จะไม่พลาดจนเปิดโอกาสให้พวกอสุรกายมาสิงสู่จนได้
“ไม่เป็ไรหรอก ใครๆก็เคยทำพลาดทั้งนั้น ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร ไม่ต้องห่วง ข้าจะไม่เล่าให้ใครฟัง…” หลี่ฉุนได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้าที่ผ่อนคลายขึ้น
“จริงสิ ข้าได้ยินมาว่าคนที่ถูกอสุรกายเข้าสิง จะสามารถเห็นความทรงจำของอสุรกายที่มาสิงได้ เ้าพอจะรู้ไหมว่าพวกมันมาจากช่องโหว่ใดกัน?”
“ข้า…” ใบหน้าของหลี่ฉุนเปลี่ยนสีไปอีกครั้ง ทว่าไม่นานก็กลับมาในสภาพเหมือนเดิม จากนั้นเขาจึงส่ายหัวน้อยๆและเอ่ยตอบออกไป
“ไม่รู้เหมือนกัน”
“ไม่เป็ไร เอาเป็ว่าตอนนี้พวกเรากลับไปปรึกษาพวกศิษย์น้องไป๋ว่าจะรับมืออย่างไรก่อนดีกว่า”
“อื้ม”
คราวนี้หลี่ฉุนไม่กล้าโต้แย้งซ่งจื่อเป้ยอีก
ตลอดทางหลี่ฉุนก็เอาแต่นิ่งเงียบ ไม่พูดไม่จา ซ่งจื่อเป้ยได้แต่คิดว่าเป็เพราะหลี่ฉุนรู้สึกละอายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เลยอยากอยู่เงียบๆ เขาจึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจอะไร แต่ก็มิวายเอ่ยปลอบศิษย์น้องจากหุบเขาหมัวเจี้ยนผู้นี้ไปอีกหลายถ้อยคำ
ซ่งจื่อเป้ยไม่ได้ทันสังเกตว่าระหว่างทางนั้น หลี่ฉุนได้หันกลับไปมองหุบเขากระบี่ ก่อนจะยกยิ้มเ็าออกมา…
หลังจากกลับมาถึง ทั้งคู่ก็เล่าเื่ที่เกิดขึ้นให้ไป๋ซินฟัง
หลี่ฉุนจึงเสนอความเห็นของตนเองออกมา
“ในตอนนี้หลินเฟยอยู่หุบเขากระบี่ และในฐานะศิษย์สายตรงเองก็ควรมีหน้าที่ปกป้องสำนักเช่นกัน ข้าว่าศิษย์พี่ไป๋ส่งข่าวให้เขาช่วยหาด้วยจะดีกว่า”
“อื้อ ศิษย์น้องหลี่พูดถูก เดี๋ยวข้าจะไปส่งข่าวให้ศิษย์พี่หลิน”
หลังจากนั่งลง มุมปากหลี่ฉุนก็ปรากฏรอยยิ้มหนาวเหน็บอีกครั้ง
‘หลินเฟยเอ๋ย เ้าคงจะคิดไม่ถึงสินะวาช่องโหว่ที่อยู่บนยอดเขา จะสามารถเข้าออกได้ถึงสองทาง…’
ตอนที่หลี่ฉุนกับซ่งจื่อเป้ยกลับมาถึงอาราม หลินเฟยก็เดินทางมาถึงกลางหุบเขาแล้ว ตลอดทางถือว่าราบรื่นเลยทีเดียว ไม่มีมารปีศาจมารังควานเสียเท่าไรนัก ทว่าเขากลับได้วัตถุดิบหลอมอาวุธชั้นดีติดมือมามากมาย หากนำไปวางขายข้างนอกละก็ เกรงว่าจะต้องมีหินิญญานับพันถึงจะซื้อได้ สมแล้วที่หุบเขากระบี่เป็แหล่งรายได้ใหญ่ของสำนักเวิ่นเจี้ยน
แต่ถึงแม้จะพบของดีมากมายเท่าไร เขากลับไม่พบแร่ขั้นโฮ่วเทียนแม้แต่เงา หลินเฟยจึงรู้สึกหงุดหงิดไม่น้อย เพราะที่เดินทางมาในครั้งนี้ ก็เพราะ้าตามหาแร่โฮ่วเทียน
แม้หลินเฟยจะชนะการประลองศิษย์สายตรง
แต่หลินเฟยก็ตัวดีว่าเขายังมีอาวุธในมือน้อยเกินไป
เขามีเพียงปราณกระบี่ไท่อี๋ ปราณกระบี่อิ๋นเหวิน แล้วก็อักขระกระบี่หยินหลีเท่านั้น
และตอนนี้ก็มีปราณกระบี่ทงโยวเพิ่มมาอีกหนึ่งอย่าง
ดังนั้นสิ่งที่หลินเฟยมีตอนนี้ก็แค่ปราณกระบี่สามชนิด และอักขระกระบี่ชนิดเดียวเท่านั้น
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
