บทที่ 5 กลิ่นปริศนา
เสียงเม็ดฝนกระทบกระจกหน้าต่างดังเปาะแปะคลอไปกับเสียงเครื่องปรับอากาศเก่าคร่ำครึที่ครางหึ่งๆ เหมือนคนใกล้หมดลมหายใจ ภายในห้องพักสี่เหลี่ยมคับแคบขนาดเท่ารูหนูในหอพักราคาถูกย่านหลังมหาวิทยาลัย อากาศภายในห้องอบอวลไปด้วยความร้อนชื้นที่น่าอึดอัด
วาโย ทิ้งตัวลงนอนราบไปกับพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบข้างโต๊ะเขียนแบบ ร่างกายที่เคยคล่องแคล่วตอนนี้หนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว ใบหน้าหวานที่มักซ่อนอยู่ใต้กรอบแว่นหนาเตอะแดงก่ำด้วยพิษไข้ ลมหายใจหอบกระเส่าพ่นไอร้อนผ่าวออกมาทุกจังหวะเข้าออก
“อึก... ยา... ยาหมด...”
มือเรียวสั่นระริกควานไปบนพื้นโต๊ะที่เต็มไปด้วยเศษยางลบและโมเดลตัดกระดาษชานอ้อยที่ยังทำไม่เสร็จ กระปุกยาสีขาวกลิ้งหลุนๆ ตกลงสู่พื้น... ว่างเปล่า
วาโยกัดริมฝีปากแห้งผากจนห่อเื ความเครียดจากการทำงานหนักติดต่อกันสามคืนเพื่องานส่งอาจารย์ ผสมโรงกับความกดดันที่ต้องรองรับอารมณ์ของ ‘เ้าหนี้’ จอมเผด็จการทำให้ภูมิคุ้มกันของโอเมก้ายีนด้อยพังทลายลงอย่างราบคาบ
และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ไข้หวัด... แต่คือ ‘กลิ่น’
กลิ่นหอมเย็นะเืแต่หวานล้ำลึกราวกับ ดอกราตรี ที่บานสะพรั่งยามค่ำคืน เริ่มรั่วไหลออกมาจากต่อมฟีโรโมนที่หลังคอ มันเจือจางและแ่เบาเหมือนสายหมอก แต่สำหรับสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าอัลฟ่า มันคือสัญญาณไฟวาบที่เชื้อเชิญให้เข้ามาลิ้มลอง
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงทุบประตูไม้บานเก่าดังสนั่นหวั่นไหวจนเศษปูนจากขอบวงกบกะเทาะร่วงกราว วาโยสะดุ้งเฮือก หัวใจที่เต้นรัวเร็วอยู่แล้วแทบจะกระดอนออกมานอกอก
“วาโย! เปิดประตู! กูรู้นะว่ามึงอยู่ข้างใน!”
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคย... เสียงที่มาพร้อมกับอำนาจคุกคามที่วาโยจำได้ขึ้นใจ
ั...
“ชิบหาย...” วาโยสบถเสียงแหบพร่า พยายามยันกายลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล เขาต้องรีบฉีดสเปรย์ดับกลิ่น... ต้องรีบหาอะไรมากลบเกลื่อน
แกร๊ก... แอ๊ด...
แต่ช้าไป... ประตูห้องที่กลอนไม่ค่อยดีถูกไขด้วยกุญแจสำรอง (ที่เ้าของหอคงถูกบีบให้ส่งมอบให้) ก่อนจะถูกผลักเข้ามาอย่างแรง ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนยืนตระหง่านอยู่กลางกรอบประตู กั้นขวางแสงสว่างจากทางเดินจนหมดสิ้น
ักวาดสายตามองสภาพห้องรูหนูด้วยแววตารังเกียจปนสมเพช ก่อนที่สายตาคมกริบจะมาหยุดอยู่ที่ร่างของลูกหนี้ที่นั่งกองอยู่กับพื้น
“กูส่งไลน์ไปสั่งให้เอารายงานบัญชีมาให้กูที่คณะ มึงกล้าดียังไงถึงเมินแชทกู?” ัก้าวเข้ามาในห้อง ปิดประตูไล่หลังเสียงดังปัง
“ผม ผมไม่สบาย...”
วาโยตอบเสียงเบา พยายามขยับตัวถอยหนีไปชิดผนัง มือข้างหนึ่งยกขึ้นปิดต้นคอโดยสัญชาตญาณ
“คุณ ออกไปก่อน...”
“ไม่สบาย?”
ัเลิกคิ้วหนา เดินย่างสามขุมเข้ามาใกล้ รองเท้าหนังราคาแพงย่ำลงบนพื้นห้องสกปรกอย่างไม่ไยดี
“ข้ออ้างกระจอกๆ ของคนี้เีมากกว่ามั้ง”
ร่างสูงทรุดตัวลงนั่งยองๆ ตรงหน้าวาโย มือหนาเอื้อมไปกระชากคอเสื้อยืดตัวย้วยของอีกฝ่ายให้เข้ามาใกล้ บังคับให้สบตา
“ตัวแค่นี้ริอาจจะแข็งข้อกับกูเหรอ... ฮึ?”
ทว่า ทันทีที่ระยะห่างลดลงเหลือเพียงคืบ จมูกโด่งเป็สันของัก็กระตุกวูบ
กลิ่นอายประหลาดลอยมาแตะจมูก มันไม่ใช่กลิ่นอับชื้นของห้องเก่าๆ ไม่ใช่กลิ่นยามพาราหรือกลิ่นเหงื่อไคล แต่มันคือกลิ่นหอมเย็นรื่นจมูกที่แทรกซึมเข้ามาในโสตประสาทอย่างเงียบเชียบ ราวกับดอกไม้ป่าที่เบ่งบานท่ามกลางดงหญ้ารกชัฏ
ดอกราตรี...
ัชะงัก ั์ตาสีรัตติกาลหรี่ลงอย่างใช้ความคิด กลิ่นนี้เขาเคยได้ััมาก่อน ในคืนนั้นที่เจอกันครั้งแรก และคืนนั้นที่คลับ แต่มันไม่เคยชัดเจนเท่าครั้งนี้
“มึง...” ัพึมพำ ปล่อยมือจากคอเสื้อแล้วเลื่อนขึ้นมาจับที่ปลายคางมนแทน บีบเบาๆ ให้หน้าหวานเชิดขึ้นรับแสงไฟนีออน
“ซ่อนใครไว้ในห้อง?”
“มะ ไม่มี...”
วาโยส่ายหน้าดิก เหงื่อกาฬไหลอาบขมับ “ผมอยู่คนเดียว...”
“โกหก”
ักดเสียงต่ำ โน้มหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบชนกัน สูดดมฟุดฟิดราวกับสัตว์ร้ายดมกลิ่นเหยื่อ
“กลิ่นนี้ กลิ่นโอเมก้า”
หัวใจของวาโยหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความลับที่เพียรพยายามปกปิดมาตลอดชีวิตกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย
“จมูกคุณเพี้ยนแล้ว...”
วาโยกัดฟันเถียงสู้ ทั้งที่ตัวสั่นเทิ้ม
“ผมเป็เบต้า... ในประวัติผมก็ระบุชัดเจน คุณก็เห็น”
“กระดาษมันโกหกได้ แต่สัญชาตญาณกูไม่เคยพลาด”
ัแสยะยิ้มเ็าที่ทำให้คนมองหนาวสะท้านไปถึงกระดูกดำ เขาไม่ได้ถอยออก แต่กลับรุกหนักกว่าเดิม มือหนาข้างหนึ่งยันผนังห้องกั้นทางหนี อีกข้างเลื่อนลงต่ำไปโอบรัดเอวบางของคนป่วย แล้วกระชากเข้ามาแนบชิดกับอกแกร่ง
“อ๊ะ! ปล่อยนะ!” วาโยร้องประท้วง ไอร้อนจากร่างกายัแผดเผาผิวที่เย็นชืดของเขา
“ตัวร้อนจี๋...” ัพึมพำ สายตาจับจ้องไปที่ดวงตาฉ่ำน้ำภายใต้เลนส์แว่น
“อาการแบบนี้ ไข้หวัด หรือ ฮีท?”
คำถามนั้นเหมือนลูกธนูที่ปักเข้ากลางใจ วาโยเบิกตากว้าง พยายามผลักอกแกร่งออกสุดแรง แต่เรี่ยวแรงอันน้อยนิดของคนป่วยหรือจะสู้พละกำลังมหาศาลของอัลฟ่าเืบริสุทธิ์ได้
“ผมแค่เป็ไข้! ปล่อยผม!”
“ถ้าเป็แค่ไข้ ก็พิสูจน์สิ”
ักระซิบเสียงพร่าชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดต้นคอจุดที่วาโยปิดไว้ มือหนาปัดมือเรียวของวาโยออกอย่างง่ายดาย ก่อนจะฝังจมูกลงไปสูดดมที่ซอกคอขาวเนียนอย่างจาบจ้วง
“อื้อออ! อย่า!”
วาโยหวีดร้อง ร่างกายสะดุ้งเฮือกเหมือนถูกไฟช็อต
กลิ่น... ใช่จริงๆ ด้วย
ทันทีที่จมูกแนบชิดผิวเนื้อ กลิ่นดอกราตรีก็ะเิความหอมออกมาตลบอบอวล หอมหวาน เย็นะเื แต่ปลุกเร้าอารมณ์ดิบในกายัให้ตื่นเพลิดได้อย่างน่ากลัว มันเป็กลิ่นที่เชื้อเชิญให้ ‘ทำลาย’ และ ‘’ ในเวลาเดียวกัน
ัครางต่ำในลำคอ ดวงตาที่เคยมั่นคงเริ่มไหววูบด้วยแรงปรารถนา เขาจงใจปล่อยฟีโรโมนของตัวเองออกมาข่ม กลิ่นดินปืนผสมมินต์เย็นจัด แผ่พุ่งออกมาจากร่างกายกำยำ ปกคลุมห้องเล็กๆ จนหนาทึบ
“อึก...” วาโยทรุดฮวบลงในอ้อมแขนแกร่ง ขาแข้งอ่อนแรงทันทีที่โดนกดดันด้วยฟีโรโมนของ True Alpha
“ขาอ่อนทำไม?”
ัถามเสียงเยาะ ยกร่างโปร่งขึ้นไปวางบนโต๊ะเขียนแบบ กวาดข้าวของร่วงกราวลงพื้น
“เบต้าเขาไม่แพ้ฟีโรโมนอัลฟ่านะ วาโย”
“พอ พอได้แล้ว...”
วาโยหอบหายใจรุนแรง น้ำตาไหลพรากออกมาจากหางตา ความเ็ปจากการต่อต้านสัญชาตญาณตัวเองมันทรมานยิ่งกว่าโดนซ้อม
“ขอร้อง... ั...”
เป็ครั้งแรกที่วาโยเรียกชื่อเขาโดยไม่มีคำนำหน้า และน้ำเสียงอ้อนวอนที่เจือความสั่นเครือนั้น กลับไปกระตุกบางอย่างในใจัอย่างรุนแรง
ัจ้องมองคนใต้ร่างที่นอนหอบหายใจอยู่บนโต๊ะ เสื้อผ้ายับยู่ยี่เผยให้เห็นไหปลาร้าสวยและผิวขาวจัดที่แดงระเรื่อด้วยพิษไข้ วาโยดูเปราะบางเหมือนแก้วเจียระไนที่พร้อมจะแตกสลายคามือเขา แต่แววตาคู่สวยหลังกรอบแว่นนั้น ถึงจะหวาดกลัวแต่ก็ยังมีความดื้อรั้น ไม่ยอมจำนน ความรู้สึก ‘อยากเอาชนะ’ ตีตื้นขึ้นมาแข่งกับความ ‘อยากได้’
ัโน้มตัวลงไป ใช้ท่อนแขนคร่อมร่างวาโยไว้ ใบหน้าคมคายหยุดห่างจากใบหน้าหวานเพียงคืบ
“มึงหลอกกูมาตลอด...”
ักล่าวโทษเสียงเรียบ แต่นิ้วโป้งกลับเกลี่ยไล้แก้มร้อนผ่าวของอีกฝ่ายเบาๆ อย่างเผลอไผล “รู้ไหมว่าโทษของการโกหกเ้าหนี้คืออะไร?”
“จะฆ่า... ก็ฆ่าเลย”
วาโยตอบท้าทายเสียงสั่น
“แต่อย่าทำแบบนี้...”
“ฆ่า?”
ัหัวเราะในลำคอ หึ เป็เสียงหัวเราะที่ฟังดูอันตรายและเซ็กซี่จนน่าขนลุก
“ตายมันง่ายไป วาโย สำหรับคนโกหกอย่างมึง ต้องเจอโทษที่สาสมกว่านั้น”
นิ้วเรียวยาวของัลากไล้ผ่านลูกกระเดือก ลงต่ำไปปลดกระดุมเสื้อเม็ดบนของวาโยออกอย่างเชื่องช้า ราวกับจงใจทรมานประสาทัั
“คุณจะทำอะไร!”
วาโยผวา จะยกมือปัดป้อง
“อยู่เฉยๆ!”
ัตวาดเสียงดุ พร้อมกับกดข้อมือทั้งสองข้างของวาโยตรึงไว้กับพื้นโต๊ะเหนือศีรษะด้วยมือข้างเดียว
“กูจะตรวจสินค้า...”
ัก้มลงไปอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้หยุดแค่การดม ริมฝีปากร้อนจัดประทับลงบนซอกคอขาว ขบเม้มเบาๆ เพื่อชิมรสชาติ... เค็มปร่าจากเหงื่อ แต่หวานล้ำในความรู้สึก
“อ๊ะ... เจ็บ...”
“เจ็บสิดี จะได้จำว่าใครเป็เ้าของมึง” ัไล่จูบซับขึ้นมาจนถึงใบหู ขบกัดติ่งหูเบาๆ ก่อนจะกระซิบคำพูดที่ทำให้วาโยหยุดหายใจ
“กลิ่นมึงหอมมาก หอมจนกูอยากจะขย้ำคอมึงให้จมเขี้ยวซะเดี๋ยวนี้”
วาโยตัวแข็งทื่อ รับรู้ได้ถึงฟันคมๆ ของอัลฟ่าที่เฉียดไปมาใกล้จุดชีพจรหลังคอ ถ้าักัดลงมาตอนนี้ ทุกอย่างคือจบ เขาจะกลายเป็คู่แห่งโชคชะตา เป็สมบัติของัโดยสมบูรณ์
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วอึดใจ มีเพียงเสียงหอบหายใจประสานกัน ักำลังต่อสู้กับตัวเอง สัญชาตญาณสัตว์ป่าะโก้องให้กัดลงไป ให้ ให้ตีตราจองเด็กคนนี้ซะ แต่ศักดิ์ศรีของเขากลับรั้งไว้ เขาไม่อยากได้ของที่ได้มาง่ายๆ หรือของที่ได้มาเพราะสัญชาตญาณดิบ เขาอยากให้วาโยยอมจำนนด้วยตัวเอง
ัผละใบหน้าออกมาอย่างอ้อยอิ่ง มองดูผลงานของตัวเอง รอยคิสมาร์กสีแดงจางๆ ที่เขาเพิ่งฝากไว้บนคอขาวของวาโย มันตัดกับผิวขาวซีดอย่างเด่นชัด
“ถือว่ามัดจำไว้ก่อน...”
ัเอ่ยเสียงพร่า ั์ตาพราวระยับด้วยความพึงพอใจ
เขาปล่อยข้อมือวาโย แล้วถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว ยืนมองดูคนป่วยที่นอนหมดสภาพอยู่บนโต๊ะด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป จากสายตาของเ้าหนี้ที่มองลูกหนี้ กลายเป็สายตาของผู้ล่าที่กำลังมองเหยื่อที่จองไว้แล้ว
“รีบรักษาตัวให้หาย...”
ัสั่งเสียงเข้ม จัดเสื้อผ้าตัวเองให้เข้าที่
“เพราะถ้ามึงยังป่วยแบบนี้... กูก็ใช้งานมึงไม่คุ้มค่าจ้าง”
“แล้วก็...” ัชี้หน้าคาดโทษ
“เื่ที่มึงเป็โอเมก้า กูจะยังไม่พูดตอนนี้ แต่จำไว้ว่าความลับมึงอยู่ในมือกู ถ้าคิดจะตุกติก หรือคิดจะหนี กูจะแฉให้มึงไม่มีที่ยืนในคณะ เข้าใจไหม?”
วาโยนอนหอบหายใจ พยักหน้าช้าๆ อย่างไร้ทางสู้ น้ำตาเม็ดใสไหลกลิ้งลงผ่านหางตาลงสู่โต๊ะ
ัมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกหน่วงๆ ในอก เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง หยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา แล้วดึงธนบัตรสีเทาปึกใหญ่วางกระแทกลงบนโต๊ะข้างตัววาโย
“ไปซื้อยาแล้วก็หาอะไรดีๆ แดกซะ อย่าให้กูเห็นสภาพศพเดินได้แบบนี้อีก กูเสียสายตา”
พูดจบ ร่างสูงใหญ่ก็หันหลังเดินออกจากห้องไปโดยไม่เหลียวกลับมามอง ทิ้งให้วาโยนอนจมอยู่กับกองความรู้สึกที่สับสนปนเป ทั้งความหวาดกลัว ความอับอาย และ... ความรู้สึกวูบไหวประหลาดที่เกิดขึ้นเมื่อริมฝีปากนั้นััผิว
ประตูห้องปิดลงแล้ว แต่กลิ่นดินปืนและรอยััร้อนผ่าวยังคงติดตรึงอยู่บนร่างกายและจิติญญาของวาโย...
ความลับแตกแล้วและกรงขังแห่งนี้ก็ดูจะแคบลงกว่าเดิมเสียอีก
*****
