เถาอี้เฉินส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจในตัวเองให้กู้เฉียน “ผมกับชูชิงไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น คืนนี้ผมจะนั่งรถไฟไปมณฑลอวิ๋น คุณอยู่ที่นี่รอผมสักสามวัน”
“ได้เลย” กู้เฉียนรับคำพลางเก็บเอกสารสัญญาเช่าเข้ากระเป๋า แล้วจู่ๆ ก็ตบหน้าผากตัวเองฉาดใหญ่ ตายจริง ก่อนหน้านี้เขาดันคิดเองเออเอง แล้วก็เผลอไปปั่นหัวจางผิ่นจนเข้าใจผิดไปกันใหญ่ ถ้าเกิดหมอนั่นดันปากโป้งไปบอกชูชิงว่าเถาอี้เฉินซื้อบ้านให้เธอ มีหวังได้เข้าใจผิดกันไปกันใหญ่แน่...
แค่คิดถึงเื่ที่คุยกันทางโทรศัพท์ กู้เฉียนก็อยากจะตบปากตัวเองสักทีสองที
เขาไม่รอช้า รีบขับรถบึ่งไปหาจางผิ่นที่ทำงานทันที
แต่ทว่า... จางผิ่นไม่อยู่
ในขณะนั้น จางผิ่นกำลังยืนคุยกับชูชิงอยู่ที่ลานบ้าน
“น้องชิง... มีเื่นึงที่พี่นอนคิดมาทั้งวันแล้ว คิดไปคิดมาก็ตัดสินใจว่าจะบอกน้องดีกว่า คือตอนนี้ลานบ้านนี้ไม่ใช่ของพี่แล้วนะ แต่คนซื้อเขาใจดี ให้สิทธิ์พี่ยกสัญญาเช่าต่อให้น้องได้ แถมยังระบุในสัญญาด้วยว่าถ้าน้องไม่ขอย้ายออกเอง เขาก็จะไม่ไล่เด็ดขาด เพราะงั้นน้องทำมาหากินอยู่ที่นี่ได้สบายใจเลยนะ”
ชูชิงใตาโต “พี่จางคะ ที่บ้านพี่มีเื่เดือดร้อนเื่เงินหรือเปล่าคะ?”
จางผิ่นเกาหัวแกรกๆ อย่างกระอักกระอ่วน “ก็ไม่เชิงหรอกครับ แต่เพื่อนพี่เขาถูกใจที่นี่มาก แล้วข้อเสนอที่เขาให้มา... พี่ก็ปฏิเสธไม่ลงจริงๆ”
ชูชิงรู้สึกทะแม่งๆ เหมือนจางผิ่นกำลังปิดบังอะไรบางอย่าง แววตาลุกลี้ลุกลนของเขาทำให้เธอต้องแกล้งตีหน้าขรึม “พี่จางคะ ทำไมพี่ทำแบบนี้ล่ะ? ในเมื่อตกลงให้หนูเช่าแล้ว ทำไมถึงยังเอาไปขายให้คนอื่นอีกล่ะคะ?”
พอเห็นชูชิงโกรธ จางผิ่นก็เริ่มลนลาน “น้องชิงใจเย็นๆ ฟังพี่ก่อนนะ... คือจริงๆ แล้วคนที่ซื้อบ้านหลังนี้ก็คือเถาอี้เฉิน เขาอยากจะยกให้น้อง แต่กลัวน้องไม่รับ ก็เลย...”
“คะ?” ชูชิงเบิกตากว้างแทบถลน “พี่พูดอีกทีซิ?”
จะเป็ไปได้ยังไง? ผู้ชายอย่างเถาอี้เฉินเนี่ยนะ?
จางผิ่นรีบอธิบายต่อ “กู้เฉียนบอกพี่เองเลยนะว่าเถาอี้เฉินเขารู้สึกติดค้างบุญคุณน้อง ก็เลยอยากจะมอบบ้านหลังนี้ให้เป็การตอบแทน พอพี่รู้ว่าสุดท้ายเ้าของบ้านก็คือน้อง พี่ก็เลยตกลงขายให้เขา พี่คุยกับพ่อแม่แล้ว...”
ชูชิงมึนงงไปหมด สมองประมวลผลไม่ทัน เถาอี้เฉินที่เกลียดผู้หญิงเข้าไส้คนนั้นน่ะนะจะมาเปย์บ้านให้เธอ? ถ้าเขาไม่ได้ผีเข้า ก็คงบ้าไปแล้ว
“พี่จางคะ หนูว่าพี่กู้อาจจะเข้าใจผิด หรือไม่ก็อำพี่เล่นแล้วล่ะค่ะ คนอย่างเถาอี้เฉินเนี่ยนะจะซื้อบ้านให้ผู้หญิง? เป็ไปไม่ได้หรอกค่ะ พี่ต้องโดนหลอกแน่ๆ”
“ไม่หรอกมั้ง? กู้เฉียนจะหลอกพี่ทำไม? แล้วเถาอี้เฉินจะมาซื้อที่นี่ทำไมถ้าไม่ได้จะยกให้น้อง พี่ก็คิดหาเหตุผลอื่นไม่ออกจริงๆ นะ”
“เขาอาจจะอยากซื้อมาเพื่อเป็เ้าหนี้ แล้วคอยหาเื่แกล้งหนูก็ได้ใครจะรู้”
“เท่าที่พี่รู้จัก เถาอี้เฉินไม่ใช่คนว่างงานขนาดนั้นหรอก”
“เอาเถอะค่ะพี่จาง งั้นรบกวนพี่ช่วยไปสืบดูให้แน่ชัดหน่อยได้ไหมคะว่าทำไมเขาถึงมาซื้อที่นี่”
“ได้เลย เดี๋ยวพี่ไปจัดการให้เดี๋ยวนี้แหละ... ว่าแต่ลุงของน้องล่ะ?”
“อ๋อ กลับไปที่หมู่บ้านแล้วค่ะ พอทางโรงงานหาฟิวส์รุ่นนั้นเจอ เดี๋ยวเขาก็กลับมาใหม่”
“อืม งั้นพี่ไปก่อนนะ”
จางผิ่นโบกมือลาแล้วรีบจ้ำอ้าวออกไป
ชูชิงนั่งเท้าคางอยู่บนม้านั่งหิน กลางลานบ้านอันเงียบสงบ
ในหัวมีแต่คำถามวนเวียนซ้ำไปซ้ำมา... ทำไมเถาอี้เฉินถึงซื้อที่นี่?
คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ตก เธอจึงถอนหายใจ เลิกฟุ้งซ่าน แล้วลุกเข้าครัวไปเตรียมมื้อเย็น ตั้งใจว่าจะทำเสร็จแล้วหิ้วไปฝากพ่อกับแม่ที่โรงพยาบาล
...
ครึ่งชั่วโมงต่อมา จางผิ่นบุกไปถึงที่พักรับรองเพื่อเคลียร์กับกู้เฉียน
“กู้เฉียน ตอบมาตามตรงนะเว้ย ไอ้เื่ที่บอกว่าเถาอี้เฉินซื้อบ้านให้ชูชิงแทนคำขอบคุณเนี่ย แกหลอกฉันใช่ไหม?”
กู้เฉียนส่งยิ้มแหยๆ อย่างคนมีความผิด “ใจเย็นน่าเพื่อน... คือฉันเข้าใจความหมายของอี้เฉินผิดไปเอง เห็นเขาดูไม่ได้รังเกียจชูชิง แถมยังฝากฝังให้ฉันดูแลครอบครัวเธอด้วย ฉันก็เลยทึกทักเอาเองว่าเขาซื้อบ้านให้เพราะแคร์... นี่นายยังไม่ได้ไปบอกน้องเขาใช่ไหม?”
“บอกไปแล้วโว้ย แต่ชูชิงเขาฉลาด เขาไม่เชื่อ เลยไล่ให้ฉันมาถามความจริงเนี่ยว่าเถาอี้เฉินซื้อบ้านไปทำไมกันแน่? หวังว่าคงไม่ได้กะจะเอาไว้แกล้งเด็กมันหรอกนะ? บอกไว้ก่อนนะ ถ้าเป็งั้นฉันไม่ยอม ฉันจะเอาบ้านคืน แล้วคืนเงินให้พวกแกซะ”
ทันใดนั้น ประตูห้องก็ถูกผลักเข้ามา ร่างสูงโปร่งของเถาอี้เฉินก้าวเข้ามาพร้อมใบหน้าเรียบเฉย
“ผมจะบอกเหตุผลให้คุณรู้เดี๋ยวนี้”
จางผิ่นชะงักกึก ความกล้าที่พกมาเมื่อครู่หดหายไปครึ่งหนึ่งเมื่อเจอเ้าตัว “เอ่อ... งั้นคุณก็รีบพูดมาเลย”
เถาอี้เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น “ผมได้รับสัมปทานทำเหมืองถ่านหินในเขตนี้ จากการสำรวจทางธรณีวิทยาพบว่าแนวสายแร่ถ่านหินมันพาดผ่านลงไปใต้ลานบ้านของคุณพอดี ผมกังวลว่าในอนาคตการขุดเจาะอาจจะส่งผลกระทบให้โครงสร้างบ้านทรุดตัว หรือพังถล่มลงมาได้ ผมเลยตัดสินใจซื้อไว้ล่วงหน้า เพื่อตัดปัญหาและความเสียหายที่จะเกิดกับคุณ”
ในยุคนั้น ประชาชนทั่วไปไม่มีสิทธิ์ขุดแร่เอง แม้จางผิ่นจะรู้ว่ามีขุมทรัพย์อยู่ใต้เท้า แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ การขายทิ้งจึงเป็ทางออกที่ฉลาดที่สุด
จางผิ่นหน้าซีดเผือดเมื่อนึกภาพบ้านพังครืนลงมา “โธ่เว้ย รู้อย่างนี้ผมไม่ปล่อยให้ชูชิงเช่าหรอก มันอันตรายเกินไป เดี๋ยวผมต้องรีบไปบอกให้เธอย้ายออก”
“เดี๋ยวก่อน” เถาอี้เฉินยกมือห้าม “วางใจเถอะ ผมดูแผนการทำเหมืองแล้ว อีกอย่างน้อยสองปี กว่าแนวขุดเจาะจะมาถึงใต้บ้านหลังนี้ ด้วยความฉลาดหัวไวของชูชิง เธอคงหาเงินซื้อบ้านใหม่ที่ดีกว่านี้ได้ก่อนถึงเวลานั้นสบายๆ ถึงตอนนั้นเธอก็คงย้ายออกไปเองแหละ”
จางผิ่นถอนหายใจโล่งอก ความรู้สึกขอบคุณผุดขึ้นมาในใจ “ขอบใจมากนะอี้เฉิน ที่อุตส่าห์คิดเผื่อและซื้อบ้านไว้ล่วงหน้า”
เถาอี้เฉินโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ผมเป็นักธุรกิจ ถ้าไม่ซื้อตอนนี้ พอถึงวันที่บ้านพัง ผมอาจต้องจ่ายค่าชดเชยหนักกว่านี้ หรืออาจจะมีคนตายด้วยซ้ำ อะไรคุ้มกว่ากัน ผมแยกแยะได้”
กู้เฉียนมองเพื่อนรักด้วยสายตากังขา “แล้วทำไมก่อนหน้านี้ไม่พูดให้ชัดเจน ปล่อยให้ฉันมโนไปเองตั้งนาน?”
เถาอี้เฉินปรายตามองเพื่อนอย่างเ็า “ยังจะกล้าถาม? ที่ไม่อยากพูดก็เพราะี้เีอธิบายยาวๆ แบบนี้ไง นายนี่มัน... ช่างมโนเก่งเหลือเกิน”
พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไป บนหลังมีเป้สีดำใบย่อมสะพายอยู่
กู้เฉียนรู้ทันทีว่าเพื่อนกำลังจะไปสถานีรถไฟ “ให้ฉันไปส่งไหม?”
“ไม่ต้อง ฉันอยากอยู่คนเดียวเงียบๆ” เสียงตอบกลับลอยมาโดยไม่หันกลับมามอง
...
ยี่สิบนาทีต่อมา เถาอี้เฉินเดินผ่านหน้าบ้านที่ชูชิงเช่าอยู่
ประตูรั้วไม้เปิดแง้มไว้ ชูชิงกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่กลางลาน บนตักมีกระดานชนวนแผ่นเล็ก ในมือถือแท่งชอล์กเขียนรายการและราคาของอย่างขะมักเขม้น
‘ขนมแป้งทอดชิ้นละ 5 เฟิน... ไข่ต้มใบชาฟองละ 5 เฟิน...’
เถาอี้เฉินชะลอฝีเท้าลง สายตาคมกริบจับจ้องไปที่ตัวอักษรบนกระดาน... ลายมือสวยเป็ระเบียบขนาดนี้เชียวหรือ? ข้อมูลที่เขาสืบมาบอกว่าเด็กคนนี้ลายมือไก่เขี่ยสุดๆ ความสงสัยบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในใจชัดเจนยิ่งขึ้น
ก๊อกๆ... เขาเคาะประตูรั้วเบาๆ “ขออนุญาตเข้าไปหน่อยได้ไหมครับ?”
ชูชิงสะดุ้งเล็กน้อย เธอจำเสียงทุ้มลึกนี้ได้แม่นยำ หญิงสาวหันกลับมาพร้อมรอยยิ้มการค้า “เชิญค่ะ ได้ข่าวว่าคุณกลายเป็เ้าของบ้านคนใหม่ไปแล้วสินะคะ?”
“ใช่ครับ แต่วางใจได้ ฉันไม่ได้ซื้อที่นี่ไว้เพื่อจะหาเื่แกล้งเธอหรอกนะ มันเป็การลงทุนเพื่ออนาคตน่ะครับ” เถาอี้เฉินเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า
“ได้ยินคุณพูดแบบนี้หนูก็สบายใจค่ะ คุณเ้าของบ้าน... รับน้ำสักแก้วไหมคะ?”
“ไม่เป็ไรครับ ขอบใจ... ฉู่ชิง เธอสนใจจะรับการทดสอบสักหน่อยไหม?”
“ทดสอบ? ทดสอบอะไรคะ?” ชูชิงเลิกคิ้ว
“ทดสอบศักยภาพทางสติปัญญาครับ ถ้าผ่าน... เธอจะมีสิทธิ์ได้เข้าร่วมหน่วยงานพิเศษ”
ชูชิงรู้สถานะตัวเองดี จึงปฏิเสธทันควัน “ไม่สนใจค่ะ”
แต่ยิ่งเธอปฏิเสธ เถาอี้เฉินกลับยิ่งรู้สึกท้าทาย และอยากดึงตัวเธอเข้ามาร่วมทีมให้ได้
“บนโลกนี้มีคนบางกลุ่มที่มีความสามารถพิเศษเหนือคนทั่วไปครับ” เขาเริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เช่น หูทิพย์ ตาทิพย์ พละกำลังมหาศาล หรือไอคิวสูงระดับอัจฉริยะ ฉันมีหน้าที่รวบรวมคนเหล่านี้... พอจะเข้าใจภาพรวมไหมครับ?”
ชูชิงตีหน้าตาย ถามสวนกลับไปทันที “งั้นก็แสดงว่า... คุณลุงต้าลี่จอมพลังของหนู ก็เป็ลูกทีมของคุณด้วยสินะคะ?”
