“เสี่ยวเหวิน วันหน้าเธอจะทิ้งพี่ไปหรือไม่?” ในที่สุดจางเจียิก็ถามประโยคนี้ออกมา จากนั้นก็ต้องนึกย้อนเสียใจทันที เื่ในอนาคตไม่มีผู้ใดรู้ทั้งนั้น แต่เขากลับจะต่อชีวิตด้วยคำสัญญาของเธอ
ฮั่วเสี่ยวเหวินส่ายหน้า “วันหน้าฉันจะเป็ภรรยาของพี่ พวกเราต้องอยู่ด้วยกันตลอดชีวิต”
คนในหมู่บ้านต่างพูดว่าฮั่วเสี่ยวเหวินยอมอยู่กับเขาเพราะยังเด็ก รอเธอเติบใหญ่เมื่อไร เธอจะไปจากเขาแน่นอน
เมื่อเขาบอกเล่าถึงคำมั่นสัญญาที่พวกเขามีต่อกัน คนเ่าั้ไม่คิดเป็จริงเป็จังสักนิด “ก็แค่การเล่นของเด็กๆ วันหน้าใครจะไปจำเื่พวกนี้ได้กัน”
เขาสามารถไม่เก็บเอาสิ่งเหล่านี้มาใส่ใจได้ ขอแค่ฮั่วเสี่ยวเหวินยังคงดีต่อเขาและชอบเขาอยู่ก็พอ
กระทั่งวันนั้นเขาบังเอิญได้ยินเ้าอ้วนคุยกับเด็กในวัยเดียวกันสองสามคน
“แม่ฉันบอกว่า รอฉันโตแล้วจะให้แต่งงานกับเสี่ยวเหวิน”
มีคนหัวเราะเยาะ “เหอะ ถ้าอย่างนั้นฉันจะแต่งงานกับเสี่ยวหง”
เด็กอีกคนพูดว่า “ใครๆ ก็รู้ว่าเสี่ยวเหวินเป็ภรรยาของจางเจียิ”
“จางเจียิยากจนขนาดนั้น ซ้ำยังหน้าตาอัปลักษณ์ เสี่ยวเหวินจะแต่งงานกับเขาได้อย่างไร ตอนนี้เธอแค่ไม่มีที่ให้ไปเท่านั้น” เ้าอ้วนตอบอย่างจริงจัง
จางเจียิรู้สึกเหมือนโดนฟ้าผ่า เขาเดินกลับบ้านอยากหมดอาลัยตายอยาก เ้าอ้วนพูดถูก เขาทั้งไม่มีเงินทั้งอัปลักษณ์
ฟังจางเจียิเล่าถึงตรงนี้ ในที่สุดฮั่วเสี่ยวเหวินก็เข้าใจพฤติกรรมแปลกประหลาดใน่นี้ของจางเจียิ
เขาเอาแต่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวด เกาะติดเธอไม่ห่าง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องตามไปด้วย และถึงขั้นลางานเพื่อไปไหว้พระ
ที่แท้เขาก็กลัวเธอจะทิ้งเขาไป
ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือกลุ้มใจดี เขาชอบตัวเธอขนาดนี้ เธอควรจะดีใจถึงจะถูก แต่นี่เขาไม่มีความเชื่อใจเธอเอาเสียเลย
ฮั่วเสี่ยวเหวินมองไปยังทิศไกลๆ อุตส่าห์ทะลุมิติมาที่นี่แบบไม่มีสาเหตุ แต่เธอกลับยังคงไม่มีอะไรเลย ์กำลังล้อเล่นหรือเปล่า?
เงินที่ได้จากการขายเต้าหู้ใกล้หมดแล้ว ตอนนี้มีลูกค้าซื้อน้อยลง ฮั่วเสี่ยวเหวินรู้สึกเป็กังวล ต่อจากนี้เธอจะทำอย่างไร?
กลับถึงบ้านฮั่วเสี่ยวเหวินให้จางเจียินอนพักผ่อนอยู่บ้าน ส่วนเธอจะไปลางานที่โรงงานอิฐให้
จางเจียิส่ายหน้ายิ้มขมขื่น ฮั่วเสี่ยวเหวินถามว่าเพราะอะไรก็ไม่ยอมตอบ
เขาเอาแต่เป็แบบนี้ ฮั่วเสี่ยวเหวินเริ่มรู้สึกโมโหแล้ว “ถ้าพี่ไม่ยอมบอกอะไรฉันสักอย่าง ฉันจะรู้ความกังวลในใจพี่ได้อย่างไร”
สุดท้ายจางเจียิยอมบอกความจริงออกมาว่า “เธอไปก็ไม่เกิดประโยชน์ ลางานก็ต้องโดนหักเงินเดือนอยู่ดี”
ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่เชื่อเื่นี้ ดึงดันจะไปให้ได้
จะมีการหักเงินไร้เหตุผลแบบนี้ได้อย่างไร แค่ป่วยยังไม่ได้รับอนุญาตยังมีมนุษยธรรมอยู่หรือไม่?
ก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้สึกเลยว่าโรงงานอิฐอยู่ไกลจากบ้านขนาดนี้ จางเจียิต้องตื่นแต่เช้าและทิ้งตัวนอนบนเตียงทันทีที่กลับถึงบ้านทุกวันเพราะแบบนี้นี่เอง
ควันหนาทึบลอยอยู่เหนือโรงงานอิฐ เสียงเครื่องเผาอิฐดังกระหึ่ม วุ่นวายจนจิตใจว้าวุ่น ทั้งโรงงานมีแต่ฝุ่นควัน
ห่างออกไปมีชายฉกรรจ์หน้าดำทะมึนคนหนึ่งกำลังยุ่งกับงาน ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่กล้าจินตนาการว่าร่างกายผอมเล็กของจางเจียิอยู่รอดภายในสถานที่แห่งนี้ได้อย่างไร
ที่นี่ต่างจากที่เคยเห็นโทรทัศน์ งานที่นี่หนักกว่ามากแต่จางเจียิยอมมาแบกรับทุกอย่างที่นี่ทุกวันเพื่อเธอ
ฮั่วเสี่ยวเหวินสาบานกับตัวเองเงียบๆ เธอจะไม่ให้จางเจียิมาทำงานที่นี่อีกแล้ว
เธออาศัยจังหวะ่พักกินข้าวเที่ยงวิ่งเข้าไปในฝูงชน สอบถามเหมือนตอนที่ไปสถานีตำรวจ “เวลาพนักงานที่นี่จะลางานต้องไปหาใครหรือคะ?”
หลายคนไม่สนใจเพราะเห็นว่าเธอเป็แค่เด็กผู้หญิง พวกเขาเดินผ่านเหมือนไม่ได้ยินที่เธอถาม
คุณลุงใจดีคนหนึ่งพาเธอไปหาชายคนหนึ่ง “หัวหน้า เธอมีธุระกับคุณครับ”
ชายตรงหน้าฮั่วเสี่ยวเหวินมีใบหน้าดำคล้ำแต่ดูเย่อหยิ่งภาคภูมิ เขาแค่นเสียงออกจากจมูก “มีอะไร?”
คนประเภทนี้ไม่อาจสร้างความประทับใจที่ดีได้เลย ทั้งที่ทุกคนต่างก็เป็ผู้ใช้แรงงานเหมือนกัน ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่เข้าใจว่าเขาไปเอาความรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่ามาจากไหน
ฮั่วเสี่ยวเหวินบอกจุดประสงค์ในการมา “ฉันมาลางานให้จางเจียิค่ะ เขาไม่สบาย”
ชายคนนั้นแค่นเสียงเย็น “จางเจียิ เขาอีกแล้ว ลางานแทบทุกวัน คิดว่าที่นี่เป็บ้านตัวเองหรือ อยากจะมาอยากจะไปตอนไหนก็ได้?”
“คุณ…” ฮั่วเสี่ยวเหวินเกือบหลุดพูดออกมาว่าโรงงานอิฐเส็งเคร็ง ไม่ได้อยากทำงานนักหรอก แต่เธอต้องกลืนคำพูดเ่าั้กลับไปเมื่อนึกถึงจางเจียิ
การเลิกทำงานที่โรงงานอิฐเป็เื่ที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้าก็จริง แต่เธอควรปรึกษากับเขาก่อน
เป็ดังที่จางเจียิพูด การลางานต้องถูกหักเงินเดือน ฮั่วเสี่ยวเหวินี้เีโต้เถียงด้วยเหมือนสีซอให้ควายฟังเปล่าๆ
ธุรกิจเต้าหู้ไปได้ไม่ค่อยดีแล้ว ถึงเวลาต้องหาวิธีอื่น ฮั่วเสี่ยวเหวินคิดหาวิธีว่าจะขายเต้าหู้ออกไปอย่างไรดีตลอดทาง
“ฮั่วเสี่ยวเหวิน เธอกลับมาแล้ว” หญิงคนหนึ่งเดินออกมาจากบ้าน ในมือถือตะหลิวผัดกับข้าว
“คุณคือ?”
หากไม่ใช่เพราะฮั่วเสี่ยวเหวินคุ้นเคยกับบ้านหลังนี้จนไม่รู้จะคุ้นเคยอย่างไรแล้ว เธอคงคิดว่าตัวเองเข้าผิดบ้าน
หญิงแปลกหน้าคนนี้โผล่มาจากไหน?
“ฉันคือพี่ใหญ่ของเธออย่างไรเล่า ฮั่วเสี่ยวอี๋ พี่เคยอุ้มเธอตอนเด็กๆ” ฮั่วเสี่ยวอี๋พูดเองคนเดียว ความจริงแล้วเธอเองก็จำฮั่วเสี่ยวเหวินไม่ได้เช่นกัน
ฮั่วเสี่ยวอี๋แต่งงานออกไปั้แ่อายุสิบห้า เนื่องจากอยู่ไกลจากที่นี่จึงไม่รู้เื่ที่เกิดกับบ้านฮั่วต้าซาน
ครั้งนี้เดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านแม่ จึงเพิ่งรู้ว่าตอนนี้ในหมู่บ้านเหลือแค่น้องสาวคนเดียว คนนำทางบอกว่าน้องสาวคนนี้มีความสามารถมาก น่าจะหาเงินเข้าบ้านได้ไม่น้อย เธอได้ยินดังนี้จึงรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มาเสียเที่ยว
“อ้อ พี่ผัดกับข้าวทิ้งไว้ในกระทะอยู่” ฮั่วเสี่ยวอี๋รีบกลับเข้าบ้าน
ฮั่วเสี่ยวเหวินสับสนงุนงง “พี่ใหญ่หรือ?”
แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไรเธอก็รู้สึกดีใจมาก เธอจำพี่สาวคนอื่นไม่ค่อยได้ แต่เคยเจอฮั่วเสี่ยวเจียผู้เป็พี่สาวคนรองมาก่อน
เป็พี่น้องกัน เืย่อมข้นกว่านั้น เธอยังจำครั้งนั้นที่ฮั่วเสี่ยวเจียพยายามช่วยเธอทุกวิถีทางได้เป็อย่างดี
ไม่ได้เจอพี่รองมานานมากแล้ว ฮั่วเสี่ยวเหวินรู้สึกอยากเจอเล็กน้อย
เมื่อกลับเข้าบ้านฮั่วเสี่ยวเหวินแตะหน้าผากของจางเจียิดู เขายังคงมีไข้อยู่
จางเจียิฝืนยิ้มให้เธอ “พี่รู้สึกดีขึ้นมากแล้ว”
จากนั้นพวกเขาพูดคุยถึงเื่ผู้หญิงที่ทำกับข้าวอยู่ด้านนอก “ผู้หญิงคนนี้บอกว่าเป็พี่สาวคนโตของเธอ คุยกันไม่กี่คำก็ไปทำกับข้าวแล้ว”
ฮั่วเสี่ยวเหวินทอดถอนใจ จะขยันเกินไปแล้ว
สำหรับอาหารเย็นวันนี้ ฮั่วเสี่ยวเหวินบรรยายได้แค่ว่า ‘พูดไม่ออก’
กับข้าวฝีมือพี่ใหญ่คนนี้เค็มเป็พิเศษ หากแค่ผัดถั่วเหลืองจนดำคงไม่เป็ไร อย่างน้อยก็ยังกินได้อยู่ แต่นี่เธอผัดจนไหม้ อาหารมื้อนี้เกือบพรากชีวิตของฮั่วเสี่ยวเหวิน
เธอสงสัยจริงๆ ว่าพี่ใหญ่มีชีวิตรอดมาถึงตอนนี้ได้อย่างไร? หล่อนกินอาหารรสชาติย่ำแย่แบบนี้ทุกวันเลยหรือ?
อีกอย่าง เหตุใดเื่แรกที่อีกฝ่ายทำเมื่อมาที่นี่จึงไม่ใช่การไปเยี่ยมฮั่วต้าซานกับยายแก่ฮั่วสองแม่ลูกที่อยู่ในคุก ฮั่วเสี่ยวเหวินอดสงสัยไม่ได้ว่าหล่อนใช่พี่ใหญ่ของตัวเองจริงหรือ?
