ทางช้างเผือกที่เย็นเยียบ บนหินอุกกาบาตใหญ่ั์รูปหกเหลี่ยมก้อนหนึ่ง ชายรูปร่างอ้วนท้วนของอาณาจักรคุนหลัวผู้นั้นแสยะปากหัวเราะชั่วร้าย
นิ้วป้อมสั้นทั้งห้านิ้วของข้างซ้ายเขาถือกำไลเก็บของสามชิ้นที่มีสีต่างกัน กำลังย้ายวัตถุทุกชิ้นที่อยู่ในกำไลเก็บของเข้ามาไว้บนร่างของตัวเอง
ข้างกายเขามีร่างของผู้ฝึกลมปราณที่สวมชุดสีเทาซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็คนของหุบเขาเทานอนอยู่สามคน
สามคนนั้น สองคนคือกลาง์่ท้าย อีกคนคือต้น์่ต้น
ผู้ฝึกลมปราณสามคนของหุบเขาเทาศีรษะหลุดออกจากร่าง แขนขาถูกฟันให้กระจัดกระจายอยู่บนหินอุกกาบาตสีน้ำตาล เพิ่งตายไปได้ไม่นาน
“ฆ่าไปอีกสามคนแล้ว”
หลังจากที่ชายอ้วนของอาณาจักรคุนหลัวผู้มีนามว่าเจี่ยเผิงโยกย้ายวัตถุทุกชิ้นเข้าไปไว้ในกำไลเก็บของของตัวเองแล้ว เขาก็ส่ายหัว ในดวงตาที่เล็กเท่าเมล็ดถั่วเหลืองของเขามีประกายเ็าดูแคลนวาบผ่าน
“ไม่น่าเชื่อว่าหุบเขาเทาก็ได้เป็หนึ่งในเจ็ดสำนักใหญ่ของผู้ฝึกลมปราณอาณาจักรหลีเทียนเหมือนกัน ช่างอ่อนด้อยยิ่งนัก”
“สำนักแบบนี้เกรงว่าคงรอดชีวิตอยู่ได้แค่ในอาณาจักรหลีเทียนเท่านั้น หากมาอยู่ในอาณาจักรคุนหลัวของข้าย่อมถูกดับสำนักไปนานแล้ว”
“เห็นๆ อยู่ว่าวังยมบาลสามารถยึดครองพลังอำนาจของอาณาจักรหลีเทียนได้ แต่กลับไม่ทำเช่นนั้น ดูท่าคงมองอีกหกสำนักใหญ่ที่เหลือเป็เพียงแค่แกะที่เลี้ยงไว้กับวัวเท่านั้น”
“ถ้าอย่างนั้นก็คงมีเพียงผู้ประลองของวังยมบาลเท่านั้นถึงจะทำให้ข้าเกิดความสนใจขึ้นมาได้”
“......”
เขาพึมพำพลางปลดปล่อยกระแสจิตออกไปรับััความเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตรอบด้านด้วย
“ไม่มีแล้ว ทุกคนที่อยู่บนหินอุกกาบาตก้อนนี้ล้วนถูกข้าสังหารหมดสิ้น คงต้องเปลี่ยนสถานที่แล้วล่ะ”
ระหว่างที่พูดเช่นนี้ เรือนกายอ้วนใหญ่ที่เต็มไปด้วยไขมันดั่งลูกหนังกลมๆ ของเขาก็ลอยพรวดขึ้นกลางฟ้า บินไปยังหินอุกกาบาตที่อยู่ใกล้
เขามีความมั่นใจในฝีมือของตัวเองอย่างยิ่งยวด จึงไม่กลัวสักนิดว่าเมื่อบินขึ้นฟ้าแล้วจะเป็การเปิดเผยตัวตน
ในสายตาของเขา มีเพียงไม่กี่คนที่มาจากต่างอาณาจักรซึ่งเคยทำความรู้จักพูดคุยกับเขาเท่านั้นถึงจะพอต่อกรกับเขาได้
และคนเ่าั้ ก่อนหน้าที่เขาจะเหยียบย่างเข้ามาในอาณาจักรหลีเทียนก็ได้มีการตกลงกันอย่างลับๆ แล้ว
ผู้าุโในสำนักของพวกเขาได้พูดคุยกันเป็การส่วนตัว ทุกคนต่างก็มองอาณาจักรหลีเทียนเป็เป้าหมาย รอเมื่อใดที่ภูตผีปีศาจบุกเข้าโจมตี ก็จะค่อยๆ เขมือบกลืนอาณาจักรหลีเทียนไปอย่างช้าๆ
แม้แต่เื่การแบ่งพื้นที่ในอาณาจักรหลีเทียน พวกผู้าุโของพวกเขาก็ยังมีการวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว
และก็ด้วยเหตุนี้ เมื่อภูตผีปีศาจเ่าั้สลัดหลุดพ้นจาก “ค่ายกลเผาโลกันตร์กักปีศาจ” ก่อนหน้าที่จะเข้ามาในประตู์ พวกเขาถึงได้กล้าเปิดเผยเป้าหมายที่แท้จริงออกมาอย่างกำเริบเสิบสาน
ในสายตาของพวกเขา วันที่อาณาจักรหลีเทียนมีประตู์เปิดขึ้น ก็คือวันที่เจ็ดสำนักใหญ่ในอาณาจักรหลีเทียนถึงจุดจบ
.......
บนหินอุกกาบาตทรงปริซึม
ได้ยินคำอธิบายของเจิ้งปิน เนี่ยเทียนที่สีหน้าเคร่งขรึมมองไปยังหินอุกกาบาตก้อนใหญ่ั์มากมายที่ห่างไกลออกไป
หินอุกกาบาตทรงหกเหลี่ยมที่ใหญ่ยิ่งกว่าก้อนที่พวกเขายืนอยู่ตอนนี้ก็อยู่ในขอบเขตระยะเส้นสายตาของเขาด้วย
ตรงจุดนั้นมีเงาร่างพร่าเลือนที่มองเห็นหน้าตาไม่ชัด แต่กลับรู้ว่าเป็ร่างของคนคนหนึ่งลอยพรวดขึ้นสู่ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว
เงาร่างนั้นก็คือเจี่ยเผิงที่อยู่ห่างไกลกับพวกเขามาก!
“ตรงนั้น!” เนี่ยเทียนหน้าเปลี่ยนสีน้อยๆ “มีคนหนึ่งพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า เขากล้าหาญชาญชัยถึงเพียงนี้ ไม่กลัวว่าผู้ที่ซุกซ่อนตัวอยู่จะสังเกตเห็น ชัดเจนว่าเขาไร้ซึ่งความเกรงกลัวใด หากข้าเดาไม่ผิดล่ะก็ เ้าหมอนั่น... น่าจะเป็หนึ่งในคนของต่างอาณาจักร”
“อยู่ตรงไหน? ข้ามองไม่เห็นเลย” เจิ้งปินสีหน้างุนงง
“ก้อนนั้น หินอุกกาบาตทรงหกเหลี่ยมนั่นไง เหตุใดเ้าถึงมองไม่เห็น?” เนี่ยเทียนชี้ทิศทางอย่างละเอียด อธิบายให้เจิ้งปินฟัง
“ข้ามองเห็นแค่ลักษณะของหินอุกกาบาตได้เลือนๆ มองไม่เห็นสักนิดว่ามีคนบินขึ้นฟ้า” เจิ้งปินส่ายหัว แล้วอยู่ๆ ก็คล้ายตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง จึงกล่าวว่า “เ้า... ขอบเขตที่เส้นสายตาของเ้ามองเห็น ไม่น่าจะใช่สิ่งที่ข้าเทียบเคียงได้”
ประโยคนี้ดังออกมา เนี่ยเทียนก็แอบตะลึงอยู่กับตัวเอง พลันเข้าใจขึ้นมาทันที
เขาเคยผ่านการชุบหลอมร่างกายจากหัวมู่ บวกกับความพิเศษของตัวเอง ดังนั้นไม่ว่าจะเป็ความสามารถในการรับัั การมองเห็น หรือการได้ยินก็น่าจะเหนือกว่าเจิ้งปินไม่น้อย
สิ่งที่เขาสามารถัั ได้ยิน มองเห็น ใช่ว่าเจิ้งปินจะทำได้แบบเดียวกัน
“เ้าหมอนั้นล่องลอยไปทั่วด้าน น่าจะกำลังตามหาคนอย่างพวกเรา” เนี่ยเทียนจดจ้อง หน้าค่อยๆ เปลี่ยนสีน้อยๆ “รอจนเขาไม่พบเจอผู้คนในจุดที่ตามหา ไม่ช้าก็เร็วเขาต้องมาถึงที่นี่”
“ผู้ประลองทุกคนที่มาจากต่างอาณาจักรล้วนมีตบะอยู่ในขอบเขตต้น์ ขอแค่เขาปลดปล่อยกระแสจิตออกมา ไม่ว่าพวกเราจะซ่อนตัวเช่นไรก็ล้วนหลบเลี่ยงไม่พ้น”
“วินาทีที่เขามาถึงที่นี่ พวกเราก็จะถูกค้นพบในทันที แล้วเราก็จะไม่มีทางให้ถอยหนีอีกแล้ว”
เนี่ยเทียนกล่าวด้วยเสียงทุ้มหนัก
เจิ้งปินลนลาน หันขวับไปมองด้านหลัง ที่นั่นก็มีหินอุกกาบาตบางส่วนลอยตัวอยู่บนท้องฟ้า “พวกเราหนีไปทางนั้นดีหรือไม่? ทว่าเมื่อครู่ข้าไปตรวจสอบทางฝั่งนั้นมาแล้ว บนหินอุกกาบาตนั่นก็มีคนตายเยอะมากเหมือนกัน”
เนี่ยเทียนส่ายหัว กล่าว “ไม่มีที่ใดที่สามารถรับประกันความปลอดภัยได้ตลอดกาล หากผู้แข็งแกร่งขอบเขตต้น์สังหารพวกผู้ที่อ่อนแอกว่าในบริเวณใกล้เคียงพวกเขาจนหมดสิ้นแล้ว พวกเขาก็จะไล่เขมือบกลืนไปทีละแห่ง”
“หากพวกเราไปยังจุดที่เ้าว่า เป็ไปได้มากว่าจะเจอกับผู้แข็งแกร่งต้น์จากต่างอาณาจักรคนอื่น”
“ต่อให้ไม่เจอ คนผู้นั้นที่เข้ามาใกล้พวกเราด้วยความเร็วมากถึงเพียงนั้นก็จะไล่ตามพวกเราทันอยู่วันยังค่ำ”
“ถ้าจะให้เป็เช่นนี้ก็สู้รออยู่ที่เดิม รอจนเขามาถึงแล้วสู้กันดูสักตั้งดีกว่า!” สีหน้าเนี่ยเทียนเด็ดเดี่ยว
“แต่...” เจิ้งปินหน้าม่อยคอตก “เ้ากับข้าก็แค่ตบะท้าย์่ต้นเท่านั้น ด้วยความสามารถของพวกเราสองคนย่อมไม่มีความเป็ไปได้ที่จะหนีรอดจากเงื้อมมือของผู้แข็งแกร่งขอบเขตต้น์แน่นอน”
“มีเพียงพวกเราไปรวมตัวอยู่กับผู้แข็งแกร่งต้น์ของสำนักอื่นในอาณาจักรหลีเทียนเท่านั้นถึงจะมีหวังรอดชีวิต”
“แต่ข้าก็ไม่รู้ว่าคนอื่นๆ อยู่ที่ไหนกันบ้าง”
เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว กล่าว “เ้าตัดสินใจอย่างไรข้าไม่สนแล้ว อย่างไรซะข้าก็จะอยู่ต่อ เพื่อรอรับมือกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น!”
กล่าวจบเขาก็ไม่สนใจเจิ้งปินอีกจริงๆ แต่เริ่มมองคนผู้นั้นที่เข้ามาใกล้เรื่อยๆ แล้ววางแผนการอยู่เงียบๆ
หนึ่งเค่อต่อมา
เนื่องด้วยระยะทางที่เขยิบเข้ามาใกล้ เงาร่างที่พร่าเลือนก่อนหน้านั้นจึงเริ่มชัดเจนมากขึ้น
“เป็เ้าอ้วนนั่น” เนี่ยเทียนหรี่ตา สูดลมหายใจหนึ่งครั้ง กล่าว “มาจากอาณาจักรคุนหลัว ก่อนหน้าที่เขาจะเข้ามาในประตู์ได้กล่าวว่าทุกคนของอาณาจักรหลีเทียนของพวกเราจะต้องตายอยู่ในนี้ ใครก็อย่าหวังว่าจะรอดชีวิตออกไปได้”
เมื่อเข้ามาใกล้ เจิ้งปินเองก็มองเห็นเงาร่างกลมดิกราวกับลูกะุปืนใหญ่ร่างหนึ่งที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าห้อตะบึงมาข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง
เขาเห็นเพียงรูปร่าง แต่ไม่เห็นใบหน้า ไม่สามารถแยกแยะตัวตนของคนผู้นั้นได้
ตอนที่เนี่ยเทียนบอกว่าคนผู้นั้นก็คือเ้าอ้วนที่ทิ้งคำพูดโอหังเอาไว้ก่อนเข้ามาในประตู์ เจิ้งปินก็แตกตื่นทันที “ดูเหมือนว่าเ้าหมอนั่นจะอยู่ขอบเขตต้น์่กลาง!”
เนี่ยเทียนมองเขาอย่างไม่เข้าใจ
“พวกเรามาถึงเร็วจึงได้สืบข่าวมาบ้างเล็กน้อย เ้าอ้วนนั่นชื่อเจี่ยเผิง มาจากอาณาจักรคุนหลัว ตบะต้น์่กลาง ภูมิหลังน่าหวาดหวั่นอย่างมาก” เจิ้งปินอธิบายอย่างรวดเร็ว
“ต้น์่กลาง...” เนี่ยเทียนพึมพำหนึ่งประโยค พยักหน้าแล้วพูดว่า “เ้าไม่ต้องสนใจข้า หากเ้าอยากจะหนี ข้าจะไม่โทษเ้า”
หลังจากทิ้งประโยคนี้ไว้เขาก็แอบคำนวณเวลาที่เจี่ยเผิงผู้นั้นจะมาถึง แล้วเริ่มวางแผน
ก่อนอื่นเขานึกถึงสนามแม่เหล็กบิดเบือนยุ่งเหยิงที่เขาได้ฝึกมาจากดินแดนลึกลับ
สนามแม่เหล็กนั้นจะมีสรรพคุณอย่างไร เนื่องจากตัวเขาไม่ได้รับผลกระทบ จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้
แต่เขากลับััได้เลือนรางว่าสนามแม่เหล็กยุ่งเหยิงที่จำเป็ต้องสูญเสียพลังจิต พลังิญญา รวมไปถึงพลังเืเนื้อจำนวนมากถึงจะสร้างขึ้นมาได้ ย่อมต้องมีความพิเศษของมันแน่นอน
เจิ้งปินมองเนี่ยเทียนที่เตรียมตัวจะเฝ้าอยู่ที่นี่ สีหน้าเขาลังเล ในใจกำลังตีกันวุ่น
ตอนอยู่ในโลกมายามรกต ตอนอยู่ที่เทือกเขาชื่อเหยียน เขาเคยทอดทิ้งเนี่ยเทียนไป
ตอนนั้นเขาล้วนรู้สึกว่าเนี่ยเทียนต้องตายอย่างแน่นอน ไม่มีความหวังได้รอดชีวิต
ทว่าสุดท้ายเนี่ยเทียนก็ยังรอดชีวิตมาได้ อีกทั้งยังมีชีวิตที่อยู่ดีมีสุขมากด้วย
คราวนี้เขาต้องเผชิญหน้ากับการเลือกอีกครั้ง ไปจากเนี่ยเทียน ไม่สนใจว่าเนี่ยเทียนจะเป็หรือตาย? หรือว่าเคียงบ่าเคียงไหล่กันต่อสู้?
เขามองเนี่ยเทียนด้วยสายตาลึกล้ำ
บนใบหน้าของเนี่ยเทียนไม่มีความลนลานและหวาดกลัวให้เขาเห็นแม้แต่นิด มีเพียงความสุขุมและเยือกเย็น
เนี่ยเทียนค่อยๆ ปรับลมหายใจ ั์ตาของเขาคล้ายจะ... มีความตื่นเต้นและรอคอย
การมาถึงของเจี่ยผิงผู้นั้นไม่เพียงแต่ไม่ทำลายความมั่นใจของเนี่ยเทียน ดูเหมือนว่ายังไปกระตุ้นความฮึกเหิมในการต่อสู้ของเขาขึ้นมาด้วย!
ั์ตาเจิ้งปินฉายแสงประหลาดใจ พลันพูดขึ้นมาว่า “ข้าจะร่วมต่อสู้กับเ้า!”
เมื่อต้องเลือกอีกครั้ง เจิ้งปินที่เคยทอดทิ้งเนี่ยเทียนไปสองครั้ง สุดท้ายก็เลือกตัดสินใจแตกต่างไปจากเดิม
“ก็ดี เ้าออกห่างข้าสักหน่อย ข้าจำเป็ต้องวางค่ายกล” เนี่ยเทียนตอบรับลวกๆ หนึ่งประโยคเสร็จก็หันฝ่ามือสองข้างเข้าหากัน ยกขึ้นสูง โคจรพลังจิต พลังิญญา และพลังเืเนื้อ
เขาเริ่มสร้างสนามแม่เหล็กบิดเบือนยุ่งเหยิงที่แปลกประหลาดนั้นขึ้นมา
-----
