บทที่ 167 ศิลาบันทึกภาพ
ลู่อวี่มีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้น พลันตวาดใส่ลู่หนานและจีชิงรั่วว่า “พวกเ้าสองคนมาทำอะไรที่นี่? รีบกลับไปตั้งใจฝึกฝนการปรุงโอสถให้ดี ประเดี๋ยวข้ากลับไปจะดูว่าใน่หลายปีมานี้พวกเ้ามีพัฒนาการใดบ้าง หากทำให้ข้าไม่พอใจ ระวังจะถูกข้าจัดการเอาเล่า!”
ลู่หนานอยากจะโต้แย้งสักสองสามประโยค ทว่าเมื่อเห็นสายตาข่มขู่ของพี่ชายตนเอง แม้จะไม่พอใจแต่สุดท้ายก็ยอมจำนนเมื่อถูกสายตาที่เข้มงวดและกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ ของลู่อวี่ นางเบ้ปากแล้วบ่นพึมพำว่า “ชอบเอาแต่ข่มขู่พวกเรา!” พูดจบก็ไม่สนใจลู่อวี่อีก จูงมือจีชิงรั่วเดินออกไปจากห้องโถง
เมื่อเห็นลูกศิษย์ทั้งสองเดินจากไป ลู่อวี่ก็รู้สึกโล่งอก ในที่สุดก็ควบคุมเด็กสาวที่ไม่ยอมเชื่อฟังผู้ใดได้เสียที แต่เื่ตรงหน้ายังไม่ได้รับการแก้ไข มันทำให้เขาปวดหัวอย่างบอกไม่ถูก!
“ยืนเหม่ออะไรอยู่เล่า ลู่อวี่น้อย เ้าไม่พอใจสตรีเหล่านี้หรือ? พวกนางถือเป็สตรีชั้นยอดของเทียนตูเชียวนะ! รีบรับไว้เถิด!” ลู่หงเซิ่งผู้ซึ่งในยามปกติมีชื่อเสียงในด้านความเข้มงวดกวดขัน ทว่ามายามนี้กลับแสดงท่าทางราวกับผู้าุโที่เป็ห่วงเป็ใย แต่กลับเด็ดขาดจนไม่อาจปฏิเสธได้
ลู่อวี่หัวเราะแห้งๆ แล้วพูดว่า “พวกเรานักพรตไม่จำเป็ต้องให้ความสำคัญกับเื่ความรักระหว่างบุรุษและสตรีมากนัก ตอนนี้ยังไม่จำเป็ต้องรีบร้อนจริงๆ ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับวาสนา จะรีบร้อนตัดสินใจได้อย่างไร มันไม่ยุติธรรมทั้งต่อข้าและคุณหนูเ่าั้ด้วย!”
ลู่เหว่ยจุนที่นั่งอยู่้ามองดูบุตรชายมาตลอด ยามนี้ได้ยินคำพูดของเขาก็หัวเราะอย่างหงุดหงิดแล้วพูดว่า “เ้าอย่ามาพูดเื่ไร้สาระเ่าั้เลย ผู้เฒ่าใหญ่มอบให้เ้าก็รับไว้เถิด จะเลือกคนเดียวหรือเลือกทั้งหมดก็แล้วแต่เ้า ในเมื่อบรรดาตระกูลใหญ่ต่างส่ง ‘ศิลาบันทึกภาพ’ มาแล้ว ย่อมหมายความว่าพวกนางเตรียมตัวมาพร้อมแล้วเช่นกัน เ้าจะยังมัวเื่มากอะไรอีก!”
ลู่เหว่ยจุนใช้อำนาจความเป็บิดาผู้ให้กำเนิด ทำให้ลู่อวี่ตกอยู่ในสถานการณ์ไร้ทางเลือก จำต้องยื่นมือออกไปรับของสิ่งนั้นมาถือไว้
ไม่ใช่ว่าลู่อวี่เื่มาก เขาเพียงแต่ยังไม่มีแผนที่จะแต่งงานในเร็ววันนี้ ไม่ต้องพูดถึงเื่ที่ตอนนี้เขามีอายุเพียงยี่สิบกว่าปี สำหรับนักพรตแล้ว ถือว่าวัยนี้เพิ่งจะเข้าสู่วัยผู้ใหญ่เท่านั้น แม้แต่อายุหนึ่งหรือสองร้อยปีก็ยังไม่สายที่จะคิดเื่นี้เลย ตอนนี้เขาเป็นักพรตที่มีพลังยุทธ์อยู่ในขั้นตงซวน และมีอายุขัยถึงแปดร้อยปี จึงไม่จำเป็ต้องรีบร้อน
อีกอย่าง แม้ว่าเขาอยากจะหาภรรยาหรือคู่ครองร่วมบำเพ็ญเพียร ก็ควรยึดตามความ้าและใช้วิธีการของตนเอง การทำเช่นนี้ไม่ต่างจากจักรพรรดิในโลกสามัญที่คัดเลือกนางสนม เขายอมรับไม่ได้จริงๆ อีกอย่างในชาติก่อนนั้น เขาเป็ถึงจอมเทพโอสถ เื่นี้ย่อมถือเป็จุดอ่อนของเขาเช่นกัน จะมีกะจิตกะใจไปเลือกคนนั้นคนนี้ได้อย่างไร แม้ว่าในนั้นจะมีสตรีหลายนางที่เขาเคยได้ยินชื่อเสียงมาก่อน แม้กระทั่งเสียงของเซี่ยชิงเหยียนจากตระกูลเซี่ยเขาก็เคยได้ยิน แต่สำหรับเขาแล้ว มันเป็เพียงเมฆหมอกที่ผ่านตาไปเท่านั้น สิ่งที่เขาสนใจมากกว่าคือความสำเร็จในเส้นทางการบำเพ็ญเพียร เขาไม่อยากทุ่มเทความรู้สึกไปกับอะไรง่ายๆ และไม่อยากถูกเื่เหล่านี้ฉุดรั้งความก้าวหน้า แต่ไม่ว่าเขาจะมีความคิดอย่างไร ก็ไม่อาจเอ่ยปฏิเสธออกไปตรงๆ ต่อหน้าคนมากมายได้ เขาเป็นายน้อยของตระกูลลู่ การสืบทอดวงศ์ตระกูลย่อมเป็เื่สำคัญที่สุด คาดว่าเื่นี้ต้องได้รับการอนุญาตจากท่านผู้เฒ่าสูงสุดมาก่อนแล้วแน่นอน แม้จะเป็เพียงการเลือกภรรยาให้เขา แต่กลับมีความหมายต่อตระกูลลู่ไม่น้อย
ตอนนี้ทำได้เพียงใช้วิธีถ่วงเวลาเท่านั้น ลู่อวี่รับ ‘ศิลาบันทึกภาพ’ ร้อยกว่าก้อนมาโดยไม่ได้มองดูสักแวบเดียว จัดเก็บเข้าไปในแหวนมิติจำนวนหลายวงแล้วพูดว่า “ท่านพ่อ ท่านผู้เฒ่าทั้งหลาย นี่เป็เื่ใหญ่ในชีวิตของคนเรา ขอลู่อวี่กลับไปคิดทบทวนให้ดีก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที วันนี้เพิ่งจะบรรลุขั้นพลังยุทธ์มารู้สึกว่ามันยังไม่ค่อยมั่นคง ข้าขอกลับไปฝึกฝนก่อนก็แล้วกัน หากไม่มีอะไรสำคัญ อย่าเรียกข้ามาเลยขอรับ!”
พูดจบก็ไม่รอให้ลู่เหว่ยจุนตอบตกลง เขาเปลี่ยนร่างเป็ลำแสงสายหนึ่งแล้วพุ่งทะยานออกไปทันที
“เ้าเด็กคนนี้ ยังจะมัวเขินอายอะไรอีก!” ผู้เฒ่าสามลู่หงจีหัวเราะพลางส่ายหน้า
ผู้เฒ่าใหญ่แห่งตระกูลลู่ลู่หงเซิ่งแค่นเสียงในลำคอแล้วเอ่ยว่า “กลัวว่าจะไม่ใช่เขินอาย แต่เป็เพราะเขาไม่เต็มใจมากกว่าน่ะสิ มิเช่นนั้นคงไม่ถึงขั้นไม่แม้แต่จะเหลือบมองเช่นนี้ รูปโฉมสตรีงามละลานตาเช่นนี้ เขาจะไม่ถูกใจผู้ใดบ้างเลยหรือ?”
“เื่นี้ไม่ต้องรีบร้อน ลู่อวี่น้อยนับว่ายังเด็ก พวกเราไม่จำเป็ต้องบีบบังคับเขามากเกินไป! เพียงเอ่ยเตือนให้เขารู้ตัว ให้เขาตระหนักและเก็บเื่นี้ไว้ในใจเป็พอ อันที่จริงแล้ว หากเขารีบหาคู่ครองเสียตอนนี้ ข้ากลับรู้สึกไม่สบายใจมากกว่าอีก ให้เป็เช่นนี้นับว่าดีแล้ว!”
เมื่อลู่เหว่ยจุนกล่าวออกมาเช่นนี้ ทุกคนพลันครุ่นคิดแล้วก็รู้สึกเห็นด้วย นายน้อยของเรามีพร์และความสามารถถึงเพียงนี้ อายุยี่สิบกว่าก็เป็นักปรุงโอสถขั้นสี่แล้ว ไม่ใช่เพียงแต่ในเทียนตู แม้แต่ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรต่างเฟ้นหาอัจฉริยะเช่นเขาได้เพียงหยิบมือเดียว ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ยังเลื่อนระดับขั้นพลังยุทธ์มาจนถึงขั้นตงซวนอีก ตงซวนหมายถึงการเข้าใจความลึกลับ เป็ก้าวแรกสู่การเป็นักพรตขั้นสูงอย่างแท้จริง หากพูดถึงทั้งโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรก็นับว่าเป็อัจฉริยะที่มีเพียงหนึ่งในร้อยล้านคน หากมัวแต่สนใจเื่ของบุรุษสตรีั้แ่อายุเพียงเท่านี้ ก็นับว่ายังไม่เหมาะสมเท่าที่ควร!
ลู่อวี่ดูเหมือนจะหนีออกมาจากงานเลี้ยงของตระกูลได้อย่างลำบากลำบน แต่ความจริงแล้วเขาก็ดีใจอยู่ไม่น้อย ในชาติก่อนเขาเป็โสดตัวคนเดียวมานานกว่าสองร้อยปี ไม่เคยััรสชาติของความรักเลยสักครั้ง ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการฝึกบำเพ็ญและการปรุงยา เช่นนั้นแล้วคงเป็ไปไม่ได้ที่จะใช้เวลาเพียงสองร้อยปีในการบรรลุขั้นพลังยุทธ์ถึงขั้นที่ผู้อื่นต้องใช้เวลามากกว่าพันปีกว่าจะสำเร็จ
ดังนั้นในเื่ความรักระหว่างบุรุษสตรี ลู่อวี่ก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กหนุ่มธรรมดาในโลกสามัญ ตอนนี้กลับมีสาวงามมากมายมาให้เขาเลือกเฟ้น จะบอกว่าเขาไม่รู้สึกอะไรเลยก็คงไม่ได้?
แต่ถึงเขาจะรู้สึกดีใจ ก็ไม่ได้ปล่อยให้เื่นี้มาทำให้ตนลุ่มหลงงมงาย ในชาตินี้แม้เขาจะเพิ่งเริ่มต้นชีวิตได้เพียงไม่นานนัก แต่ตัวตนที่แท้จริงภายในก็ไม่ใช่เด็กหนุ่มที่ไม่ประสีประสาต่อโลกกว้างเช่นนั้น เขาจะปล่อยให้ความรู้สึกได้ใจเพียงชั่วขณะหนึ่งมารบกวนจิตใจได้อย่างไร ในเมื่อต้องตามหาคู่ครองในการบำเพ็ญเพียร เขาย่อมต้องเลือกคนที่มีใจตรงกัน สามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียรได้ จะยอมเออออตามความเห็นของตระกูลแล้วรีบร้อนหาคนมาแต่งด้วยไม่ได้
ทว่าเื่นี้ก็หว่านเมล็ดพันธุ์บางอย่างลงในจิตใจของลู่อวี่เช่นกัน ทำให้เขาเกิดอาการเหม่อลอยจิตใจล่องลอยไปชั่วขณะ ต่อให้กลับไปตอนนี้ก็คงฝึกฝนอย่างสงบใจไม่ได้
ขณะที่คิดอะไรเพลินๆ เขาก็เดินมาครึ่งทางแล้ว ก่อนตัดสินใจหันหลังกลับแล้วเหาะออกไปนอกูเาเทียนฉยง เพราะอยากออกไปเที่ยวเล่นให้จิตใจปลอดโปร่ง
ลู่อวี่ไม่ได้คิดไว้ว่าจะไปที่ใดดี จึงมุ่งหน้าไปยังเมืองเทียนอวิ๋น
ยามนี้ท้องฟ้ามืดมิด แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ในเมืองเทียนอวิ๋นกลับยังส่องสว่างราวกับ่กลางวัน ถนนทุกสายเต็มไปด้วยผู้คนเดินขวักไขว่ จัตุรัสอวี้เ้าก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คน
นักพรตนั้นแตกต่างจากคนธรรมดา ไม่จำเป็ต้องนอนหลับพักผ่อนทุกคืน ตราบใดที่พลังการฝึกปรือไม่ได้อ่อนแอเกินไป ก็สามารถอยู่โดยไม่กินไม่ดื่มและไม่นอนเป็เวลาหลายวันโดยไม่มีปัญหา ดังนั้นเวลาพักผ่อนย่อมต่างออกไปจากชาวบ้าน พวกเขาจึงจำเป็จะต้องจัดสรร่เวลาพักผ่อนให้ตัวเอง
จัตุรัสอวี้เ้าและบริเวณโดยรอบของตระกูลลู่ในเมืองเทียนอวิ๋นได้กลายเป็ศูนย์กลางของทั้งเมืองเทียนอวิ๋นไปแล้ว ร้านค้าหลากรูปแบบตั้งเรียงรายอย่างเนืองแน่น แต่ละร้านล้วนเป็สถานที่หรูหรา จะไม่หรูหราก็ไม่ได้ เพราะบริเวณรอบจัตุรัสอวี้เ้าของตระกูลลู่ตอนนี้ถือเป็ทำเลทองอย่างแท้จริง แม้แต่คำว่า “ที่ดินทำเลทอง” ก็ไม่อาจบรรยายมูลค่าของที่ดินแถบนี้ได้ ผู้ที่สามารถตั้งกิจการที่นี่ได้ ไม่ว่าจะเป็ด้านขั้นพลังยุทธ์หรือภูมิหลัง ล้วนแต่เป็ผู้ที่มีชื่อเสียงในเทียนตูทั้งสิ้น
ใน่ไม่กี่ปีมานี้ เมืองเทียนอวิ๋นได้ต้อนรับนักพรตจำนวนมาก โดยมีจัตุรัสอวี้เ้าเป็ศูนย์กลาง นอกจากบุคลากรจากขุมอำนาจเล็กใหญ่ต่างๆ แล้ว ส่วนใหญ่ล้วนเป็นักพรตอิสระ แม้ว่าเมื่อเทียบกับคนธรรมดาในเมืองเทียนอวิ๋นแล้วสัดส่วนยังไม่สูงนัก แต่ปัจจุบันมีคนย้ายเข้ามาใหม่เกือบทุกวัน แสดงให้เห็นว่านักพรตส่วนใหญ่ในเทียนตูมองแนวโน้มอำนาจของตระกูลลู่ในแง่ดี การย้ายเข้ามาในเมืองเทียนอวิ๋นจึงถือว่าเป็การขอความคุ้มครองอย่างหนึ่ง
หลังจากลู่อวี่เข้ามาในเมืองเทียนอวิ๋นอย่างสบายๆ ก็ไม่มีความสนใจจะเที่ยวชมรอบๆ เมือง เขาหาโรงเตี๊ยมที่มีหน้าร้านหรูหราสง่างามแห่งหนึ่งทางทิศตะวันตกของจัตุรัสอวี้เ้า แล้วขอห้องส่วนตัวที่ติดริมหน้าต่างบนชั้นสอง สั่งสุราวิเศษที่มีชื่อเสียงที่สุดมาหนึ่งกา พร้อมอาหารเลิศรสที่ขึ้นชื่อมาสองสามอย่าง ก่อนจะนั่งดื่มกินเพียงลำพัง
บนชั้นสองของโรงเตี๊ยมมีลูกค้าประมาณสามสี่ส่วน ดูจากเสื้อผ้าที่สวมใส่ราวจะเปล่งประกายวิเศษ ล้วนแต่เป็ผู้มีพลังฝึกบำเพ็ญไม่ธรรมดา หรือไม่ก็ต้องมีฐานะสูง มิเช่นนั้นคงไม่สามารถมาเยือนสถานที่เช่นนี้ได้
ในยามค่ำคืน จัตุรัสอวี้เ้ายังคงสว่างไสวราวกับกลางวัน นักพรตจากภายนอกส่วนใหญ่มาที่นี่เพื่อแลกเปลี่ยนโอสถวิเศษที่จัตุรัสอวี้เ้าของตระกูลลู่ วิธีการอันยืดหยุ่นของตระกูลลู่ที่สามารถนำสิ่งของมีค่าต่างๆ มาแลกเปลี่ยนโอสถวิเศษได้นั้น เป็ที่ชื่นชอบของนักพรตยิ่งนัก เพราะนักพรตส่วนใหญ่เป็นักพรตระดับล่าง พวกเขาอาจยังไม่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลนัก แม้จะได้ของดีมาก็อาจไม่รู้จักคุณค่าของมัน หากนำออกไปขายก็อาจขายไม่ได้ราคา หรืออาจถูกคนอื่นจัดการฆ่าปิดปากแล้วชิงของล้ำค่าไปเพราะมีของดีอยู่ใน แต่จะเก็บไว้ก็ไร้ประโยชน์ ดังนั้นเมื่อมีสถานที่แลกเปลี่ยนสินค้าของตระกูลลู่เช่นนี้ ย่อมเป็ตัวเลือกอันดับแรกๆ ของพวกเขา ด้วยชื่อเสียงของตระกูลลู่ พวกเขาย่อมไม่ใช้วิธีการชั่วช้าเพื่อแลกกับสิ่งของเพียงเล็กน้อย
เื่นี้เกี่ยวข้องกับการที่ท่านผู้เฒ่าสูงสุดของตระกูลลู่ได้ออกคำสั่งให้จัดระเบียบทั้งตระกูลใน่ที่ตระกูลลู่กำลังเติบโต เพราะตระกูลใหญ่ถึงเพียงนี้ ไม่มีทางเป็ไปได้ที่ทุกคนจะมีคุณธรรมสูงส่ง การมีคนไม่ดีปะปนอยู่บ้างย่อมเป็เื่ที่เข้าใจได้ แต่ในเมื่อท่านผู้เฒ่าสูงสุดของตระกูลลู่ออกคำสั่งด้วยตัวเอง ใช้อำนาจสอบสวนและกำจัดสิ่งเน่าเฟะของตระกูลออกไป จึงสามารถจัดการกับคนในตระกูลลู่ได้โดยตรง บทลงโทษมีทั้งลดตำแหน่งและปะาชีวิต
ดังนั้นการมาที่จุดแลกเปลี่ยนของตระกูลลู่ ณ จัตุรัสอวี้เ้า จึงไม่ต้องกังวลว่าคนของตระกูลลู่จะใช้กำลังแย่งชิงหรือก่อเื่อะไรทำนองนั้น ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลลู่ยังตั้งหน่วยงานต่างๆ นอกเหนือจากจุดแลกเปลี่ยนสินค้าขึ้นมาด้วย เช่น จุดประเมินคุณภาพและราคา จุดรับเื่ร้องเรียนและฝ่ายบังคับใช้กฎหมาย นอกจากคนของตระกูลลู่จะไม่ทำอะไรที่ส่งผลกระทบต่อจัตุรัสอวี้เ้าแล้ว ยังสามารถรับประกันความปลอดภัยของนักพรตที่มาขายสมบัติที่นี่ได้อีกด้วย นับว่าจัดการได้ละเอียดรอบคอบยิ่งนัก
“ฮ่าๆ พี่น้องทั้งหลาย พวกท่านดูเอาเถิด ทุกวันนี้จัตุรัสอวี้เ้าช่างคึกคักเสียเหลือเกิน ลองเดาดูสิว่าแต่ละวันตระกูลลู่จะมีรายได้เท่าไร?”
ลู่อวี่กำลังนั่งมองผู้คนภายในจัตุรัสอวี้เ้าอย่างสนอกสนใจ พลันได้ยินบทสนทนาของนักพรตจำนวนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลออกไป จึงรู้สึกสนใจใคร่รู้ไม่น้อย จัตุรัสอวี้เ้าของตระกูลลู่นี้ แท้จริงแล้วเป็ความคิดของลู่อวี่ที่เสนอให้สร้างขึ้นมา แม้ว่าการพัฒนามาจนถึงขั้นนี้จะเป็ความพยายามของคนอื่นๆ ในตระกูลลู่ แต่โดยรากฐานแล้ว ความดีความชอบส่วนใหญ่ก็ถือว่าต้องยกให้ลู่อวี่
“สหายซือถู จะบอกว่าท่านรู้แน่ชัดอย่างนั้นหรือ? รายได้ในแต่ละวันของตระกูลลู่นี้ไม่อาจคำนวณได้ เพราะคนส่วนใหญ่ที่มาล้วนใช้สมบัติล้ำค่ามาแลกเปลี่ยนกับโอสถวิเศษ แทบไม่มีผู้ใดถือเซียนหยกมาซื้อโอสถวิเศษที่นี่ ตระกูลลู่มีร้านขายโอสถวิเศษโดยเฉพาะอยู่ข้างนอกมากมาย ไม่จำเป็ต้องถ่อมาถึงที่นี่หรอก!”
“ฮึ คิดแล้วว่าเ้าจะพูดเช่นนี้ แต่ไม่มีใครถามเ้าถึงรายได้ที่แน่นอนของตระกูลลู่หรอก แม้แต่ตระกูลลู่เองก็อาจไม่รู้ เพราะสมบัติบางอย่างประเมินค่าได้ยากนัก เมื่อไม่กี่วันก่อน ข้าเห็นนักพรตขั้นตงซวนผู้หนึ่งถือม้วนคัมภีร์หยกบันทึกเคล็ดวิชามาแลกโอสถวิเศษ เ้ารู้หรือไม่ว่าเขาแลกโอสถวิเศษใด แล้วแลกไปทั้งหมดกี่เม็ด?”
