ก่อนจะส่งเสียงกรีดร้องออกไปลั่วเสี่ยวซีได้มองอย่างละเอียดอีกครั้งจึงพบว่าเงาคนตรงหน้าดูคุ้นตาอย่างประหลาด
เขายืนหันหลังให้กับแสงสว่างแม้จะเห็นใบหน้าไม่ชัดเจน แต่ด้วยรูปร่างสูงโปร่งที่มองเห็นได้จากแสงสว่างเพียงน้อยนิดจากระเบียงที่ส่องเข้ามาทำให้เธอไม่รู้ว่าเขาสวมชุดลำลองหรือชุดสูทสั่งตัดดั่งทุกที เขายืนนิ่งอยู่อย่างนั้นด้วยมาดราวกับนายแบบระดับโลก
นอกจากซูอี้เฉิงแล้ว ยังจะเป็ใครได้อีก?
ลั่วเสี่ยวซีไม่กล้าขยับสองมือของเธอกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ ความเ็ปเริ่มก่อตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เธอ้าใช้ความเ็ปมาประคองสติไม่อย่างนั้นเธอคงควบคุมตัวเองไม่ได้จนกลายร่างเป็หมาป่าและพุ่งเข้าไปกินเหยื่อตรงหน้าอย่างซูอี้เฉิง
ซูอี้เฉิงเห็นลั่วเสี่ยวซียืนนิ่งไม่ยอมขยับไปไหนจึงขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเดินตรงไปหาเธอ
ในความมืดอันเงียบงันเสียงฝีเท้าของเขาดังขึ้นอย่างชัดเจนทุกย่างก้าวของเขาเหมือนกำลังเหยียบย่ำหัวใจของลั่วเสี่ยวซี ขณะที่เธอร่ำกรีดร้องในใจว่าอย่าเข้ามา
ถ้าเขาเข้ามาใกล้กว่านี้ เขาต้องรู้แน่ๆ
ลั่วเสี่ยวซีกัดฟันอย่างอดกลั้นก่อนจะเดินถอยหลังไปทีละนิดเธอพยายามไม่ส่งเสียงร้องออกมาให้น่าสงสัย
แต่ในสายตาของซูอี้เฉิงการกระทำของเธอเหมือนกำลังหลีกหนีเขาอยู่กลายๆ
คิ้วของซูอี้เฉิงขมวดมุ่นกว่าเดิมเขาสาวเท้าตรงไปคว้ามือของลั่วเสี่ยวซีเอาไว้และรั้งเธอเข้าสู่อ้อมกอด
“กรี๊ด” ลั่วเสี่ยวซีส่งเสียงร้องออกไปอย่างลืมตัวแต่หาใช่เสียงของความใไม่ หางเสียงของเธอติดหอบอย่างน่าสงสัย
เหมือนซูอี้เฉิงจะจับสังเกตได้บรรยากาศรอบกายของเขาเย็นะเืขณะจับตัวลั่วเสี่ยวซีไว้แน่น
“เธอกับฉินเว่ยไปไหนกันมา”
“ผะ...ผับ”
ลั่วเสี่ยวซีรู้สึกเหมือนมีมดไต่อยู่ตามตัวเธอนับหมื่นตัวและพยายามจะเข้าไปในร่างกายของเธอเธอรู้สึกร้อนไปหมด หากไม่ใช่ความร้อนเหมือนตอนมีไข้ แต่เป็ความร้อนรุ่มจากข้างใน
เธอพยายามข่มความทรมานที่เป็อยู่ตอนนี้ขนาดจะพูดออกไปสักคำยังยากลำบาก
ซูอี้เฉิงไม่ต้องถามก็รู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นเขาเอื้อมมือจะไปเปิดไฟ ทว่าลั่วเสี่ยวซีกับห้ามเอาไว้
“ไม่นะ อย่าเปิดไฟ ขอร้องล่ะ...”เธอไม่รู้ว่าสภาพของตัวเองตอนนี้เป็อย่างไร แต่ที่แน่ๆคงดูไม่ได้
เธอยอมให้ซูอี้เฉิงเห็นทุกด้านที่เป็ตัวเธอยกเว้นในแต่ในเวลาแบบนี้
ซูอี้เฉิงดึงมือกลับมา สายตาของเขาเริ่มชินกับความมืดเขาอาศัยแสงสว่างเพียงเล็กน้อยที่จากภายนอกเพื่อมองมายังลั่วเสี่ยวซีก่อนจะพบว่าริมฝีปากและพวงแก้มของเธอแดงก่ำผิดปกติ
หัวใจของเขาเต้นแรงและถี่ขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ยานั่น เหมือนว่าฤทธิ์ของมันจะถ่ายทอดไปให้คนอื่นได้ด้วยสินะ
ซูอี้เฉิงเบือนสายตาหนีพลางใช้ความคิดว่าจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไรโดยที่ลั่วเสี่ยวซียังคงปลอดภัย
ตอนนั้นเอง จู่ๆ ลั่วเสี่ยวซีก็โถมร่างเข้าใส่เขา
ั้แ่ยาเริ่มออกฤทธิ์ลั่วเสี่ยวซีก็อดทนมาโดยตลอด เธอพยายามเอาชนะความรู้สึกของตัวเองแต่หลังจากที่ซูอี้เฉิงรั้งเธอเข้าสู่อ้อมกอดวินาทีนั้นเธอรู้สึกเหมือนเจอยาถอนพิษที่จะทำให้เธอหลุดพ้นจากความทรมาน
“ซูอี้เฉิง” เธอเอ่ยปากขอร้องเขา “ช่วยฉันที”
“เสี่ยวซี!” ซูอี้เฉิงผลักเธอออก “มีสติหน่อย!”
“อื้อ...” ลั่วเสี่ยวซีร้องออกมาอย่างทรมาน“ฉันทรมานไปหมด ซูอี้เฉิง ช่วยฉัน...”
วินาทีนั้นซูอี้เฉิงเกือบจะหักห้ามใจเอาไว้ไม่อยู่ยังดีที่สมองของเขาพอจะมีสติหลงเหลืออยู่บ้าง
อีกอย่าง เขาไม่อยากกลายเป็คนฉวยโอกาสในเวลาที่เธอเป็แบบนี้คิดแล้วซูอี้เฉิงจึงอุ้มลั่วเสี่ยวซีเข้าไปในห้องน้ำ
ต้นฤดูใบไม้ร่วงของเมือง A อากาศเริ่มหนาวจนไม่มีหญิงสาวที่ไหนคิดจะใช้น้ำเย็นชำระล้างร่างกายซูอี้เฉิงวางลั่วเสี่ยวซีลงในอ่างอาบน้ำ ก่อนจะเปิดก๊อกจนแรงสุดเขาคิดจะใช้น้ำเย็นจัดมาช่วยเรียกสติของลั่วเสี่ยวซีให้กลับคืนมา
ทว่าสติที่กำลังถูกบางอย่างเผาจนมอดไหม้มีหรือจะกลับมาดังเดิมได้ง่ายๆ
ลั่วเสี่ยวซียังคงรู้สึกได้ถึงไฟที่รุ่มร้อนอยู่ในร่างขณะเดียวกันความหนาวเย็นก็เข้าจู่โจมร่างกายเธอขดตัวกอดตัวเองอยู่ในอ่างอาบน้ำโดยไม่มีแรงจะคิดอะไรอีกต่อไปเธอรู้สึกแค่ว่าความหนาวๆ ร้อนๆ ที่ได้รับอยู่ตอนนี้กำลังทรมานเธอจนแทบบ้า
คนที่ยืนอยู่ข้างอ่างอาบน้ำอย่างซูอี้เฉิงเองก็ไม่ได้ทรมานน้อยไปกว่ากันนัก
หากวิธีนี้ยังไม่สามารถทำให้ลั่วเสี่ยวซีรู้สึกดีขึ้นเขาจะไม่สนอีกแล้วว่าจะกลายเป็คนฉวยโอกาสหรือเปล่า
น้ำในอ่างเพิ่มสูงขึ้นจนเกือบมิดศีรษะของลั่วเสี่ยวซีแต่อาจเพราะเธอเริ่มชินกับอุณหภูมิที่เย็นจัด จึงไม่ได้ตัวสั่นเหมือนเมื่อครู่เธอแค่ขดตัวอยู่ในนั้นราวกับสัตว์ตัวน้อยที่ได้รับาเ็
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนก่อนลั่วเสี่ยวซีจะหมดสติไปซูอี้เฉิงเรียกเธออยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับเขาจึงอุ้มเธอออกจากห้องน้ำและวางเธอลงบนโซฟาในห้องรับแขกก่อนจะรีบเดินไปหยิบชุดนอนและผ้าขนหนูจากในห้องนอน
เมื่อเปลี่ยนชุดและเช็ดตัวให้ลั่วเสี่ยวซีแล้วเรียบร้อยสีแดงก่ำผิดปกติบนใบหน้าของลั่วเสี่ยวซีก็จางลงไปมากทว่าซูอี้เฉิงกลับต้องเผชิญหน้ากับบททดสอบที่หนักหนาที่สุดในชีวิต
สุดท้ายเขาจึงหลับตาลงอย่างเรียกสติ และอุ้มลั่วเสี่ยวซีไปที่ห้องนอนเมื่อวางเธอลงบนเตียงและห่มผ้าให้อย่างดีแล้วมือถือของเขาก็ดังขึ้น ไม่ว่าจะเป็เื่อะไรแต่มันก็ช่วยเบนความสนใจจากเขาไปได้บ้าง
ซูอี้เฉิงหยิบมือถือพลางเดินไปที่ระเบียงเสี่ยวเฉินส่งอีเมลมาให้เขาหนึ่งฉบับ
อุบัติเหตุบนเวทีของลั่วเสี่ยวซีนั้นเสี่ยวเฉินได้ไปสืบหาเื้ัมาแล้ว
ซูอี้เฉิงสงสัยั้แ่แรกแล้วว่าเื่นี้คงเป็ฝีมือของใครสักคนโดยเฉพาะผู้เข้าแข่งขัน 19 คนที่เหลือ และแล้วก็เป็ไปตามคาด มีคนบงการให้หลี่อิงหยวนทำเื่นี้และคนที่อยู่เื้ัก็คือ จางเหมย
ซูอี้เฉิงกดโทรศัพท์หาเสี่ยวเฉินทันที
“ดึกขนาดนี้ยังไม่นอนอีกเหรอครับ”เสี่ยวเฉินรับสายด้วยความประหลาดใจ “จะเอายังไงดีครับ?”
ถ้าผลักความรับผิดชอบทั้งหมดให้กับหลี่อิงหยวนได้ทันทีก็คงไม่ใช่เื่ยากเสี่ยวเฉินไม่ต้องโทรมาข้อความเห็นซูอี้เฉิงด้วยซ้ำ แต่เพราะเื่นี้มีจางเหมยเข้ามาเกี่ยวข้องเขาจึงไม่กล้าทำอะไรโดยพลการ
“อย่าเพิ่งบอกเื่นี้ให้เสี่ยวซีรู้” ซูอี้เฉิงยกมือนวดขมับ“ฉันจะจัดการเอง”
“โอเคครับ... แต่ว่า...เื่ก่อนหน้านี้พวกเราก็ช่วยกันปิดเป็ความลับถ้าคราวนี้คุณหนูลั่วรู้เข้าล่ะก็...”
เสี่ยวเฉินไม่ได้พูดต่อ แต่ซูอี้เฉิงเข้าใจดี
ทั้งสองเื่ล้วนสร้างความเสียหายแก่ลั่วเสี่ยวซีเป็อย่างมากแต่เพราะมันเกี่ยวข้องกับจางเหมย ซูอี้เฉิงจึงจำเป็ต้องจัดการอย่างระมัดระวัง
แต่ถ้าความระมัดระวังที่ว่าเกิดมีใครรู้ขึ้นมามันก็อาจจะกลายเป็การปิดบังที่ไม่น่าให้อภัย
ด้วยนิสัยของลั่วเสี่ยวซีหากเธอรู้เื่นี้เข้าล่ะก็ คงไม่ใช่แค่เมินหรือโกรธเขาแน่ๆ หากเธอเป็คนยอมคนง่ายๆก็คงไม่ถือโทษโกรธฉินเว่ยจนถึงตอนนี้
“เธอก็สงสัยว่าเป็ฝีมือของใครสักคนเหมือนกัน”ซูอี้เฉิงกำชับเสี่ยวเฉิน “อย่าให้เธอสืบรู้ได้เด็ดขาดไว้ถึงเวลาฉันจะบอกเื่ทุกอย่างกับเธอเอง”
เสี่ยวเฉินตอบรับ “ผมเข้าใจแล้วครับ”
ซูอี้เฉิงวางสายไปสายลมเย็นในยามค่ำคืนของฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านเข้ามาความเย็นเยียบแทรกซึมเข้าไปในทุกอณูของร่างกายจนเขาลืมความปั่นป่วนเมื่อครู่นี้ไปจนหมดขณะนี้เหลือเพียงแค่ความกังวลเท่านั้น
ขณะที่เดินผ่านห้องรับแขก เขาก็หันไปเห็นบุหรี่กับไฟแชคที่วางอยู่บนโต๊ะสุดท้ายก็อดใจไม่ไหวจึงหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบพลางยืนรับลมที่ด้านนอกอยู่สักพักก่อนจะเดินกลับเข้าห้องนอนไป
ลั่วเสี่ยวซีกำลังหลับเขาลูบมือเธอซึ่งตอนนี้ไม่ได้เย็นเป็น้ำแข็งอีกแล้ว ความแดงบนใบหน้าก็หายไปจนหมด
ซูอี้เฉิงตลบผ้าห่มก่อนจะแทรกตัวเข้าไปนอนบนเตียงลั่วเสี่ยวซีเหมือนรู้ตัวว่ามีคนเข้ามาใกล้เธอเบะปากอย่างไม่พอใจทั้งที่ยังหลับฝัน ก่อนจะกระเถิบหนีออกห่าง
ซูอี้เฉิงยิ้มมุมปากแต่เป็รอยยิ้มขื่นที่แฝงความทุกข์ หากเธอรู้ว่าเขากำลังปิดบังอะไรอยู่ต่อให้มีสติเต็มร้อย เธอก็คงหนีจากเขาไปแบบนี้เช่นเดียวกัน
ทั้งๆ ที่เมื่อก่อน บทบาทของเขากับเธอสลับกันคนที่เอาแต่หนีคือเขา ส่วนคนที่ตามตื๊ออย่างไม่ลดละก็คือเธอ
นี่เขาเริ่มคิดอยากจะลั่วเสี่ยวซีั้แ่เมื่อไรกันนะ?
เขานึกมาโดยตลอดว่าเพิ่งชอบเธอได้ไม่นานแต่สิ่งที่ติดอยู่ในความทรงจำมันฟ้องว่า แท้ที่จริงแล้ว ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นมาั้แ่เมื่อก่อน
ตอนทีู่เี่อันกับลู่เป๋าเหยียนเพิ่งแต่งงานกันลั่วเสี่ยวซีก็ได้รู้จักกับฉินเว่ย เธอกับฉินเว่ยเต้นด้วยกันอย่างเร่าร้อนในผับ
ลั่วเสี่ยวซีเป็คนประเภทที่ว่าไปที่ไหนก็ได้เพื่อนกลับมาโดยเฉพาะเพื่อนผู้ชายที่มีจำนวนไม่น้อย เพราะเธอเป็คนอัธยาศัยดี เื่นี้เขาเองจึงไม่เคยเก็บมาใส่ใจเพราะรู้ว่าถึงยังไงลั่วเสี่ยวซีก็คิดกับคนพวกนั้นแค่เพื่อน
จนกระทั้งวันนั้นที่เขาเห็นเธอกับฉินเว่ยสนิทสนมกันทั้งๆที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่กี่วันลั่วเสี่ยวซีถึงขนาดยอมเล่นละครตบตาเพื่อไล่แฟนสาวของฉินเว่ยด้วยการไปเปิดห้องที่โรงแรมด้วยกันตอนนั้นเขาเห็นบางสิ่งระหว่างเธอกับฉินเว่ย นั่นก็คือการรู้ใจฝ่ายตรงข้าม
ั้แ่นั้นเป็ต้นมา เขาก็รู้สึกไม่ปลอดภัยโดยไม่รู้ตัวเลยว่าสาเหตุของความรู้สึกนั้นเกิดจากการที่เขาสนใจในตัวลั่วเสี่ยวซี
ยังดีที่เขาไม่ได้รู้ตัวตอนที่สายเกินไป ทว่าหากเขาอยากจะคบกับลั่วเสี่ยวซีแล้วล่ะก็ยังมีเื่อีกมากที่เขาจะต้องจัดการให้เรียบร้อย
