สองครอบครัวมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านเล็กๆ ที่เห็นจากระยะไกล ใช้จ่ายเงินเพื่อขอพักค้างคืนที่บ้านของชาวบ้านคนละหลัง
กลุ่มของเฉินอวี๋มาขอพักที่บ้านชาวนาแซ่ซู ประกอบด้วยคู่สามีภรรยาสูงอายุ ลูกๆ ของพวกเขาเสียชีวิตจากโรคระบาดเมื่อหลายปีก่อน ด้วยที่ไม่มีไม่มีเงินและยา การเป็โรคและเจ็บป่วยจึงมีโอกาสเสียชีวิตสูง ตอนนี้ทั้งคู่จึงค่อนข้างดิ้นรนหาเลี้ยงชีพ เพื่อให้หลานเล็กๆ สองสามคนได้เติบใหญ่
แม้จะเป็เงินเพียง 5 อีแปะไม่ได้มากมาย แต่ก็มีค่าในสายตาของชาวบ้านทั่วไปที่สามารถซื้อรำข้าวได้เป็ถัง กลุ่มของเฉินอวี๋จึงได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ถึงบ้านจะเล็ก มีเพียงสองห้อง แต่พวกเขาก็ยืนยันที่จะจัดห้องใหญ่ให้แขกได้พัก
เฉินอ่าวที่มีผ้าและสมุนไพรแปะเต็มหน้า ดวงตาที่บวมจนดูไม่รู้ว่าหลับหรือลืมตาอยู่ เขายังคงรับหน้าที่เป็พ่อครัวหัวป่าทำอาหารเย็นให้ครอบครัวเช่นเดิม เป็โจ๊กข้าวฟ่างใส่ปลาแห้งและเกลือ จนส่งกลิ่นหอมน่ารับประทานกระตุ้นความหิว
คู่สามีภรรยาสูงวัยแซ่ซูคู่นี้ แค่ดิ้นรนเลี้ยงดูตัวเองยังลำบากอยู่แล้ว นับประสาอะไรกับภาระหนักอย่างการเลี้ยงดูหลานๆ ทั้งสามคน อาหารประจำวันของพวกเขาจึงมีเพียงผักป่าลวกและรำข้าวปั้นหนึ่งมื้อตอนเช้าเท่านั้น เด็กๆ สามคนที่อายุไม่กี่ขวบ ไหนเลยจะอดใจไหวกับกลิ่นหอมของโจ๊กข้าวฟ่างที่เซียนผู้ยิ่งใหญ่ทำ
พวกเขาเกาะอยู่ที่กรอบประตูไม้ มองครอบครัวแซ่เฉินที่กำลังนั่งกินข้าวต้มหอมจากระยะไกลด้วยสายตาโหยหาและน้ำลายไหล
เฉินอวี๋เคยคิดว่าชีวิตตัวเองนั้นก็ลำบาก แต่เหมือนในโลกแห่งนี้ยังมีผู้คนที่อดอยากมากกว่าพวกเขาอีก กากข้าวและรำแทบจะเป็อาหารสุดหรูในสายตาของคนอื่นๆ แต่ว่าเมื่อนับั้แ่ครอบครัวแซ่เฉินเดินทางอพยพลี้ภัยมา เรียกได้ว่าพวกเขาแทบจะได้กินเนื้อกันแทบทุกมื้อทั้งเช้า กลางวัน และเย็น
ชั่วครู่หนึ่ง เมื่อถูกสายตาเล็กๆ สามคู่แอบมองพร้อมเสียงกลืนน้ำลายดังออกมาจากขอบประตูบ้าน เฉินอวี๋แทบจะละอายใจกินข้าวเกือบไม่ลง ว่าตกลงแล้วเป็กลุ่มของใครกันแน่ที่ควรจะได้รับการช่วยเหลือเรียกว่าผู้ลี้ภัย
“…”
ยังดี ที่พ่อและแม่ใจกว้าง พวกเขาไม่มีปัญหาเื่หาอาหารอยู่แล้ว พื้นที่เหลียงตงค่อนข้างสมบูรณ์กว่าจ้อเจียง เงินติดตัวที่ได้มาระหว่างทางก็เยอะสามารถซื้อข้าวสารดีๆ ได้หลายถัง แม่จึงแบ่งข้าวต้มฟ่างให้ครอบครัวแซ่ซูรับไปกินคนละชามเล็กเป็สินน้ำใจ
ในสมัยโบราณที่ไร้ไฟฟ้า ผู้คนไม่มีความบันเทิงในเวลากลางคืน ดังนั้นวิถีชีวิตจึงเข้านอนทันทีั้แ่พระอาทิตย์หมดแสง
คู่สามีภรรยาสูงวัยเรียกหลานๆ กลับห้องไปนอนด้วยกันไม่อยากรบกวนแขก เฉินอ่าวก็เก็บกวาดหม้อและกระทะ เสร็จธุระทุกอย่างก็เดินเข้าไปในห้องใหญ่แล้วปิดประตู
คู่สามีภรรยาสูงวัยคู่นี้ไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อตะเกียงน้ำมัน บ้านของพวกเขาจึงมืดสนิท มีเพียงแสงจันทร์สลัวๆ เท่านั้นที่ส่องลอดผ่านจั่วบ้านและช่องหน้าต่าง
ห้องนั้นเรียบง่าย มีเพียงเสื่อฟางถักมือปูอยู่บนพื้นรอง
เฉินถั่วถงและเฉินอวี๋นำเครื่องนอนของตัวเองออกมาปู ครอบครัวเจ็ดคนจึงเบียดกันนอนและใช้ผ้าห่มใหญ่ผืนเดียว
เฉินอวี๋เข้านอนเร็วกว่าคนอื่นๆ เขาไม่ได้เหนื่อยหรือง่วง แต่เขาเริ่มบ้าการฝึกฝนในห้วงนิทรา
จากที่พ่อพูด ด่านทั้งหกที่ขวางกั้น หนึ่งวิริยะ (เพียร) สองขันติ (อดทน) และสามวิมังสา (ปัญญาไตร่ตรอง) คือ 6 กุญแจสำคัญของการเป็ผู้ฝึกยุทธ์วิธีมนุษย์
ไม่ได้ใช้พลังอื่นจากภายนอกในการหนุน แต่เป็วิถีฝึกเค้นความสามารถภายในตัวเองออกมา ตามความเข้าใจของเฉินอวี๋ มันเหมือนจะเป็การกระตุ้นสมอง ให้ดึงศักยภาพที่ซ้อนเร้นอยู่ในร่างกายมนุษย์ให้ทำงานออกมาใช้ครบทั้ง 100 %
เช่นกรณีที่พระที่ฝึกญาณมีความอดทนสูง แม้ร่างกายจะถูกราดน้ำมันไฟเผาก็ไม่ร้องว่าเ็ป หรือตอนที่ผู้คนใอะดรีนาลีนหลั่ง พละกำลังที่ได้ก็สามารถยกตู้เย็นหรือรถยนต์ด้วยสองแขนยามหนีตายหรือตื่นใเกินเหตุ
แม้จะไม่มีงานวิจัยมารองรับ แต่ด่านความพยายามเหมือนจะเป็วิธีแรก ที่สามารถทำให้เขาสื่อสารและควบคุมอารมณ์และร่างกายตัวเองได้
ทำให้ในห้วงดินแดนแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม แม้จะเหน็ดเหนื่อยจนยืนแทบไม่อยู่ แต่ร่างเล็กๆ ของเฉินอวี๋ก็ยังแกว่งมีดสั้นที่หนักเกินกว่าเด็กจะแกว่งได้ในมือไม่หยุด พยายามควบคุมจังหวะไปพร้อมกับลมหายใจ
พื้นที่และเวลาในดินแดนแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม มีจุดประสงค์เพื่อให้มีเวลาคิดเพื่อแลกเปลี่ยนสิ่งของและแต้ม เหมือนระบบจะพยายามอุดช่องโหว่ไว้ทุกทาง แต่สุดท้าย เฉินอวี๋ก็หาข้อบกพร่องพบของมันจนเจอ
ด้วย 15 กว่าแต้ม หากเขายังไม่ได้ใช้หรือแลกจนหมด เฉินอวี๋ก็สามารถเข้าและออกในห้องมิตินี้ได้ตลอดเวลา แม้โลกภายนอกจะว่างเพียงแค่ 10 นาที แต่ในความพิเศษของห้วงการแลกเปลี่ยน เขาสามารถฝึกอยู่ในนั้นได้นานเป็ชั่วโมง ความต่างของเวลาคือ 6 เท่าจากโลกภายนอก
ซึ่งหมายความว่า แค่เฉินอวี๋แกว่งดาบ 6 ชั่วโมงในห้วงมิตินั้น เวลาด้านนอกก็ไหลไปเพียงแค่ชั่วโมงเดียว
แต่ด้วยที่ร่างของเด็กยังไม่แข็งแกร่งพอ เขาจึงแกว่งดาบได้แค่ 3 ชั่วโมงติดต่อกันเท่านั้น ยังไม่สามารถฝึกฝนแกว่งดาบสั้นติดต่อได้นานเกิน 4 ถึง 6 ชั่วโมงเลย
เวลาว่างที่เหลือหลังฝึกรอกำลังฟื้นฟู จึงใช้โอกาสนี้สำรวจเดินดูลูกบอลแสง เหมือนว่าระบบจะค่อนข้างอัพเดตของอยู่ตลอด ไม่ได้มีแค่ของจากโลกเดิมที่เขาเคยอยู่เท่านั้นที่มี แต่ของจำพวกดาบและอาวุธระยะประชิดก็เริ่มปรากฏ แถมแต่เดิมไม่เคยเห็นราคาของสินค้า ตอนนี้ระบบก็บอกติดราคาสำหรับการแลกเปลี่ยน
เช่นปืนพกที่เคยเห็น ราคามันแพงมากถึง 10 แต้ม และยังไม่บวกกับลูกะุอีก ที่ต้องซื้อแยกคิด 1 แต้มต่อตลับ
เฉินอวี๋จึงรู้ว่าสินค้าสิ้นเปลืองพวกนี้ยังไม่สมควรซื้อ เพราะมันไม่จำเป็สักเท่าไหร่
อาหารกระป๋องยังดูคุ้มค่าและราคาถูกมากกว่า ขนาดลูกชิ้นทอดหนึ่งห่อยังราคาแค่ 0.3 ซึ่งเทียบได้กับเงิน 30 อีแปะ
ส่วนดาบหรือมีดสั้นประดับหยกที่เคยเก็บมาจากาในวันก่อน เฉินอวี๋เห็นว่ามันวางขายในราคา 1.3 แต้มความเท่าเทียม ซึ่งราคาการซื้อคืนสูงกว่าตอนแรกที่ขายแลกแต้มให้ระบบมากๆ แต่ข้อดีคือเหมือนมันจะมีปลอกดาบสั้นมาให้ด้วย สามารถกำหนดรูปลักษณ์ปรับแต่งได้อีกนิดหน่อย เหมือนการเทิร์นของเก่าแลกของใหม่ก็มิปาน
ข้อดีและข้อเสียอีกอย่าง คือของที่ซื้อผ่านระบบ มันจะกลายเป็สินค้ามือสอง หากเอาเข้าออกมิติแลกเปลี่ยน ระบบมันจะไม่เปลี่ยนเป็แต้มอัตโนมัติเหมือนครั้งก่อนๆ ซึ่งหมายความว่าเฉินอวี๋สามารถเอาดาบสั้นที่ซื้อมาซ่อนเก็บไว้ในนี้ทำเป็กระเป๋าเก็บของได้
และข้อเสียของมันก็ชัดเจน คือต้องเป็ของมือสองที่ได้มาจากระบบถึงจะไม่แลกเป็คะแนนอัตโนมัติเมื่อเข้ามา แถมการขายของมือสองอีกรอบ ราคาก็จะลดลงครึ่งหนึ่ง หากขายดาบสั้นทิ้งอีกรอบก็จะได้แต้มความเท่าเทียบแค่ 0.5 จากเดิม
เหมือนว่าระบบจะไม่ได้วัดที่ความแพงดั้งเดิมของสินค้า แต่อ้างอิงวัดจากระดับความสำคัญของคนที่จะเอาไปใช้
ปืนดูปกติในโลกที่เขาเคยอยู่ มีเงินไม่กี่หยวนก็หาซื้อและได้ง่ายๆ แต่หากเอาปืนมาใช้ที่โลกโบราณที่เต็มไปด้วยอาวุธระยะประชิด
ปืนจะกลายเป็ของวิเศษที่เหมือนตกลงมาจาก์ สังหารชี้เป็ชี้ตายคนได้ด้วยการกดลั่นไกเพียงนิ้วเดียว ดังนั้น แต้มความเท่าเทียมที่ใช้จึงไม่ใช่ราคาของสินค้าจริงๆ แต่มันคือความหายากและความสมดุลของโลก ว่ามันมีค่าแค่ไหนหาก้านำปืนไปใช้ที่โลกโบราณ
สำหรับบอสสีฟ้าที่ลอยเหนือพื้นห้องสูงหนึ่งเมตร เกินที่มือและเฉินอวี่จะะโคว้าถึง เหมือนระบบจะยังไม่ปลดล็อก เขาจึงมองไม่เห็นว่ามีอะไรอยู่ในนั้น ราคาที่แสดงก็เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม ดังนั้นน่าจะต้องเก็บแต้มไปเรื่อยๆ ก่อน ส่วนบอลสีม่วง สีส้ม สีทอง เขาไม่สามารถสั่งหรือควบคุมให้มันลอยลงมาหาได้ ดังนั้นคงยังต้องรอในอนาคตต่อไป
“อึก!!”
“อึดอัด?”
“ทำไมข้าถึงรู้สึกแน่นไปทั่วทั้งตัวแบบนี้?”
“..”
ระหว่างเฉินอวี๋อยู่ข้างในและฝึกอยู่ ร่างจริงที่นอนอยู่ข้างนอกไม่ได้หายไปไหน เขาเหมือนคนปกติที่แค่นอนหลับ แต่ภาระที่ร่างกายรับและความเหนื่อยก็ยังส่งผล
ด้วยเหตุนี้
ร่างเล็กๆ ของเฉินอวี๋จึงเหมือนเป็เตาไมโครเวฟของครอบครัว เวลาหลับร่างกายภายนอกจึงร้อนและอุ่น
ด้วยอากาศที่เย็นขึ้น และตอนกลางคืนก็หนาวกว่าปกติ ทำให้ห้องเล็กๆ ต้องนอนเบียดชิดกันรักษาอุณหภูมิของร่างกาย
แม่นอนชิดด้านในสุด ท่านตาและพ่อนอนฝั่งประตูที่มีลมเย็นเล็ดลอดผ่าน เฉินอวี๋นอนแทรกอยู่ตรงกลาง ร่างกายอุ่นๆ ของเขาจึงถูกบรรดาพี่น้องนอนกอดรอบตัวจนเต็ม ทำให้เพียงลืมตาออกมาจากห้วงมิติ เขาจึงขยับหรือลุกหนีไปไหนไม่ได้เลย
พี่ชายคนโตกอดทับแขนขวาขาก่ายพาด พี่สาวคนรองนอนอดทับแขนซ้ายมือเล็กๆ ล็อกคอเฉินอวี๋ มีอิงเอ๋อปืนขึ้นมาที่อกนอนทับตรงกลาง เห็นแค่จมูกและลูกกะตาใสๆ ของเฉินอวี๋ที่กะพริบอยู่ “ปริบๆ”
นี่!!
ข้าไม่ใช่เตาผิงอุ่นๆที่เอาไว้ให้กอดนะ?
“…”
