เล่มที่ 2 บทที่ 60 ต่างก็ได้ประโยชน์
ผู้าุโทั้งหลายต่างก็ไม่แน่ใจเลยว่าควรจะร้องไห้หรือหัวเราะออกมาดี...
หากจะบอกว่าี้เี หลินเฟยกลับไม่ได้ี้เีเลยแม้แต่น้อย ถึงกับเรียกได้ว่า ท่ามกลางศิษย์ที่ในเข้าไปที่ผากระบี่ ไม่มีใครขยันเท่าเขาอีกแล้ว
แต่ที่น่าเป็ห่วงก็คือ เขาไม่ยอมทำอะไรเป็ชิ้นเป็อันนี่สิ...
ไม่รู้จักไขว่คว้าโอกาสตรงหน้าในการบำเพ็ญ เอาแต่ฝึกกระบี่แทนเสียอย่างนั้น
‘เ้าเด็กนี่รู้ตัวหรือเปล่า…ว่ากำลังทำอะไรอยู่?’
เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่าจนล่วงเลยเข้ามาถึงวันที่เก้า หลินเฟยก็ยังคงทำตามอำเภอใจเช่นเดิม จนผู้าุโหลายคนถึงกับถอนหายใจออกมาเลยทีเดียว ช่างน่าเสียดาย...ด้วยความมุ่งมั่นและพร์เช่นนี้ ถือได้ว่ายอดเยี่ยมเลยทีเดียว และยิ่งน่าเสียดายที่เขาดันกราบอาจารย์ผิดคน คงจะถูกศิษย์พี่หลัวสอนจนโง่งมเช่นนี้ ไม่รู้จักคิดการณ์ไกล ทิ้งโอกาสทองในการบำเพ็ญ ไปฝึกกระบี่แทน...
สำหรับผู้บำเพ็ญส่วนมากแล้ว ชั่วชีวิตนี้ก็ไม่อาจพบเจอโอกาสทองเช่นนี้เลยก็ได้
อีกหลายปีหลังจากนี้ หากหลินเฟยได้เห็นการพัฒนาอย่างก้าวะโของชิวเย่หัวและถังเทียนตูล่ะก็ อาจจะต้องกลับมาเสียใจที่ตัวเองไม่รู้จักคว้าโอกาสไว้เช่นวันนี้ก็ได้...
ถึงตอนนั้นก็สายไปแล้ว
เส้นทางการบำเพ็ญก็เป็เช่นนี้ หากพลาดโอกาสไปแล้ว ชีวิตหลังจากนี้อาจจะแตกต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยก็ได้
เหมือนกับศิษย์พี่หลัวในปีนั้น...
หลังจากมองหลินเฟยในกระจกวารี ผู้าุโหลายคนก็มีสีหน้าหลากหลายความรู้สึกสลับไปมา...
เพียงพริบตาเดียวก็ใกล้จะครบสิบวันแล้ว
ชิวเย่หัวสลายแสงจันทร์ที่รายล้อมรอบตัว สือเหอเองก็เก็บกระบี่ทั้งสามสิบเล่ม ภาพนิมิตเซียนมารของซ่งเทียนสิงก็เลือนรางก่อนจะจางหายไป เหล่าศิษย์สายในนับสิบต่างก็สำเร็จการบำเพ็ญในวันนี้เกือบทั้งหมดแล้ว ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงในวันนี้อาจจะไม่ได้มีผลต่องานศิษย์สายตรงเท่าไรนัก...
แต่หากผ่านไปสิบปี หรือยี่สิบปีหลังจากนี้...
หรือแม้กระทั้งผ่านไปถึงร้อยปี
หากย้อนกลับมามอง จะพบว่าการบำเพ็ญสิบวันที่ผากระบี่แห่งนี้นี้ ส่งผลกับชีวิตพวกเขามากเลยทีเดียว...
“ฮ่าๆ หลินเฟย...” อาจเป็เพราะบรรลุกระบี่พิฆาตเซียนมารกระบวนท่าที่สิบสี่ จึงทำให้ซ่งเทียนสิงอารมณ์ดีไม่น้อย พอเห็นหน้าหลินเฟยก็ยกยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม
ถึงแม้รอยยิ้มนั่นจะดูหลงตัวเองไปหน่อยก็ตาม...
“มีอะไร...” หลินเฟยที่กำลังจะโคจรพลังยามเย็น พอเห็นซ่งเทียนสิงเดินมา จึงถามกลับด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย
“เห็นหรือยัง ข้าสามารถสะบั้นกระบี่พิฆาตเซียนมารกระบวนท่าที่สิบสี่ได้แล้ว เกรงว่าวันหน้าเ้าคงไม่อาจใช้กระบี่ระลึกตนมาอวดเก่งต่อหน้าข้าได้ง่ายๆอีก”
“อ้อ...” หลินเฟยจ้องซ่งเทียนสิงอยู่นาน ก่อนจะพยักหน้ารับรู้
“ถูกต้องแล้ว ไม่ง่ายเลยที่กระบี่ระลึกตนจะเอาชนะกระบี่พิฆาตเซียนมารกระบวนท่าที่สิบสี่...”
แน่นอนว่าหลินเฟยยังไม่ทันจะพูดจบ
เพราะนอกจากกระบี่ระลึกตนแล้ว เขายังเชี่ยวชาญเคล็ดวิชากระบี่อีกนับสิบที่จะสามารถเอาชนะกระบี่พิฆาตเซียนมารได้...
“จริงสิ แล้วเ้าเป็อย่างไรบ้าง?” หลังจากได้ยินหลินเฟยยอมรับอย่างว่าง่าย เดิมทีก็อารมณ์ดีมากพออยู่แล้ว ก็กลับอารมณ์ดีขึ้นไปอีก ถึงขนาดรู้จักเป็ห่วงเป็ใยหลินเฟยขึ้นมาเลยทีเดียว
“หา อะไรคือข้าเป็อย่างไร?” หลินเฟยไม่ชินกับความห่วงใยที่ซ่งเทียนสิงมีให้เช่นนี้เลย
“ข้าสำเร็จกระบี่พิฆาตเซียนมารกระบวนท่าที่สิบสี่ ถังเทียนตูก็สำเร็จจนเกิดัเก้าตน ชิวเย่หัว สือเหอ รวมถึงหวังฉ่วง ทุกคนต่างก็มีการพัฒนา แล้วเ้าไม่พัฒนาอะไรบ้างเลยหรือ?”
“ก็มีบ้าง แต่ไม่เยอะ...”
พอได้ยินหลินเฟยพูดจาคลุมเครือออกมาเช่นนี้ ซ่งเทียนสิงก็เกิดตื่นเต้นขึ้นมาทันที ในขณะที่กำลังจะซักถามต่อ ก็มีคนคนหนึ่งเดินเข้ามาพอดี
“ฮ่าๆ หลินเฟย สักวันเ้าจะต้องเสียใจ เสียใจที่พลาดโอกาสสิบวันนี้ไปฟรีๆ...” กระแสไอิญญาบนร่างถังเทียนตูดูเข้มข้นกว่าเดิม ขณะที่เดินเข้ามานั้น สองตาที่เจือแววสงสารก็จดจ้องไปที่หลินเฟย
“เ้าคงไม่รู้หรอกว่าการพลาดโอกาสสิบวันนี้มันหมายความว่าอย่างไร...”
“นับจากนี้ไป ข้าและเ้ามันคนละชั้นกันแล้ว งานประลองศิษย์สายตรงนั้น ข้าจะไม่รอเ้าอีกต่อไป เพราะฉะนั้นก็จงเจียมตัวให้ดีก็แล้วกัน” พูดจบถังเทียนตูก็หันหลังจากไปทันที
เมื่อสิบวันก่อน เดิมทีถังเทียนตูยังเห็นศิษย์ที่มาจากหุบเขาอวี้เหิงคนนี้เป็ศัตรู ทว่าหลังจากสิบวันผ่านไป กลับไม่เห็นหลินเฟยอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย เพราะคนที่ไม่มีการพัฒนาใดๆเลยตลอดสิบวันที่ผากระบี่ ไม่คู่ควรที่จะเป็ศัตรูของเขา
ในเส้นทางแห่งการบำเพ็ญ ต่อให้เป็ศัตรู ก็จะต้องมีฝีมือทัดเทียมกัน
การที่หลินเฟยพลาดโอกาสสิบวันนี้ จึงถือว่าไม่คู่ควรที่จะเป็ศัตรูอีกต่อไป
หากได้ประมือกันที่งานประลองศิษย์สายตรงอีกครั้ง เพียงสะบั้นกระบี่ครั้งเดียวก็คงจะจบแล้ว
“ศิษย์พี่หลิน ขอบคุณที่ครั้งก่อนยื่นมือเข้ามาช่วย” หลังจากถังเทียนตูจากไป ชิวเย่หัวก็เดินเข้ามา ตอนที่เซียนหญิงคนนี้กล่าวขอบคุณ ต่อให้หลินเฟยที่มีชีวิตมาสองชาติ ก็อดที่จะตะลึงในบุคลิกและท่าทางราวกับเซียนของนางไม่ได้ ช่างสง่างามสมคำร่ำลือจริงๆ
หลินเฟยรู้ดีว่าชิวเย่หัวหมายถึงเื่จางเจิ้งฉาง
เดิมทีเขาก็แค่หาเื่นายน้อยจากสำนักเทียนซือ ก็เพื่อที่จะได้ไปถ้ำเสวียนปิงเท่านั้น ไม่ถือว่าช่วยอะไรด้วยซ้ำ เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะน้อยๆออกมา
“ไม่เป็ไร”
“รอยกระบี่เก้าสายนั่นแฝงไปด้วยวิถีกระบี่อันลึกซึ้ง หากจดจำมันไว้ล่ะก็ บางทีอาจจะเป็ผลดี...” เมื่อสิ้นเสียงชิวเย่หัว นางก็ไม่พูดอะไรเพิ่มอีก จากนั้นชิวเย่หัวก็คารวะหลินเฟยแล้วหมุนตัวจากไป
สำหรับชิวเย่หัวแล้ว เื่ที่พูดเมื่อครู่ถือเป็การตอบแทนเื่จางเจิ้งฉาง...
เวลาสิบวันได้หมดลงแล้ว ตอนนี้หลินเฟยหมดโอกาสที่จะบำเพ็ญอีก ดังนั้นสิ่งเดียวที่เขายังทำได้ ก็คือจดจำรอยกระบี่เ่าั้เพื่อกลับไปค่อยๆฝึกฝนอีกครั้ง ต่อให้ผลลัพธ์จะไม่เท่ากับการบำเพ็ญที่ผากระบี่ แต่อย่างน้อยก็พอจะมีประโยชน์อยู่บ้าง...
ส่วนเื่อื่น...
ชิวเย่หัวเองก็ไม่คิดจะเอ่ยเลยสักนิด
‘บุญคุณที่ติดค้างก็ถือว่าใช้คืนหมดแล้ว ดังนั้นวันหน้าคงไม่มีเื่ต้องข้องแวะกันอีก ถึงแม้ศิษย์พี่หลินจะเป็คนดี แต่ก็เป็เพียงคนดีเท่านั้น’
หลังจากชิวเย่หัวจากไป เหล่าศิษย์สายในที่เหลือ ก็ทยอยลุกออกจากผากระบี่ไปด้วยเช่นกัน ทว่าหลินเฟยยังไม่ไปไหน เขายังคงโคจรเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่ยามเย็นให้จบ แล้วจึงลุกขึ้นมา ก่อนจะเหลือบมองซ่งเทียนสิงที่อยู่ด้านข้าง
“ศิษย์พี่ซ่งยังไม่ไปอีกหรือ?”
“ข้าเห็นว่าดวงจันทราในค่ำคืนนี้ช่างกลมดีแท้ เลยคิดว่าจะอยู่ชมเสียหน่อย...” เวลานี้ซ่งเทียนสิงเข้าใจแล้วว่าหลินเฟยไม่ได้อะไรเลยจากการเข้ามาบำเพ็ญที่ผากระบี่ครั้งนี้...
ทว่าสิ่งที่ทำให้ประหลาดใจยิ่งกว่า ก็คือหลังจากที่ได้รู้เื่แล้ว สิ่งแรกที่คิดได้กลับไม่ใช่การสมน้ำหน้าหรือซ้ำเติมแต่อย่างใด!
ซ่งเทียนสิงเองก็รู้สึกไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ...
หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดก็คิดขึ้นมาได้ว่าคงเป็เพราะหลินเฟยเคยช่วยชีวิตเขาที่ผาปากเหยี่ยวเอาไว้ เขาเองก็แค่สำนึกบุญคุณเท่านั้น!
อย่างไรก็ตามก็เป็บุญคุณช่วยชีวิตเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น!
“ฮ่าๆ ศิษย์พี่ซ่งนี่โชคดีไม่น้อยเลย” สิ้นเสียงก็มีหมอกควันสีดำลอยฟุ้งไปทั่วทั้งอาณาบริเวณ แม้กระทั่งดวงแขกลมโตที่ลอยเด่นบนฟ้าก็ถูกควันดำปกคลุมไปด้วยเช่นกัน
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
