เมื่อคิดเช่นนั้น เขาก็เงยหน้าขึ้นมองผู้าุโติงด้วยสายตาลึกซึ้งที่ไม่สามารถหลบเลี่ยงได้ “ท่านลุง พูดถึงเื่นี้เป็ข้าเองที่ไม่ได้พิจารณาให้รอบด้าน ข้าควรจะเชิญท่านและท่านป้ามาเพื่ออธิบายให้เข้าใจก่อน ข้า้าให้เหว่ยเอ๋อร์อยู่ข้างกายข้า ไม่ใช่เพื่อความสะดวกในการดูแล แต่ข้าชอบเหว่ยเอ๋อร์จากใจจริง ข้ายินดีที่จะปกป้องดูแลนางตลอดไป ข้าจะให้การสนับสนุนนาง ชั่วชีวิตนี้จะไม่ให้มีเื่ราวอะไรหรือใครก็ตามมาทำร้ายนางได้!” เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อว่า “อีกอย่างพวกเราทั้งสองคนต่างก็ชอบพอกัน…”
เป็อย่างที่คิดไว้เมื่อผู้าุโติงได้ฟังสีหน้าก็เปลี่ยนเป็ไม่น่าดูในทันที ทว่ากงจื้อิแสร้งทำเหมือนไม่สังเกตเห็น และพูดต่อว่า “ในทุกวันนี้กำลังเกิดาไปทั่วทั้งแผ่นดิน ข้าไม่มีวันที่จะปล่อยให้เหว่ยเอ๋อร์พาลูกไปจากข้า ที่ไหนก็ไม่ปลอดภัยเท่าจวนและค่ายทหารของข้า ข้าสามารถดูแลพวกนางสองแม่ลูกได้เป็อย่างดีแน่นอน ขอให้ท่านลุงโปรดเข้าใจ”
เส้นเอ็นที่คอและศีรษะของผู้าุโติงก็นูนขึ้นมา เขาเงียบไม่พูดไม่จาไปครู่หนึ่ง จนสุดท้ายก็เปิดปากพูดออกมา น้ำเสียงในลำคอที่ถูกข่มเอาไว้ก็ค่อนข้างแหบแห้ง “ท่านแม่ทัพกงจื้อฐานะทางสังคมสูงส่ง พวกข้าครอบครัวเล็กๆ จากชนบทไม่อาจเอื้อม!”
“ในเื่นี้ขอให้ท่านลุงวางใจ ข้าจะไม่สร้างความลำบากใจให้เหว่ยเอ๋อร์อย่างแน่นอน ยังมีอันเกอเอ๋อร์ ข้าก็จะดูแลเขาเหมือนกับเป็ลูกของตนเอง! และอีกอย่างตอนนี้สถานการณ์ภายนอกกำลังวุ่นวาย ท่านลุงก็วางใจให้เหว่ยเอ๋อร์พาอันเกอเอ๋อร์ไปทางใต้กับพวกท่านใช่ไหม? เส้นทางช่างยาวไกล หากเกิดเหตุการณ์อะไรที่ไม่คาดฝันขึ้นมาก็เกินกำลังของข้าที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยว!”
สีหน้าของกงจื้อิทั้งอบอุ่นและมีมารยาท ใช้เหตุผลแลกเหตุผลและใช้ใจแลกใจ ทุกอย่างล้วนพิจารณาอย่างรอบด้านจากจุดยืนของเหว่ยเอ๋อร์และอันเกอเอ๋อร์ เขาทำให้ผู้าุโติงลังเลใจไปชั่วขณะ มือทั้งสองข้างของเขาวางลงบนหัวเข่าอยู่เป็เวลานานอย่างไม่สามารถตัดสินใจได้
เมื่อครู่นี้คำพูดประโยคสุดท้ายของกงจื้อิพูดถึงสิ่งที่อยู่ในใจของเขาจริงๆ ยังไม่ต้องพูดถึงลูกสาวของบ้านตนเอง พูดถึงแค่อันเกอเอ๋อร์เด็กน้อยคนหนึ่งที่เพิ่งจะครบขวบปี เขาจะทนความลำบากของการเดินทางที่ยาวนานได้อย่างไร? หากระหว่างทางเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมา ครอบครัวก็ไม่มีที่ให้ซื้อยาไปรักษาความเสียใจในภายหลัง
ในสภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ชายชราก็ถอนหายใจ “เหว่ยเอ๋อร์ของเราเป็คนที่มีความคิดของตนเอง มีบางเื่ที่ท่านแม่ทัพคิดเอาไว้ดีแล้ว แต่ทางเหว่ยเอ๋อร์กลับยังไม่รู้ว่าจะตัดสินใจเช่นไร?”
ั้แ่ต้นจนจบติงเหว่ยไม่ได้พูดถึงความสัมพันธ์ของนางกับกงจื้อิให้ชัดเจน ดังนั้นผู้าุโก็อดไม่ได้ที่จะครุ่นคิดซ้ำไปซ้ำมา หรือว่าแม่ทัพท่านนี้กำลังฉวยโอกาสตอนที่กำลังตกอยู่ในอันตราย หรือว่าจะใช้กำลังบังคับข่มขู่งั้นหรือ?
มีหรือที่กงจื้อิจะมองไม่ออกถึงความคิดที่แท้จริงของผู้าุโ เขาฝืนยิ้มในใจและตอบกลับไปว่า “ท่านลุงโปรดวางใจ หากเหว่ยเอ๋อร์ไม่ตกลง ข้าก็จะไม่บีบบังคับนาง แต่ว่านางคือสตรีที่ข้ากงจื้อิชอบ ชีวิตหลังจากนี้ก็เกรงว่าจะไม่สามารถแต่งกับคนอื่นได้อีกแล้ว! ข้าเชื่อว่าในอนาคตนางจะต้องเป็นายหญิงของสกุลกงจื้ออย่างแน่นอน!”
คำพูดไม่กี่ประโยคนี้แม้จะพูดอย่างนุ่มนวล ทว่าการแสดงออกภายนอกที่ดูเอาแต่ใจนั้นกลับไม่สามารถมองข้ามได้เลย
มือที่หยาบกร้านของผู้าุโติงสั่นเทา ภายในใจของเขาก็รู้สึกอึดอัด เขาเองก็ไม่ใช่เด็กน้อยแล้ว จะไปคิดอย่างไร้เดียงสาว่าสกุลติงที่ทำการเกษตรมาหลายชั่วอายุคนจะไปมีอิทธิพลเหนือกว่าคนที่มีตำแหน่งสูงและมีอำนาจได้อย่างไร แต่ในฐานะพ่อคนหนึ่ง ต่อให้เขาจะอ่อนแอกว่านี้ อย่างไรเขาก็ต้องแบกภาระที่หนักอึ้งนี้แทนลูกสาวเอาไว้ เพื่อปกป้องพวกนางให้เผชิญหน้ากับอุปสรรคและความยากลำบากน้อยลงไปสักหน่อย
“ข้าเข้าใจแล้ว พวกเราไม่สามารถเทียบกับอำนาจและอิทธิพลของท่านแม่ทัพได้ และยิ่งไม่สามารถไปบีบบังคับท่านแม่ทัพได้! ตราบใดที่เหว่ยเอ๋อร์เห็นชอบ ในฐานะพ่อแม่ก็ทำได้เพียงสนับสนุนนางเท่านั้น หากว่ามีวันหนึ่งนางไม่สามารถแต่งออกไปได้จริงๆ พวกเราสกุลติงแม้ว่าจะมีชีวิตเหลืออยู่เพียงคนเดียวก็มีปัญญาเลี้ยงดูนางและอันเกอเอ๋อร์ได้!”
เมื่อพูดเสร็จเขาก็ลุกขึ้นและขอตัวลา
กงจื้อิก็จนปัญญาและฝืนยิ้มเจื่อนๆ เขาส่งผู้าุโด้วยตนเอง และกำชับเฟิงจิ่วที่ยืนอยู่หน้าประตู “เชิญผู้าุโติงไปพบแม่นางติงด้วย!”
เมื่อครู่นี้เฟิงจิ่วเองก็เฝ้าอยู่นอกประตูตลอด ได้ยินบทสนทนาที่น่ากลัวจนตัวสั่น บรรยากาศน่ากลัวจนเขาไม่กล้าออกมา ตอนนี้ได้ยินนายท่านสั่งการ จู่ๆ สถานการณ์ที่ตึงเครียดก็ผ่อนคลายลง เขารีบก้าวมาข้างหน้าและยิ้มจนตาหยีเพื่อเชิญผู้าุโติงให้ตามเขาออกไป
ผู้าุโติงเดินถึงหน้าประตูเรือน ก่อนออกไปก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองทางหน้าต่างของห้องหนังสือด้านใน เขาคนนั้นกำลังจรดพู่กันเขียนจดหมายอย่างรวดเร็ว ขุนนางตงฉินที่อายุยังหนุ่มยังแน่น ใบหน้าด้านข้างที่หล่อเหลาสง่างามหมดจด สีหน้าที่เคร่งขรึมและจริงจัง ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็ไม่เหมาะสมกับลูกสาวของเขา! ทว่า…
ผู้าุโถอนหายใจออกมา เขาแอบปิดบังอย่างเงียบๆ อยู่ในใจโดยไม่พูดอะไร คล้ายกับเมื่อคราแรกที่ลูกสาวสูญเสียความบริสุทธิ์ไป ทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่ใช่ว่าพ่อที่แก่ชราอย่างเขาคนนี้จะดูออก พูดไปแล้วก็ปล่อยมันไปเถอะ…
ใจของติงเหว่ยเองก็เต้นระส่ำไปมาอยู่ตลอด ไม่ง่ายเลยกว่าที่นางจะเฝ้ารอให้ท่านพ่อกลับมา และอดไม่ได้ที่จะสังเกตอย่างละเอียด
สีหน้าของผู้าุโนิ่งสงบ เขาแค่พูดออกมาว่า “เมื่อครอบครัวย้ายไปถึงทางใต้แล้วค่อยส่งจดหมายมาให้เ้า เ้าไม่จำเป็ต้องเป็ห่วงพวกเรา!”
ทันใดนั้นติงเหว่ยก็รู้สึกเศร้าใจขึ้นมา นางอยากพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ไม่อาจพูดออกไปได้ ภายในใจรู้สึกผิดหวังราวกับน้ำที่ท่วมท้นออกมาเต็มถัง ผู้าุโติงก็รู้สึกเ็ปไปกับลูกสาว ครั้งนี้จึงรู้สึกว่ามีก้อนหินกดทับภายในจิตใจ ผ่านไปครู่ใหญ่เขาถึงได้ถอนหายใจออกมา “เ้าน่ะ คือคนที่น่าเป็ห่วงมากที่สุด! วันหน้าพ่อแม่ไม่อยู่แล้ว เ้าจะต้องดูแลอันเกอเอ๋อร์ให้ดี…หญิงสาวคนหนึ่งในโลกภายนอกที่วุ่นวายเช่นนี้ เ้าเองก็คงรู้อยู่แก่ใจดีอยู่แล้ว อย่าให้ถูกใครหลอกเอาได้…”
หากติงเหว่ยยังเดาไม่ออกว่าท่านพ่อรู้แผนการเล็กๆ ของนางแล้ว นางก็คงจะโง่เขลามากเกินไป แต่ว่านางก็ไม่ได้สนิทสนมกับท่านพ่อเหมือนท่านแม่ อย่างไรก็ไม่เหมาะที่จะพูดระบายความในใจออกมา นางจึงทำได้เพียงหน้าแดงและก้มหน้าลง
อีกอย่างนางและกงจื้อิตอนนี้ทุกอย่างต่างก็รอการตัดสินใจ การเป็คนรักกันกับการแต่งงานเป็คนละเื่กัน ดังนั้นเื่บางอย่างนางก็ไม่อยากให้ที่บ้านรู้อย่างชัดเจน หากว่าสุดท้ายแล้วผลลัพธ์ออกมาไม่ดีกลับยิ่งทำให้พวกเขาเป็กังวลมากขึ้น ดังนั้นก็คงไม่เหมาะที่จะพูดออกไปอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง นางจึงพูดออกไปอย่างคลุมเครือว่า “ท่านพ่อ ข้าเข้าใจ ท่านและท่านแม่ดูแลตนเองให้ดี ไม่ต้องเป็ห่วงข้า! ข้าเองก็ไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ”
“ไม่ว่าเ้าจะอายุเท่าไรเ้าก็ยังคงเป็เด็กน้อยของพ่อแม่อยู่ดี!” ผู้าุโติงสูดหายใจเข้าลึกๆ เขาลุกขึ้นยืนและพูดด้วยเสียงหนักแน่นว่า “ข้าออกมาเป็เวลาพักใหญ่แล้ว เกรงว่าท่านแม่ของเ้าจะเป็ห่วงอยู่ที่บ้าน ข้าจะไม่อยู่ที่นี่ต่อ คงต้องขอตัวกลับก่อน!”
เมื่อติงเหว่ยนึกถึงว่าต่อไปจะเจอกันยากมากขึ้น ในใจของนางก็ยิ่งรู้สึกอาลัยอาวรณ์ และรีบพูดเกลี้ยกล่อมออกไปว่า “ในเมื่อมาแล้ว ท่านก็อยู่ที่นี่กินอาหารกลางวันกับข้าก่อนค่อยไปดีหรือไม่? ท่านพ่อ อีกสักครู่ข้าจะเข้าครัวลงมือทำด้วยตนเอง!”
ผู้าุโติงกลับส่ายหัว เขายืนกรานที่จะปฏิเสธ
ติงเหว่ยทำได้เพียงออกไปส่งเขาที่หน้าประตูเรือนด้วยตนเองอย่างจนปัญญา พี่รองสกุลติงก็รีบตามท่านพ่อแล้วเดินออกไปด้วยกัน
เมื่อเห็นภาพแผ่นหลังของท่านพ่อและพี่ชายเดินออกไปไกล ติงเหว่ยอดไม่ได้ที่จะรอบตาแดงก่ำ ทันใดนั้นนางก็สงสัยขึ้นมาว่าตนเองทำอะไรผิดไปหรือเปล่า ในขณะที่นางกำลังใจสั่นอย่างรุนแรงอยู่นั้น บนบ่าของนางจู่ๆ ก็มีผ้าคลุมบางๆ เพิ่มมาผืนหนึ่ง ราวกับมีความอบอุ่นบางๆ ห่อหุ้มตัวนางไว้
เป็อย่างที่คาดคิดเอาไว้ เมื่อหันกลับไปก็เห็นกงจื้อิกำลังยืนอยู่ข้างหลังของนาง คิ้วคมเข้มของเขามีความเหนื่อยล้าเพิ่มขึ้นอีกสามส่วนจากความยุ่ง แต่สีหน้าของเขากลับเต็มไปด้วยความรักและห่วงใย
“ท่านออกมาได้ยังไง ไม่ยุ่งอยู่ในห้องหนังสือแล้วหรือ?”
“ไม่ยุ่งแล้ว” กงจื้อิโกหกอย่างหาได้ยาก มือใหญ่ๆ ของเขาดึงหญิงสาวอันเป็ที่รักมาเอนซบอยู่ข้างกาย เขาพูดด้วยเสียงแ่เบาว่า “ท้องข้าหิวเล็กน้อย และก็คิดถึงเ้ากับอันเกอเอ๋อร์ขึ้นมา ก็เลยออกมาดูว่าพวกเ้ากำลังทำอะไรกันอยู่?”
“เอ๋ ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่าข้าเตรียมของว่างไว้แล้วอย่างนั้นหรือ? หรือว่าเ้าหนุ่มน้อยเฟิงจิ่วไม่ได้ยกมาให้ท่านงั้นหรือ! เดิมทีก็ยุ่งอยู่แล้ว ทำไมยังปล่อยให้ท้องหิวอีก!” ติงเหว่ยได้ยินก็รู้สึกปวดใจ นางดึงเขาและรีบเดินไปทางห้องครัว “ข้าตุ๋นน้ำแกงฟักกระดูกหมูไว้พอดีเลย เดี๋ยวข้าทำจีตั้นปิ่งง่ายๆ สักหน่อย ท่านจะได้กินรองท้องก่อน”
“ตกลง ข้าเองก็กำลังหิวนิดหน่อยพอดี” กงจื้อิมองไปทางหญิงสาวที่ยังคงบ่นออกมาไม่หยุด รอยยิ้มในดวงตาของเขาก็ยิ่งลึกซึ้งมากขึ้นไปอีก
ทั้งสองเดินเคียงข้างกันเข้าไปในจวน และปล่อยให้เฟิงจิ่วยืนอยู่ในมุมหนึ่งด้วยใบหน้าขมขื่น เขาคอยปรนนิบัติรับใช้อยู่ข้างกายนายน้อยทั้งวัน เป็ไปได้อย่างไรที่แม้กระทั่งเื่เล็กน้อยอย่างชงชายกของว่างล้วนทำได้ไม่ดี? แต่จะทำอย่างไรได้นายน้อยก็แค่อยากเอาใจนายหญิงก็เท่านั้น เขาก็ทำได้เพียงต้องยอมเสียสละสักครั้งหนึ่ง…
……
ไม่กี่วันต่อมาสกุลติงก็ส่งข่าวมาบอกว่าพวกเขากำลังเตรียมตัวออกเดินทางลงใต้แล้ว สัมภาระข้าวของทุกอย่างก็เก็บเรียบร้อยหมดแล้ว
ในใจติงเหว่ยรู้สึกอาลัยอาวรณ์เป็อย่างมาก แต่ก็รู้ว่านี่เป็ทางออกที่ดีที่สุดของครอบครัวสกุลติง ในวันนั้นกงจื้อิได้บอกไว้แล้วว่าจะส่งคนไปคอยคุ้มกัน ไม่ต้องพูดถึงเื่ความปลอดภัย ที่พักระหว่างทางก็ได้จัดเตรียมไว้อย่างเหมาะสม ทุกคนในครอบครัวนอกจากการเปลี่ยนที่อยู่อาศัยแล้ว วันที่เหลืออยู่ก็จะมีชีวิตอย่างอุดมสมบูรณ์ ไม่ต้องทนทุกข์กับความอยุติธรรมใดๆ
วันนี้ตอนฟ้าสาง ท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มมีแสงออกมานางก็ลุกขึ้นมาเปลี่ยนชุดให้อันเกอเอ๋อร์ใส่ชุดกันหนาวที่ทำจากผ้าฝ้ายสีแดง บนศีรษะของเขาใส่หมวกใบน้อยรูปเสือ เท้าน้อยๆ ของเขาก็ใส่รองเท้ารูปเสือ บนข้อมือใส่กำไลเงินหนึ่งคู่ เ้าเด็กอ้วนแต่งตัวเช่นนี้ยิ่งทำให้ดูอ้วนน่ารักเหมือนก้อนหิมะ
หลังจากที่แต่งตัวเสร็จและกินข้าวอิ่มเรียบร้อย พวกนางสองแม่ลูกก็พาอวิ๋นอิ่งนั่งรถม้าเข้าไปในเมือง เป็อย่างที่คิดไว้เมื่อแม่นางหลี่ว์ได้เจอหลานชายก็อดไม่ได้ที่จะอุ้มเขามากอดในอ้อมแขน นางเรียกเขาว่าแก้วตาดวงใจไม่หยุด
ไม่รู้ว่าต้าเป่าและฝูเอ๋อร์เข้าใจความหมายของการลาจากกันหรือไม่ พวกเขาโน้มตัวเข้าไปในอ้อมแขนของท่านอา มือน้อยๆ ของพวกเขาก็จับเสื้อคลุมจีนของท่านอาเอาไว้แน่น
ติงเหว่ยพยายามอดกลั้นความหดหู่และเศร้าเสียใจ นางโอบกอดเด็กทั้งสองคนและปลอบใจอยู่พักใหญ่ ในที่สุดนางก็เงยหน้ามองไปทางผู้าุโติงและแม่นางหลี่ว์ นางพูดกำชับออกมาอย่างจริงจังว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่ ไม่รู้ว่าเมื่อไรจึงจะได้พบกันอีก พวกท่านจะต้องดูแลตนเองให้ดี เงินทองเป็ของนอกกาย หากพบเจอกับอันตราย ยังไงก็จำไว้ว่าต้องรักษาชีวิตไว้ถึงจะเป็สิ่งสำคัญที่สุด!”
พี่ใหญ่สกุลติงที่ฟังอยู่ด้านข้าง ไม่ต้องรอให้ท่านพ่อท่านแม่ตอบรับ เขาก็เริ่มสะอึกสะอื้นก่อนจะรับปากว่า “น้องหญิง เ้าวางใจเถอะ ตราบใดที่มีข้าและพี่รองของเ้าอยู่ก็จะไม่ให้ท่านพ่อท่านแม่ได้รับความลำบากใจหรือน้อยใจเลยแม้แต่น้อย แม้ต้องตายยังไงก็จะปกป้องพวกเขาเอาไว้ให้ได้!”
พี่รองสกุลติงก็แอบเช็ดน้ำตา เขาพยักหน้าซ้ำๆ “น้องหญิง พี่ใหญ่พูดถูกต้องแล้ว เ้าก็ต้องดูแลตนเองให้ดี!”
ติงเหว่ยฝืนยิ้มออกมาและตอบว่า“มีพี่ชายและพี่สะใภ้ดูแลท่านพ่อท่านแม่ข้าเองก็วางใจ การไปครั้งนี้เกรงว่าข้าจะต้องไปอยู่ข้างนอกหลายปี ต้าเป่าและฝูเอ๋อร์เองก็ไม่สามารถเรียนอยู่ที่บ้านเหมือนแต่ก่อน ต้าเป่าจะต้องไปไหว้ครูให้สอนหนังสือ อย่างน้อยก็ให้รู้จักตัวอักษรและอ่านได้ วันหน้าจะได้มีหนทางที่หลากหลาย ส่วนฝูเอ๋อร์ก็ต้องสั่งสอนนางให้ดูแลบัญชีและดูแลบ้านให้ดี วันหน้าหากว่าแต่งออกไปจะได้ไม่ได้รับความลำบาก”
แม่นางหลิวและแม่นางหวังได้ยินก็พยักหน้าซ้ำๆ ในใจมีความเศร้าเสียใจเล็กน้อย ถึงแม้พี่สะใภ้ทั้งสองคนจะมีอคติต่อหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงานคนนี้ แต่พวกเขาก็อยู่ด้วยกันมาหลายปีอย่างไรก็เป็ครอบครัวเดียวกัน ดังนั้นตอนนี้พวกนางก็ละทิ้งความเข้ากันไม่ได้ของคืนวันในอดีตทิ้งไป
แม่นางหวังเป็คนช่างพูด ช่างฉอเลาะเจรจา นางเดินมาจับมือของติงเหว่ย และพูดกำชับด้วยเสียงเบาๆ ว่า “น้องหญิง หากว่าวันหน้าอยู่ในจวนสกุลอวิ๋นไม่ได้อีกต่อไป ก็ให้ส่งจดหมายมาที่บ้าน ข้าจะให้พี่รองของเ้ามารับเ้าและอันเกอเอ๋อร์!”
ติงเหว่ยยิ้มอย่างซาบซึ้งใจ “ขอบคุณพี่สะใภ้ที่นึกถึงข้าและอันเกอเอ๋อร์”
แม่นางหลิวพูดไม่เก่ง เมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ของแม่นางหวังนางเองก็ร้อนใจขึ้นมานิดหน่อย นางอดกลั้นอยู่ครู่ใหญ่จากนั้นจู่ๆ ก็พูดออกมาว่า “ครอบครัวเราย้ายลงใต้ หนทางยาวไกล ของใช้ในบ้านบางอย่างก็เอาไปไม่หมด แล้วยังมีเสบียงอาหารอีกไม่น้อย เหว่ยเอ๋อร์เ้าเอากลับไปให้หมดเถอะ”
ผู้าุโติงและแม่นางหลี่ว์ไม่เคยสร้างความลำบากให้แก่ลูกสาวอยู่แล้ว ตอนแรกที่ลูกสาวนำเงินหนึ่งร้อยตำลังเงินมาให้ที่บ้านสำหรับซื้อเสบียงอาหาร ทุกคนในบ้านต่างก็รู้ ดังนั้นจึงไม่มีการนำเสบียงอาหารที่ถูกเก็บไว้ออกมาขาย ถึงแม้จะรู้ดีว่าสกุลอวิ๋นนั้นใช้ชีวิตอย่างมั่งคั่งและอุดมสมบูรณ์ ไม่มีทางทำให้ลูกสาวและหลานชายของนางต้องหิวท้อง แต่นี่ก็ยังคงเป็น้ำใจของท่านพ่อท่านแม่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
คิดไม่ถึงเลยว่าครั้งนี้แม่นางหลิวจู่ๆ ก็ฉลาดขึ้นมา ยกเื่นี้ออกมาพูดได้อย่างเหมาะสม
