“เื่นั้นไม่สำคัญ ที่สำคัญเพียงอย่างเดียวคือปักษาไร้เงาเป็ของพวกเรา” ไป๋หยุนเฟยยิ้ม “ตอนนี้พวกเ้าไปได้แล้ว”
คำพูดไป๋หยุนเฟยสร้างความตกตะลึงแก่ไท่ผิงไปชั่วขณะ ดวงตามันทอประกายวูบก่อนจะครุ่นคิดหาคำพูด มันเอ่ยปากด้วยสีหน้าลำบากใจ “หากพวกท่านคิดจะจับปักษาไร้เงา เช่นนั้นพวกเราก็ยอมรับความพ่ายแพ้ แต่ได้โปรดทิ้งนามไว้ วันหน้าพวกเราจะได้ตอบแทนน้ำใจ...”
“ฮ้า! เ้าถือพวกเราเป็คนโฉดเขลากระมัง? หรือคิดว่าพวกเราจะบอกชื่อกับเ้า เ้าคงไม่โง่เง่าปานนั้นกระมัง?” จิ้งิเฟิงอดไม่ได้ต้องหัวเราะออกมา “สำนักเ้าอสูร ฮ้า! ช่างน่าหวาดหวั่นนัก หากข้าปล่อยให้เ้ารู้ตัวตน หลังจากนี้คงต้องตายอย่างอนาถแล้วกระมัง?”
ขณะจิ้งิเฟิงกล่าวพล่ามวาจาเพียงครู่เดียวใบหน้ามันก็เปลี่ยนเป็ดุร้าย “เฮอะ หากข้าบอกให้เ้าไป พวกเ้าควรรีบหรุบหางไสหัวไปในบัดดล! หากพวกข้าเปลี่ยนใจคิดลงมือสังหาร พวกเ้าจะไม่มีแม้แต่โอกาสตอบแทนในภายหน้าแล้ว!”
คำพูดจิ้งิเฟิงขู่ขวัญอีกฝ่ายได้ดียิ่ง ฝ่ายตรงข้ามทั้งสองได้แต่กล้ำกลืนพลางหันมองหน้ากัน พวกมันไม่กล่าวอันใดก็เดินอ้อมอย่างระมัดระวังไปพยุงพวกพ้องและเก็บอสูริญญาก่อนจะเดินไปยังป่าด้านซ้ายล่าถอยไป
ยามเห็นว่าพวกมันเก็บอสูริญญาของสำนักใส่ไว้ในแหวนช่องมิติอย่างไร สีหน้าไป๋หยุนเฟยก็ทอแววขุ่นเคือง เนื่องเพราะได้คบหากับหงยิน ไป๋หยุนเฟยจึงไม่ได้มองสำนักเ้าอสูรในแง่ดีนัก ในใจมันรู้สึกว่าอีกฝ่ายน่าชิงชังนัก อสูริญญาที่ไร้ิญญาความรู้สึกเหล่านี้แตกต่างจากเสี่ยวถังที่น่ารักมีชีวิตชีวาอย่างสิ้นเชิง ความเห็นใจของไป๋หยุนเฟยที่มีต่ออสูริญญาเหล่านี้ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นยามได้เห็นพวกมันถูกใช้งานราวกับเป็สิ่งของ ในทางกลับกันความเกลียดชังต่อสำนักเ้าอสูรก็ยิ่งทวีคูณขึ้นจนอดไม่ได้เผลอปล่อยจิตสังหารออกมาจากดวงตา
นี่ไม่ใช่ว่ามันไม่มีความคิดจะชิงอสูริญญามาจากอีกฝ่าย แต่หากทำเช่นนั้นไป๋หยุนเฟยก็ไม่ทราบด้วยซ้ำว่าจะทำอย่างไรกับพวกมันต่อ ลำพังคนของสำนักเ้าอสูรก็เป็ปัญหายุ่งยากพอแล้ว การยอมรับความพ่ายแพ้กับการต่อสู้เข่นฆ่าพวกมันนับเป็สองเื่ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ผลลัพธ์ในยามนี้นับว่าดีที่สุดแล้ว หากว่าพวกมันไม่ยอมจำนน ไป๋หยุนเฟยก็ไม่แน่ใจแล้วว่าจะสามารถลงมือสังหารพวกมันได้จริงๆหรือไม่...
แต่จิตสังหารแ่จางที่รั่วไหลจากไป๋หยุนเฟยก็ถูกไท่ผิงและฟางฮ่าวสังเกตพบ ส่งผลให้พวกมันสั่นสะท้านด้วยความหวาดหวั่น อสูริญญาทั้งสองตัวก็บินต่ำลงราวกับไม่กล้าจะลดการป้องกันต่อไป๋หยุนเฟยลง ขณะเดียวกันฝีเท้าของอีกฝ่ายก็เร่งจังหวะรีบออกจากป่าโดยเร็ว...
เนิ่นนานหลังจากฝ่ายตรงข้ามออกจากป่าไป จิ้งิเฟิงก็ถอนหายใจและเอ่ยปากถามไป๋หยุนเฟย “เป็อย่างไร?”
หลังจากรั้งััิญญากลับมา ไป๋หยุนเฟยก็พยักหน้า “อืม พวกมันจากไปแล้ว”
“เฮ้อ...” จิ้งิเฟิงถอนหายใจยาวเหยียดก่อนจะผ่อนคลายสีหน้าลง มันปาดมือผ่านใบหน้าตนเอง รูปโฉมเดิมก็กลับคืนมา จิ้งิเฟิงวาดมือในอากาศด้วยความตื่นเต้นพลางหัวเราะออกมา “ฮ่า ฮ่า เป็การต่อสู้ที่ดี!! นับเป็เื่ดีที่พวกมันยอมจำนน พลังิญญาข้าแทบหมดสิ้นแล้ว หากพวกมันยังคิดสู้ต่อ...”
ไป๋หยุนเฟยก็เผยรอยยิ้มพลางกลับคืนสู่โฉมหน้าเดิม จากนั้นได้ยินเสียงสวบสาบดังมาจากด้านหลังพร้อมกับเทียนิปรากฏตัวออกมาจากพุ่มไม้วิ่งเข้ามาหา
“ว่ะ ฮ่า ฮ่า พี่ไป๋ พี่จิ้ง พวกท่านช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ” เทียนิวิ่งเข้าหาทั้งคู่ด้วยสีหน้าเปี่ยมแววชื่นชม “อาศัยเพียงพวกท่านสองคน ก็สามารถทุบตีพวกมันจนยอมสยบได้! ร้ายกาจเกินไปแล้ว!”
“เอ๊ะ? ฮี่ ฮี่ เ้าคิดว่าข้าร้ายกาจหรือ?” จิ้งิเฟิงตาเป็ประกายยามลูบคางด้วยท่าทีเคลิบเคลิ้มต่อคำเยินยอ
“มิผิด! พวกท่านช่างยอดเยี่ยมนัก!” เทียนิเอ่ยปากยกย่องอีกครา “มีดสายลมนั้นก็ช่างร้ายกาจ! มิหนำซ้ำที่พวกท่านสามารถเปลี่ยนโฉมตนเองได้ก็ยิ่งสุดยอด! ข้าเองก็อยากร่ำเรียนเคล็ดิญญานี้ด้วยเช่นกัน ท่านพอจะสอนให้แก่ข้าบ้างได้หรือไม่พี่จิ้ง?”
“แน่นอน ข้าย่อมสอ- ว่ากระไร? เ้าเด็กโสโครกหรือเ้าคิดฉวยโอกาสเอาเปรียบข้า?” หลังจากจิ้งิเฟิงเข้าใจคำพูดเทียนิก็หัวเราะออกมา “เ้าบรรลุเพียงด่านปัจเจกิญญา ยังอีกยาวไกลกว่าจะสามารถเรียนรู้เคล็ดิญญานี้ได้ รอจนเ้าบรรลุด่านภูติญญาค่อยว่ากันเถอะ!”
ไป๋หยุนเฟยสั่นศีรษะเมื่อได้เห็นสีหน้าผิดหวังของจิ้งิเฟิง “เอาล่ะพอเถอะ พวกเราสมควรไปกันได้แล้ว แม่นางถังกับป้าจ้าวอยู่ที่ใด?”
“โอ๊ะ พวกนางหรือ? หลังจากปักษาไร้เงาบินจากไป มันก็บินหนีไปทางหมู่บ้านด้านหลังพวกเรา แม่นางซินหยุนกับป้าจ้าวจึงไล่ตามมันไป...”
“หา?” ไป๋หยุนเฟยเหลียวหน้ามองไปพร้อมกับแผ่ััิญญาออก มันสบถคราหนึ่งก็กล่าวขึ้น “เกิดเื่แล้ว พวกเรารีบตามไป!”
……
ย้อนกลับไปเล็กน้อย ปักษาไร้เงาเพิ่งหลุดออกจากเชือกได้จากความช่วยเหลือของไป๋หยุนเฟย มันใช้ความพยายามทั้งมวลในที่สุดก็สามารถฝ่าวงล้อมและบินหนีไปได้
เมื่อถังซินหยุนเห็นไป๋หยุนเฟยและจิ้งิเฟิงต่อสู้กับฝ่ายศัตรู นางก็ลังเลชั่วครู่ก่อนจะหันหลังวิ่งตามไปยังทิศทางที่ปักษาไร้เงาบินจากไป
“แม่นางซินหยุน ท่านจะไปไหน?” เทียนิกระซิบถาม
“ข้าจะไปตามหาปักษาไร้เงา!” ถังซินหยุนตอบคำก่อนจะรีบร้อนไล่ตามไป ป้าจ้าวก็รีรออยู่ชั่วครู่เพื่อสังเกตดูไป๋หยุนเฟยและจิ้งิเฟิงซึ่งต่อสู้กับกลุ่มคนที่ด้านนั้น แต่เมื่อเห็นพวกมันรับมืออีกฝ่ายได้โดยไร้ปัญหา นางก็บอกกล่าวต่อเทียนิแล้ววิ่งตามถังซินหยุนออกไป
“โอ เช่นนั้นก็ได้ ข้าจะนั่งรออยู่ที่นี่ ท่านไปเถอะ...” เทียนิพยักหน้าก่อนจะหันกลับไปชมการต่อสู้
วิ่งไปได้ราวร้อยห้าสิบวา ในที่สุดถังซินหยุนก็ััได้ถึงพลังิญญาอันอ่อนล้า เมื่อมองไปยังต้นไม้ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลก็เห็นปักษาไร้เงาซ่อนตัวอยู่บนกิ่งไม้กิ่งหนึ่ง
เห็นเืไหลออกจากตัวปักษาไร้เงาไม่หยุด จะงอยปากมันสั่นระริกด้วยความเ็ป ลำคอมันส่งเสียงร้องอย่างแ่เบา ปักษาไร้เงาพยายามแหงนมองท้องฟ้าสีครามสุดชีวิต ดวงตาเล็กๆของมันฉายแววเ็ป เป็ความเ็ปจากที่ปีกขวาถูกตัวมันทับเอาไว้ มันไม่อาจแม้แต่จะพลิกตัวได้ จึงได้แต่ใช้ปีกซ้ายของมันกระพืออย่างไร้ประโยชน์จนเืมันกระเซ็นไปทั่วบริเวณขณะที่พยายามจะโผบินขึ้นไปอีกครั้งเพื่อเสพรับอิสระภาพที่มันเคยััในท้องนภา
กระทั่งถังซินหยุนเข้ามาในระยะห้าวาปักษาไร้เงาจึงรับรู้ถึงการมาของนางได้ มันหันไปหาอีกฝ่ายพร้อมกับส่งเสียงร้องอย่างไม่ยินยอมขณะที่ความสิ้นหวังเข้าครอบงำมัน
“อย่า... อย่ากังวล ข้าไม่ได้มาจับเ้า” ถังซินหยุนผ่อนฝีเท้าลงพร้อมกับยกมือขึ้นแสดงท่าทีว่าไม่มีเจตนาร้าย “ข้ารู้ว่าเ้าเข้าใจที่ข้ากล่าว เ้าจำข้าได้หรือไม่? พวกเราพบกันเมื่อสามวันก่อน ข้าจะไม่ทำร้ายเ้า...”
ดวงตาของปักษาไร้เงาราวกับผ่อนคลายลงจากคำพูดของถังซินหยุน ท่าทีมันสงบลงอย่างมาก หลังจากส่งเสียงร้องออกมาสองครา แววตาหวาดระแวงของมันก็หายไป
ถังซินหยุนไม่อาจเข้าใจภาษาวิหคได้ จึงได้แต่ค่อยๆขยับตัวเข้าหาทีละน้อยเพื่อไปที่ข้างกายมัน หลังจากนั่งลง นางก็ใช้สายตาเ็ปมองดูวิหคาเ็ที่ร่างสั่นระริก ถังซินหยุนยื่นมือออกพยายามยกตัวมันขึ้น
เห็นถังซินหยุนยื่นมือออกมาหา ปักษาไร้เงาก็สะดุ้งใ คล้ายดั่งว่ามันกำลังหวาดกลัวจึงใช้จะงอยปากจิกใส่มือขวาถังซินหยุนโดยสัญชาติญาณ
“อ๊า!”
ถังซินหยุนส่งเสียงร้องอย่างเ็ปขณะมองดูรอยแผลเล็กๆบนฝ่ามือ โลหิตหลั่งไหลออกมาเพียงไม่นานนองท่วมมือที่งามประณีตของนาง
“คุณหนู!” ป้าจ้าวตามมาถึงจึงรีบเข้ามาหาแต่ก็ถูกถังซินหยุนห้ามไว้
“ป้าจ้าวอย่าเข้ามา มันเพียงหวาดกลัวเท่านั้น...” ถังซินหยุนเอ่ยปากขึ้น ขณะหันไปมองปักษาไร้เงาอีกครั้งก็เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “อย่าได้กลัว ข้าไม่ทำร้ายเ้า เ้าาเ็หนักและ้าการรักษา ให้ข้าช่วยเ้าดีหรือไม่? เช่นเดียวกับคราก่อน...”
ยามนี้ ปักษาไร้เงาไม่ได้มีท่าทีต่อต้านอีก ตรงกันข้ามยังเหม่อมองมายังถังซินหยุนด้วยสายตาว่างเปล่า เนื่องเพราะสายตาของนางจึงทำให้มันลืมไปหมดสิ้นว่าต้องทำอะไร
ถังซินหยุนประคองปักษาไร้เงาไว้ในอ้อมแขนอย่างระมัดระวัง ยามนี้นางจึงตระหนักได้ว่ามันตัวเล็กลงกว่าก่อนหน้านี้มากนัก ปีกซ้ายของมันปรากฏรอยแผลยาวประมาณสามนิ้วซึ่งฉีกขาดจากที่มันฝืนใช้กำลัง
ขณะสำรวจรอบาแของปักษาไร้เงาอย่างระมัดระวัง ถังซินหยุนก็อดรู้สึกว้าวุ่นใจไม่ได้ โลหิตจากาแบนมือของนางหยดลงบนปีกของปักษาไร้เงา แต่ดูคล้ายกับนางไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย นางกดปากแผลอย่างระมัดระวังพร้อมกับหลับตาถ่ายทอดพลังิญญาไปยังปักษาไร้เงา
เมื่อััได้ว่ามีพลังิญญาไหลเข้ามา ปักษาไร้เงาก็ส่งเสียงร้องเบาๆ ตัวของมันเริ่มสั่นระริกขณะที่ประกายความกังวลค่อยๆหายไปจากดวงตามันอย่างแช่มช้า กลายเป็แววตาอันซับซ้อนจับจ้องมาที่ถังซินหยุน แต่กระนั้นก็ยังััถึงความสำนึกขอบคุณจากปักษาไร้เงาได้
ขณะเดินเข้าหาถังซินหยุน ป้าจ้าวก็ขมวดคิ้วมองดูแผ่นหลังของอีกฝ่าย นางเข้าใจอุปนิสัยของถังซินหยุนที่สุดและทราบดีว่าไม่อาจเปลี่ยนความตั้งใจที่จะช่วยเหลือปักษาไร้เงาของคุณหนูนางได้ แต่ทว่า...
“ปักษาไร้เงาตัวนี้าเ็หนักเกินไป ต่อให้ท่านสามารถถ่ายเทพลังิญญาทั้งร่างลงไปได้ แต่นี่เป็อสูริญญาระดับห้า คุณหนู ด้วยพลังระดับวีรชนิญญาของท่าน ยังมีพลังิญญาไม่เพียงพอจะรักษามันได้...” สตรีวัยกลางคนสั่นศีรษะ “สุดท้ายแล้วก็เพียงยืดชีวิตมันได้ชั่วครู่ มันเพิ่งผ่านการต่อสู้เสี่ยงชีวิตมาไม่นาน คาดว่าพลังชีวิตของมันสูญสิ้นไปหมดแล้ว...”
นางทราบดีว่าถังซินหยุนไม่อาจทำอะไรได้ แต่ก็ไม่อาจหักใจห้ามปรามอีกฝ่าย ป้าจ้าวถอนหายใจอย่างอับจนปัญญาก่อนจะหันไปมองยังทิศทางที่ไป๋หยุนเฟยและจิ้งิเฟิงอยู่พร้อมกับแผ่ััิญญาออกไป
“เด็กน้อยสองคนนั้นฝีมือไม่ธรรมดา แม้จะไม่ได้ใช้ฝีมือที่แท้จริงก็ยังสามารถมีเปรียบเหนือคู่ต่อสู้ได้” ป้าจ้าวขมวดคิ้วพลางครุ่นคิดต่อ “แต่ยังคง... ไม่คิดเลยว่าคนเ่าั้จะมาจากสำนักเ้าอสูร ยังดีที่พวกเราไม่ได้เปิดเผยตัวออกไป ไม่เช่นนั้นคงสร้างปัญหาขึ้นแล้ว แม้ไป๋หยุนเฟยและจิ้งิเฟิงสามารถแปลงโฉมตนเองได้ แต่พวกเราสมควรแยกทางกับพวกมันเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะบังเกิดกับคุณหนู...”
“อ๊า!!”
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงร่ำร้องดังจากปากถังซินหยุน ป้าจ้าวตื่นใรีบหันมามองก็ตะลึงงันเมื่อได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
“นะ- นั่น...”
