"เอาล่ะ มานั่งเถิด ข้าจะอธิบายบุคคลที่เ้าควรพึงระวังของสามตระกูลให้เ้าฟัง" กู่หลิงเจี้ยนนั่งลงริมระเบียงก่อนจะกล่าวอย่างจริงจัง
หลี่ชิงหยุนแลดูสนใจในหัวข้อนี้เช่นกัน ตนจึงนั่งลงใกล้เคียงกู่หลิงเจี้ยนในทันที
ก่อนที่กู่หลิงเจี้ยนจะยกนิ้วขึ้นมาสามนิ้วแล้วกล่าว "บุคคลที่เ้าต้องระวังมีด้วยกันสามคนในบรรดาตระกูลดั้งเดิม—"
"เริ่มแรกคือตระกูลเฉียนซึ่งเป็พวกฝึกฝนทักษะกายาเป็หลัก คนแรกที่เ้าต้องระวังคือนายน้อยคนที่สองที่มีนามว่าเฉียนหวน เขาเป็พวกบ้าการต่อสู้และการจู่โจมระยะประชิดที่แข็งกล้าดุจเหล็กกล้า และเขาได้เข้าสู่ระดับลมปราณฟ้าเมื่อหลายปีก่อน ฉะนั้นแล้วการต่อสู้กับตระกูลเฉียนแบบซึ่งหน้านับว่าเป็ความคิดที่โง่งมนัก"
"ส่วนตระกูลเยว่ ข้าไม่มีคำแนะนำให้เ้ามากมาย เ้าเพียงแค่ควรระวังทักษะยุทธ์กระบี่อ่อนของพวกนางไว้ให้ดี ข้าได้ยินข่าวลือมาว่าเยว่หลิงเสวี่ย ผู้นำรุ่นเยาว์คนต่อไปของตระกูลเยว่ที่มีอายุเพียงแค่ 26 ปีเท่านั้น แต่กลับสามารถเข้าสู่ระดับลมปราณฟ้าได้แล้ว ทักษะกระบี่อ่อนของนางช่างอ่อนช้อยและน่าหวาดผวายิ่ง หากข้ามีระดับบ่มเพาะที่ทัดเทียมกันคงจะเป็เื่ยากที่จะตัดสินว่าผู้ใดแข็งแกร่งกว่า"
"และสุดท้ายตระกูลตงฟาง แม้ว่าตระกูลตงฟางจะอ่อนแอที่สุดในการต่อสู้ซึ่งหน้า แต่ทว่าหากพวกมันมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการซุ่มโจมตี นั่นจะกลายเป็สิ่งที่อันตรายอย่างมาก ยิ่งสำหรับตงฟางกั๋วด้วยแล้ว บุรุษผู้นี้เกิดมาเพื่อเป็มือสังหารที่แท้จริง หากมีโอกาสและช่องว่างแค่เพียงน้อยนิด ตงฟางกั๋วสามารถสังหารได้ทันทีโดยไม่มีแม้แต่เสียงแ่"
"ทว่าในถ้ำหยวนหยางครานี้ ไม่อนุญาตให้เข่นฆ่ากันแต่อย่างใด ดังนั้นแล้วประสิทธิภาพในการต่อสู้ของตระกูลตงฟางจะลดลงอย่างมาก แต่ทว่าทักษะเร้นกายและทักษะการปกปิดลมหายใจยังคงเป็ทักษะที่เชี่ยวชาญที่สุดของพวกเขา ดังนั้นแล้วหากต้องรับมือกับตระกูลตงฟาง ให้อยู่ในที่ที่แสงเข้าถึงได้จะดีที่สุด"
กู่หลิงเจี้ยนยังคงเล่ารายละเอียดทั้งสามตระกูลแก่หลี่ชิงหยุนอย่างต่อเนื่องแบบไม่หยุดพัก เนื่องจากหลี่ชิงหยุนไม่คุ้นเคยกับตระกูลทั้งสามและยังไม่รู้เกี่ยวกับจุดเด่นและจุดด้อยของบุคคลจากราชวงศ์จีมากนัก ดังนั้นแล้วการรวบรวมข้อมูลเป็สิ่งที่สำคัญยิ่ง
หลี่ชิงหยุนนั่งฟังอย่างเงียบงันและพลันคิดพิจารณาไปด้วย
ข้อมูลที่ได้จากกู่หลิงเจี้ยนนับว่ามีค่าอย่างมาก เขาสามารถใช้ข้อมูลในการคิดแผนการรับมือในอนาคตที่กำลังจะเกิดได้
กู่หลิงเจี้ยนตระหนักขึ้นได้ก่อนจะกล่าวต่อ "ยังมีเหตุผลบางประการที่ทางราชวงศ์ยังไม่ได้บอกกล่าว และเกี่ยวกับกฏข้อบังคับในการเข้าสู่ตำหนักน้ำพุิญญา ฉะนั้นแล้วมีเพียงแค่สองตระกูลเท่านั้นที่มีโอกาสเข้าสู่ตำหนักในพระราชวังและสามารถดูดซับน้ำพุิญญาได้ และสงวนสิทธิ์ไว้ที่หนึ่งตระกูลต่อสามคนเท่านั้น"
"บางทีศิลปะการต่อสู้อาจจะไม่ใช่ผลลัพธ์เดียวที่จะเกิดขึ้นในครั้งนี้ บางทีอาจจะมีเงื่อนไขอื่นที่ทางราชวงศ์ได้วางไว้ เมื่อถึงที่นั้นพวกผู้เฒ่าจะอธิบายให้เ้าได้รับทราบเอง"
หลี่ชิงหยุนพยักหน้าอย่างเงียบงัน ดวงตาของเขากลับไม่ได้จดจ่อกับสิ่งใด หากแต่เพียงกำลังหลงในภวังค์
ไม่นานนักกู่หลิงเจี้ยนก็จากไป ทิ้งให้เขานั่งเหม่อมองออกไปนอกระเบียงเรือเหาะอย่างโดดเดี่ยว รัศมีของเขาในยามนี้ดูอ้างว้างเหลือทนประดุจว่าเหลือเพียงแค่เขาคนเดียวในโลกใบนี้
ทัศนียภาพที่ตนเห็นอยู่ขณะนี้คือหมู่เมฆจำนวนมาก ซ้ำยังสูงกว่าระดับพื้นหลายหมื่นฟุต แรงกดอากาศ้าส่งผลให้รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย
"อาหยุน มีสิ่งใดที่เ้ากังวลใจอยู่หรือไม่?"
ทันใดนั้นเสียงที่อ่อนโยนของหญิงสาวพลันดังขึ้น นาหลันเสี่ยวฉีเดินมาจากด้านหลังพร้อมวางมือบนบ่าของเขาก่อนจะนวดเบาๆอย่างอ่อนโยน
หลี่ชิงหยุนยิ้มเล็กน้อยก่อนจะใช้มือของตนจับมือนางด้วยความรัก "ข้าเพียงแค่ไม่เข้าใจบางอย่าง เหตุการณ์จากถ้ำหยวนหยางที่ข้าได้ประสบพบเจอช่างแตกต่างจากอดีตยิ่งนัก ในอดีตข้าไม่เคยได้เข้าสู่ตำหนักน้ำพุิญญาและไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับน้ำพุแห่งการหวนคืนของราชวงศ์จีมาก่อน ข้าแค่สงสัยว่าปัจจัยใดกันแน่ที่ทำให้เหตุการณ์ไม่เป็ไปตาม่เวลาที่ข้าเคยพบเจอ"
ในชีวิตนี้มีหลายเหตุการณ์ที่ตนไม่เคยประสบพบเจอในอดีต ซ้ำยังครานี้เช่นกัน ในอดีตตระกูลทั้งสี่มีการแข่งขันกันก็จริง แต่ทว่าหลี่ชิงหยุนไม่ได้เข้าสู่ราชวงศ์จี ณ ่เวลาดั่งเช่นปัจจุบัน
ชีวิตใหม่ของตนได้เข้าสู่ราชวงศ์จีั้แ่อายุ 15 ทว่าที่เขาเคยประสบพบเจอในอดีต เขาในขณะนั้นใกล้จะอายุ 30 ปีแล้ว
"บางทีอาจจะเป็เพราะ่อายุที่แตกต่างกันกระมัง" นาหลันเสี่ยวฉีตอบอย่างแ่เบา
หลี่ชิงหยุนผงกเบาๆ พร้อมวางมือยันคางอย่างเหม่อลอยปล่อยให้นาหลันเสี่ยวฉีนวดศีรษะต่อไป ตนกำลังคิดอยู่ว่าหากเขาต้องขึ้นสู่อาณาจักรนภาในเร็ววัน เขาจะสามารถตามหาสุ่ยโหรวซีได้จากแห่งหนใดกัน?
บางทีนางอาจจะยังไม่ได้อยู่ที่กระท่อมหลังนั้นด้วยซ้ำไป
แต่หากจะให้รอเป็เวลาร้อยปีเพื่อให้ครบกำหนดดั่งในอดีต ตนก็คงรอไม่ไหวเช่นกัน
'เมื่อขึ้นสู่อาณาจักรนภา ข้าควรไปตามหาข้อมูลของนางเสียก่อนที่จะทำสิ่งใดต่อไป หากเป็เช่นนั้นข้าอาจจะพบเจอนางได้ก่อนเวลาอันควร' หลี่ชิงหยุนพลันนึกคิดกับตัวเอง
"อาหยุน กำลังคิดเกี่ยวกับพี่สาวโหรวซีอยู่งั้นหรือ?" นาหลันเสี่ยวฉีเข้ามานั่งชิดใกล้กับเขา
หลี่ชิงหยุนพยักหน้าเบาๆ "ข้าแค่กลัวว่าบางทีข้าอาจจะหานางไม่เจอ... บางทีหากข้าได้พบกับผู้าุโสุ่ย ข้าควรจะถามข้อมูลบางอย่างจากเขา"
ในเมื่อสุ่ยจงเหิงมาจากอาณาจักรนภาเช่นกันซ้ำยังเป็ถึงผู้าุโของนิกายที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้นเขาควรจะเป็ผู้ที่รอบรู้ในด้านตัวตนของบุคคลเป็แน่
"ชิงหยุน" ทันใดนั้นเสียงของกู่หลิงหลงพลันดังขึ้นอย่างเร่งรีบ ยามนี้นางสวมชุดเกราะอ่อนกลับตามเดิมสีหน้าของนางแสดงออกถึงรอยยิ้มเบิกบาน นางแบกหอกสีแดงดุจดั่งหงส์สาไว้เื้ั
"เกิดอะไรขึ้น?" หลี่ชิงหยุนเหลือบมองด้วยรอยยิ้ม
กู่หลิงหลงกล่าวด้วยรอยยิ้มสดใส "อีกไม่กี่นาทีจะเข้าสู่เขตต้าเฉียนแล้ว เ้าควรเตรียมตัวให้พร้อม"
"เอาล่ะ" หลี่ชิงหยุนลุกขึ้นบิดร่างกายอย่างเกียจคร้าน ยามนี้เขาไม่จำเป็ต้องปรับสภาพใดๆอีกต่อไป ก่อนจะตรวจสอบเม็ดยาที่เหลืออยู่ในแหวนเก็บของ
ผ่านไปไม่กี่ขณะ เรือเหาะสีทองของพวกเขากำลังลงจอดต่ำอย่างเอื่อยเฉื่อย เป็สัญญาณว่ายามนี้พวกเขาถึงที่หมายแล้ว
หลี่ชิงหยุนเดินเข้าใกล้ริมระเบียงเรืออย่างสงบ มองไปยังภูมิทัศน์เบื้องล่างอย่างละเอียดลออ หากแต่สิ่งที่ปรากฏในสายตามีเพียงแค่เนินเขาที่สูงชันไร้ซึ่งที่พักอาศัยของมนุษย์ ดูเหมือนว่าบริเวณนี้อาจมีบางสิ่งที่อันตรายจนมนุษย์จำต้องหลีกเลี่ยง
"เนตรปฐมกาล" ด้วยเสียงพึมพำเบาๆ ั์ตาสีหยกของตนแปรเปลี่ยนเป็สีทองงดงาม เมื่อทอดสายตาจดจ่อไปยังเบื้องล่าง กลับต้องพบเจอเข้ากับรังของสัตว์อสูรจำนวนมากนับไม่ถ้วน
ไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดละแวกนี้กลับไม่มีผู้อยู่อาศัย ทั้งๆที่มีพลังปราณแห่งธรรมชาติที่หนาแน่นมากเพียงนี้ เนินเขาแห่งนี้ไม่ต่างจากบ้านเกิดของสัตว์อสูรอย่างแท้จริง สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเนินเขาแห่งนี้เปรียบดั่ง์ของสัตว์อสูรไม่มีผิดเพี้ยน
รอบๆเนินเขาปกคลุมด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ดุจผืนป่ารกร้าง ซ้ำยังสามารถมองเห็นสมุนไพรระดับสูงได้หลากหลาย
เมื่อมองไล่ระดับสายตาไป เขาต้องพบเข้ากับเรือเหาะสีทองอีกสองลำกลางอากาศซึ่งกำลังเตรียมตัวลงจอดเช่นเดียวกับพวกเขา ดูเหมือนว่ากลุ่มของพวกเขาจะมาถึงเป็กลุ่มที่สาม
ซ้ำยังมีกลุ่มในชุดคลุมสีทองสี่คนเบื้องล่างพร้อมกับบุคคลหนึ่งแอบอยู่ ทั้งสี่คนถูกส่งมาจากราชวงศ์จีไม่มีผิดเพี้ยน
"นั่นคือกลุ่มของตระกูลเยว่และตระกูลตงฟาง และผู้เฒ่าที่ราชวงศ์ส่งมาดำเนินการในครั้งนี้" กู่หลิงหลงเดินเข้าใกล้เขาก่อนจะอธิบาย
หลี่ชิงหยุน "...."
"ไปกันเถอะ เราจะไปรวมตัวกันที่นั่น" กู่หลิงเจี้ยนที่ต้นหนเรือกล่าวกับพวกเขาก่อนจะะโลงไปที่ฝูงชนพร้อมกับผู้าุโทั้งสอง
หลี่ชิงหยุนและอีกสี่คนก็เดินตามหลังกู่หลิงเจี้ยนไปอย่างระมัดระวัง
ทันใดนั้นหนิงฉุ่ยปรากฏตัวขึ้นข้างกายเขาด้วยกลิ่นหอมแตะจมูก ก่อนจะกล่าวอย่างเคร่งขรึม "น้องชายน้อย เ้าควรระวังตัวไว้ให้ดี ในบรรดาพวกเราทุกคน ภรรยาของเ้ามีระดับการบ่มเพาะที่อ่อนแอที่สุด ดังนั้นแล้วเ้าและภรรยาของเ้าอาจจะโดนเล็งเป็เป้าหมายแรกๆของพวกเขาก็เป็ได้"
หลี่ชิงหยุนและนาหลันเสี่ยวฉีเป็ผู้ที่มีระดับบ่มเพาะต่ำที่สุด และเป็เป้าหมายที่ง่ายแก่การกำจัด ฉะนัั้นแล้วหากพวกเขาไม่ได้อยู่รวมกลุ่ม หลี่ชิงหยุนและนาหลันเสี่ยวฉีต้องตกอยู่ในอันตรายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หลี่ชิงหยุนเข้าใจถึงสัจธรรมในเื่นี้ดี ดังนั้นเขาจึงไม่แปลกใจเท่าใดนัก
แต่ทว่าระดับบ่มเพาะของนาหลันเสี่ยวฉีถึงแม้จะต่ำที่สุดในบรรดากลุ่มพวกเขา แต่หากต้องต่อสู้เผชิญหน้าจริงๆ ระดับพลังของนางกลับทัดเทียมได้กับระดับลมปราณโลกขั้นสูงเลยด้วยซ้ำ
ซ้ำยังมีหลี่ชิงหยุนอยู่เคียงข้าง ดังนั้นแล้วเขาจะไม่ปล่อยให้นางได้รับอันตรายอย่างแน่นอน
"พี่สาวไม่จำเป็ต้องกังวล หากพวกเราไม่สามารถต่อสู้ได้และเจอเข้ากับสถานการณ์ที่ยากลำบากจริงๆ พวกเราเพียงแค่ต้องหนีเท่านั้น" หลี่ชิงหยุนกล่าวด้วยเสียงแ่แต่มิได้เพิกเฉยต่อคำตักเตือน
หนิงฉุ่ยเพียงแค่ยิ้มจางๆ จากนั้นพวกเขาเดินไปรวมกลุ่มกับอีกสองกลุ่มเบื้องหน้า
เบื้องหน้าปรากฏให้เห็นกลุ่มคนสองกลุ่ม กลุ่มแรกเป็กลุุ่มสตรีล้วนที่มีจำนวน 7 คน ทั้งหมดสวมอาภรณ์สีขาวหิมะทั่วร่าง ใบหน้าและรูปร่างของพวกนางถูกปกคลุมไว้ด้วยผ้าสีขาวบางๆเผยให้เห็นแค่ั์ตาที่กระจ่างชัดเท่านั้น หากแต่ยังมีอาภรณ์คลุมตัวใหญ่ที่สามารถบดบังส่วนเว้าส่วนโค้งได้อย่างมิดชิด
ทว่าแม้จะมีการคลุมร่างไว้หลายชั้นก็มิอาจบดบังรัศมีอันเ็าและเย่อหยิ่งที่แผ่ซ่านออกมาจากพวกนางไว้ได้
ทั้งเจ็ดคนนี้ พวกนางคือสตรีจากตระกูลเยว่อย่างแท้จริง
กลุ่มที่สองเป็กลุ่มที่สวมอาภรณ์สีดำสนิทมืดมิดซ้ำยังปกปิดใบหน้าไว้ด้วยหน้ากากผ้าไหมสีดำซึ่งทำให้ผู้คนมิอาจแยกแยะตัวตนได้
กลุ่มมือสังหารแห่งตระกูลตงฟางก็ปรากฏตัวขึ้นแล้วเช่นกัน
เมื่อหลี่ชิงหยุนมองไปยังเบื้องหน้า เขาต้องพบเข้ากับชายชราหนึ่งคน ชายวัยกลางคนสองคน และหญิงชราหนึ่งคน พวกเขาสวมอาภรณ์สีทองซึ่งเป็อาภรณ์ประจำราชวงศ์จีด้วยกันทั้งสิ้น เมื่อลองสังเกตอย่างละเอียดจะพบว่ามีหญิงสาวที่กำลังหลบซ่อนอยู่เื้ัหญิงชราผู้นั้นคลับคล้ายกำลังหวาดระแวงบางสิ่ง
หญิงสาวผู้นั้นสวมอาภรณ์สีชมพูอ่อน ใบหน้าของนางดูระแวดระวังและกังวลเมื่อมองไปรอบๆ ทว่ารัศมีของนางกลับปรากฏให้เห็นถึงความบริสุทธิ์และความอ่อนเยาว์ของหญิงสาวแรกแย้ม หากจะตัดสินด้วยสายตา นางคงจะอายุไม่เกิน 20 ปีเป็แน่
ด้วยความสงสัยในอากัปกิริยาที่นางแสดงออก หลี่ชิงหยุนหันไปถามกู่หลิงหลงพร้อมชี้ไปยังทิศทางนั้น "หลิงหลง หญิงสาวผู้นั้นเป็ใครกัน เหตุใดนางจึงแลดูตื่นกลัวเช่นนี้?"
กู่หลิงหลงมองตามนิ้วของเขา ก่อนจะหัวเราะป้องปากอย่างสนุกสนาน "สตรีผู้นั้นคือบุตรสาวของกษัตริย์แห่งราชวงศ์จีนามว่าจีชิงอี้ นางมีนิสัยขี้อายแต่ไหนแต่ไรแล้ว ซ้ำยังนางไม่ค่อยได้ออกจากพระราชวังบ่อยนัก ฉะนั้นแล้วเมื่อนางปรากฏตัวทุกครั้งนอกสถานที่ อาการของนางจะเป็ดั่งเช่นขณะนี้"
"โอ้?" หลี่ชิงหยุนเหลือบมองหญิงสาวอีกครา ทว่าเมื่อหญิงสาวบังเอิญสบตากับหลี่ชิงหยุนในชั่ววูบ นางก็มีสีหน้าตื่นกลัวก่อนจะหลบอยู่หลังหญิงชราอย่างมิดชิด
เสียงหัวเราะเผลอเล็ดลอดจากริมฝีปากหลี่ชิงหยุนในขณะนั้น "ช่างเป็หญิงสาวที่บริสุทธิ์จริงๆ"
กู่หลิงหลงที่เห็นก็อดขบขันไม่ได้ "แม้บุคลิกนางจะเป็เช่นนั้น แต่ทว่าฝีมือของนางกลับสูงลิ่วเทียบเท่ากับพี่ชายของข้าด้วยซ้ำ"
"อะไร!" หลี่ชิงหยุนอุทานเบาๆพลันไปมองในทิศทางหญิงสาวด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ไม่นานนักหลังจากการสำรวจตรวจตราอย่างละเอียด หลี่ชิงหยุนก็ผงกศีรษะอย่างจริงจัง "นางเป็ผู้บ่มเพาะระดับลมปราณฟ้าจริงๆ ซ้ำยังอยู่ในระดับสูงอีกต่างหาก"
หญิงสาวที่แลดูน่ารักน่าเอ็นดูเบื้องหน้ากลับมีพลังที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก เขามิอาจตัดสินคนจากภายนอกได้จริงๆ
"ถูกต้อง แม้นว่าจีชิงอี้จะแลดูบอบบางและตื่นกลัวไปบ้าง แต่ทว่าเมื่อได้ประมือหรือต่อสู้ในสถานการณ์จริง บุคลิกของนางก็จะเปลี่ยนไปประดุจดั่งคนละคนด้วยซ้ำ" กู่หลิงหลงอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายเมื่อนึกถึงเหตุการณ์บางอย่างในอดีต
