ความรู้สึกนั้นเข้มข้นถึงขนาดที่แม้ว่าเขาจะไม่ได้ประกาศตนเป็จิ๋นซีฮ่องเต้ แต่ลี่จีก็ยังคงััได้อย่างชัดเจน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในขณะที่เฉินเฟิงพูดเป็นัยๆ ว่าจูหยุ่นเหวินเป็หลานของเขา ปราณจักรพรรดิที่แผ่ซ่านออกมาโดยไม่ตั้งใจจากตัวของเขานั้นเข้มข้นถึงขีดสุด
แม้ลี่จีจะเป็เพียงเด็กสาวธรรมดาที่มีพลังพิเศษนิดหน่อย แต่เธอก็ยังััได้ถึงความไม่ธรรมดาที่แผ่ออกมาจากทั่วทั้งร่างของเฉินเฟิง และในทางกลับกัน ในฐานะผู้ที่มีชีวิตมาอย่างยืนยาวนับห้าพันปี เฉินเฟิงเองก็รับรู้ได้ถึงความพิเศษของลี่จีแล้วเช่นกัน
ในขณะนี้ เฉินเฟิงกำลังประคองไหล่ของจูเซียวเซียวอย่างระมัดระวัง เพื่อให้เธอสามารถยืนบนเมฆมงคลที่กำลังล่องลอยอยู่บนท้องฟ้าได้อย่างมั่นคง
ด้วยเหตุที่จูเซียวเซียวเป็ผู้สืบสายเืของเขาในชาติภพที่เขาเป็จูหยวนจาง เฉินเฟิงจึงปฏิบัติต่อจูเซียวเซียวในฐานะผู้าุโอย่างแท้จริง ไม่มีท่าทีเกินเลยฉันชายหญิงแต่อย่างใด
เมื่อการเคลื่อนไหวของเมฆมงคลเริ่มนิ่งสนิท เฉินเฟิงก็รำพึงในใจ
'หกสิบห้าปีก่อน สมัยเริ่มต้นบำเพ็ญใหม่ได้เพียงอาณาจักรกลั่นลมปราณขั้นห้า ข้าไม่สามารถััได้ถึงความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างข้ากับผู้นำรุ่นใหม่ของตระกูลจูกับตระกูลลี่
ตอนนี้หลังจากทะลวงอาณาจักรถึงอาณาจักรขอบเขตเหนือธรรมชาติ ก็พบว่าทั้งตระกูลจูและตระกูลลี่แห่งโม๋ตูล้วนเป็ตระกูลสายตรงที่สืบทอดมาจากตอนที่ข้าเป็จูหยวนจางและอิ่งเจิ้ง(*ฉินสือหวง หรือ จิ๋นซีฮ่องเต้)
ยิ่งกว่านั้นสาวน้อยจากตระกูลลี่นั่น กลับดูดซับโชคชะตาฮ่องเต้จากตราประทับหยกส่งต่ออำนาจได้ น่าประหลาดใจไม่น้อยเลยทีเดียว'
เพียงชั่วครู่หลังจากนั้น จู่ๆ จูเซียวเซียวก็เอ่ยปากถามขึ้น
"เอ่อ...จักรพรรดิเจี้ยนเหวิน จูหยุ่นเหวิน เป็หลานของคุณจริงเหรอคะ"
หลังจากราชวงศ์ิล่มสลาย สายตระกูลหลักของฮ่องเต้ที่สืบทอดมาจากจูตี้ก็สูญสิ้นไปเนิ่นนานแล้ว
กลับกัน ตระกูลแซ่จูสายหลานรัชทายาทที่สืบเชื้อสายมาจากจูหยุ่นเหวินในยุคแรกเริ่มกลับสามารถสืบทอดมาจนถึงยุคปัจจุบันได้อย่างราบรื่น กลายเป็ตระกูลจูในโม๋ตูแห่งนี้นี่เอง
ด้วยเหตุนี้ จูเซียวเซียวจึงไม่อาจยอมรับความจริงที่ว่าเฉินเฟิงคือจูหยวนจางได้โดยง่าย เธอจึงปรารถนาจะยืนยันให้แน่ชัดจากปากของเขาเสียก่อน
"อย่าคิดมาก ต่อไปเ้าจงแต่งงานกับคนรักเสียเถอะ อย่าได้มีใจให้ข้า"
เฉินเฟิงไม่ได้ยอมรับตรงๆ หากแต่กลับเตือนจูเซียวเซียวไม่ให้หลงรักเขาแทน
หลังจากนั้นเฉินเฟิงก็ไม่ได้เอ่ยอะไรอีก เขาเพียงแต่ตั้งสมาธิควบคุมเมฆสีทองให้บินตรงไปยังตระกูลตู้อย่างเต็มกำลัง
ณ เวลานั้น พิธีศพของตระกูลตู้ก็ใกล้จะเสร็จสิ้นพอดี หลังจากลูกหลานรุ่นหลังตระกูลตู้ได้ทำการเคารพร่างไร้ิญญาของผู้าุโตู้ช่านเป็ครั้งสุดท้ายแล้ว พวกเขาจึงค่อยๆ ปิดฝาโลง
"หยุด..."
ทันใดนั้นเอง เฉินเฟิงร่อนลงมาจากท้องฟ้าพร้อมกับจูเซียวเซียว เขาปรากฏกายขึ้นเคียงข้างโลงศพของตู้ช่าน แล้วบังคับให้หยุดการปิดฝาโลงเอาไว้
"แกเป็ใคร กล้าดียังไงมาก่อกวนพิธีปิดโลงอันศักดิ์สิทธิ์ของพวกเราตระกูลตู้"
ตู้เทียนเต๋อ ผู้นำตระกูลรุ่นใหม่ของตระกูลตู้ ตวาดถามเฉินเฟิงทันที
เฉินเฟิงกวาดตามองรอบๆ อย่างฉับไว เขาสังเกตเห็นว่าผู้พูดคือชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา แต่ลักษณะท่าทางดูเหมือนคนหมกมุ่นในกามารมณ์
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลินว่านชิงที่ถูกกักตัวไว้เคียงข้างเขา อีกทั้งยังถูกบังคับให้สวมชุดไว้ทุกข์
เฉินเฟิงใช้เวลาครุ่นคิดเพียงไม่นานก็ตระหนักได้ว่าชายผู้นี้ต้องเป็ตู้เทียนเต๋อ ลูกหลานอกตัญญูของเขาไม่ผิดแน่
"ข้าคือบรรพบุรุษของเ้า ข้ามาเยี่ยมลูกชายเป็ครั้งสุดท้าย อย่าบอกนะว่าลูกหลานอกตัญญูอย่างเ้ากล้าขัดขวางข้า"
เฉินเฟิงค่อยๆ ย่างกรายเข้าหาตู้เทียนเต๋ออย่างเนิบนาบ พร้อมปลดปล่อยพลังปราณอันทรงอำนาจและน่าเกรงขามเฉกเช่นตู้เยว่ยง
"แกเป็ใคร! กล้าดียังไงอ้างตนเป็บรรพบุรุษของข้า" ตู้เทียนเต๋อแผดเสียงคำรามอย่างดุดัน
"บรรพบุรุษของข้าคือตู้เยว่ยงเ้าพ่อแห่งโม๋ตูในยุคก่อน ในเมื่อวันนี้แกกล้าก่อกวนงานศพตระกูลตู้ งั้นก็ตายไปพร้อมกับเขาซะ!"
ลูกหลานคนอื่นๆ พากันตอบรับคำสั่งของผู้นำตระกูลรุ่นใหม่ผู้แข็งแกร่งที่สุดผู้นี้ พร้อมใจกันรุมล้อมจับกุมเฉินเฟิงตามคำบัญชาของตู้เทียนเต๋อ
ทั้งนี้ก็เพื่อยับยั้งไม่ให้เฉินเฟิงก่อกวนพิธีปิดโลง
การปิดโลงในครั้งนี้จำต้องกระทำในเวลาหลังจากตู้ช่านสิ้นลมหายใจครบเจ็ดวันพอดี ห้ามขาดห้ามเกิน
ไม่งั้นอาจเกิดเหตุอัปมงคลขึ้นได้
"ไอ้พวกลูกหลานอกตัญญู จงก้มกราบอยู่ตรงนั้น!"
เฉินเฟิงไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองแต่อย่างใด เพียงแต่้าแสดงความน่าเกรงขามให้เป็ที่ประจักษ์ เขาฟาดฝ่ามือออกไปเพียงครั้งเดียว รูปมือสะท้อนพลังหยวนบริสุทธิ์อันทรงพลังก็ปรากฏขึ้น กดให้เหล่าลูกหลานตระกูลตู้ที่กำลังจะลุกขึ้นมาจับกุมเขาต้องคุกเข่าลงไป
โชคยังดีที่เฉินเฟิงไม่ได้ใช้กำลังมากนัก ตู้เทียนเต๋อผู้มีระดับการต่อสู้อยู่ในอาณาจักรกลั่นลมปราณขั้นสี่จึงยังคงฝืนยืนได้ เขากัดฟันและพยายามเดินเข้าประชิดตัวเฉินเฟิง
"แกเป็ผู้ฝึกตนในระดับอาณาจักรกลั่นลมปราณขั้นห้างั้นเหรอ" ตู้เทียนเต๋อถามด้วยน้ำเสียงลอดไรฟัน
"ต่อให้แกเก่งกาจมาจากไหนก็ไม่มีสิทธิ์ก่อกวนงานศพท่านทวดข้า!"
เมื่อกล่าวจบ ตู้เทียนเต๋อก็กระโจนซัดหมัดเข้าใส่เฉินเฟิงอย่างดุดัน
การโจมตีของตู้เทียนเต๋อทำให้เฉินเฟิงสังเกตเห็นได้ในทันทีว่าพลังระดับอาณาจักรกลั่นลมปราณขั้นสี่ของเขามีแหล่งกำเนิดจากที่ไหน
"ที่แท้เ้าดูดกลืนพลังหยินเย็นเข้าร่างั้แ่อายุน้อย ถึงได้ฝึกวิชาจนถึงขั้นอาณาจักรกลั่นลมปราณขั้นสี่ได้ในยุคสิ้นธรรมนี้ ช่างน่าขายหน้า!
วันนี้ข้าผู้เป็บรรพบุรุษของเ้า จะลงมือกำจัดลูกหลานอกตัญญูที่กล้าลบหลู่ทวด! ดัชนีลั่นเซียน!"
ความอับอายปรากฏขึ้นบนใบหน้าเฉินเฟิงก่อนเขาจะดีดนิ้ว เพียงพริบตา ดาบเซียนทะลุผ่านหัวตู้เทียนเต๋อ
หลังจากสังหารตู้เทียนเต๋อด้วยพลังปราณในชั่วพริบตา เฉินเฟิงก็ใช้เคล็ดวิชาอสูรเทาเที่ยเขมือบโลกาเพื่อดูดซับเอาลมปราณที่เหลืออยู่ในร่างและอายุขัยอีกหลายสิบปีของเขาไป
สองวิชานี้ทำให้สมาชิกตระกูลตู้ที่เหลือต่างใจนขวัญผวา
พวกเขาทั้งหมดเงียบกริบ ก้มหน้าคุกเข่าอย่างว่าง่าย
ในตอนนี้ ตราจับกุมที่ตู้เทียนเต๋อใช้กับหลินว่านชิงก็สลายไปเพราะการตายของเขา
หลินว่านชิงจึงปัดฝุ่นกระดาษบนตัวออกแล้วเดินเข้าไปหาเฉินเฟิง
"ที่รัก ในที่สุดคุณก็มา ถ้าคุณมาช้ากว่านี้ ฉันคงถูกลูกหลานสารเลวลวนลามไปแล้ว"
แม้หลินว่านชิงยังไม่ได้รื้อฟื้นความทรงจำจากอดีตชาติ แต่เธอก็ยอมรับแล้วว่าตัวเองคือซูต๋าจี่และเมิ่งตงเสวียกลับชาติมาเกิด
ได้ยินดังนั้น เฉินเฟิงไม่ตอบอะไรเพียงถ่ายทอดอายุขัยหลายสิบปีจากตู้เทียนเต๋อให้หลินว่านชิง
แต่น่าเสียดายที่โรคร้ายในร่างของหลินว่านชิงทรงพลังมากกว่าฉู่ปี้ชิงเสียอีก อายุขัยนับสิบปีจึงไม่สามารถยืดเวลาการตายของเธอออกไปได้
อย่างไรก็ตาม เฉินเฟิงก็ได้ฟื้นคืนความทรงจำเกี่ยวกับอดีตชาติของหลินว่านชิงในชาติภพที่เป็เมิ่งตงเสวียให้เธอ แต่ยังไม่ได้ฟื้นคืนความทรงจำในชาติอื่นๆ ทั้งหมด
ส่วนพลังวิชาขั้นอาณาจักรกลั่นลมปราณขั้นสี่ของตู้เทียนเต๋อนั้น เมื่อเฉินเฟิงดูดซับมาแล้วก็ทำให้เขาเลื่อนขั้นไปถึงระดับสูงสุดของขอบเขตเหนือธรรมชาติขั้นหนึ่งเท่านั้น
ในยุคสิ้นธรรมเช่นนี้ การเลื่อนขั้นแต่ละขั้นนั้นยากเย็นแสนเข็ญยิ่งนัก
รูปร่างผอมโซที่ดูเหมือนคนหมกมุ่นในกามารมณ์ของตู้เทียนเต๋อ บ่งบอกว่าเขาคงดูดกลืนพลังหยินจากหญิงสาวอย่างน้อยหนึ่งร้อยคน ถึงจะมีพลังระดับขั้นอาณาจักรกลั่นลมปราณขั้นสี่ในยุคสิ้นธรรมเช่นนี้ได้
ทว่า แม้แต่อาณาจักรกลั่นลมปราณขั้นสี่ เมื่อถูกเฉินเฟิงดูดกลืนไปแล้วก็ทำให้เฉินเฟิงจากเลื่อนระดับจากขอบเขตเหนือธรรมชาติ่ต้นสู่ขอบเขตเหนือธรรมชาติ่ปลายเท่านั้น ยังไม่ทะลวงผ่านขอบเขตเหนือธรรมชาติขั้นสองด้วยซ้ำ
เฉินเฟิงมีชีวิตอยู่มานานถึงห้าพันปี ในกระแสน้ำแห่งประวัติศาสตร์อันยาวนาน ทุกชาติภพที่เขาเคยเกิดมาต่างทิ้งร่องรอยอยู่จนถึงทุกวันนี้ หลายชาติภพล้วนมีผู้สืบสกุลมากมาย
ดังนั้นเฉินเฟิงจึงไม่สนใจชีวิตลูกหลานอกตัญญูเพียงคนเดียวอย่างตู้เทียนเต๋อ
ในเมื่อตู้เทียนเต๋อคิดล่วงเกินหลินว่านชิงผู้เป็เมิ่งตงเสวียกลับชาติมาเกิด เช่นนั้นก็ขอให้อายุขัยที่เหลือของเขาทำประโยชน์ให้แก่เธอก็แล้วกัน!
"ข้าพลาดไปอย่างหนึ่ง ข้าคิดไม่ถึงว่าหลังจากลูกชายคนสุดท้องของข้าจากไป ตระกูลตู้จะไม่ยอมรับฐานะของข้า"
เฉินเฟิงยกมือขึ้นลูบใบหน้าเนียนสวยของหลินว่านชิง พลางกล่าวตำหนิตน
"ไม่เป็ไร ถ้าจะโทษก็ต้องโทษตัวฉันที่ด้อยฝีมือเอง คิดไม่ถึงว่าตู้เทียนเต๋อ ลูกหลานสายตรงของคุณจะอยู่ในระดับอาณาจักรกลั่นลมปราณขั้นสี่"
หลินว่านชิงรู้สึกราวกับว่าริ้วรอยบนใบหน้าของเธอหายไปเพราะวิชาลึกลับบางอย่างของเฉินเฟิง
ถึงแม้ชีวิตอีกหลายสิบปีของตู้เทียนเต๋อจะไม่สามารถยืดเวลาการตายของหลินว่านชิงได้ แต่ก็ทำให้เธอดูอ่อนเยาว์ลงมากทีเดียว
ในเมื่อความงามของผู้หญิงจะค่อยๆ ลดลงหลังจากอายุเกินยี่สิบห้า
"สมัยก่อนในแก๊งหลี่ก็มีคนที่มีความสามารถพิเศษอยู่ไม่น้อย ตู้เทียนเต๋อน่าจะเรียนวิชามาจากพวกนั้น ยังไงข้าเองก็ไม่เคยถ่ายทอดวิชาใดๆ ทิ้งไว้อยู่แล้ว"
เฉินเฟิงรู้สึกผิดหวังกับสภาพตระกูลตู้ในปัจจุบันเป็อย่างมาก ถึงกับปล่อยให้พวกสารเลวอย่างตู้เทียนเต๋อขึ้นมาเป็ผู้นำตระกูลรุ่นใหม่ได้เช่นนี้
หลังจากพูดจบ เฉินเฟิงหาตัวพ่อและปู่แท้ๆ ของตู้เทียนเต๋อท่ามกลางกลุ่มที่กำลังคุกเข่าก้มกราบจนเจอ
ปู่แท้ๆ ของตู้เทียนเต๋อนับเป็หลานชายเฉินเฟิงเมื่อครั้งที่เขายังเป็ตู้เยว่ยง เวลาช่างพัดผ่านไปอย่างรวดเร็ว เผลอเพียงชั่วครู่เวลาก็ไหลผ่านไปถึงหกสิบห้าปี
"เ้าคือตู้ว่างสินะ ข้าเคยอุ้มเ้าเมื่อครั้งที่เ้ายังเป็ทารก มาบัดนี้เ้ากลับกลายเป็ปู่คนไปแล้ว..."
เฉินเฟิงมองตู้ว่างผู้เป็ปู่แท้ๆ ของตู้เทียนเต๋อ ชายชราอายุราวๆ เจ็ดสิบในขณะที่พูดเสียงเบา
"ท่านคือ..."
ตู้ว่างเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาของเฉินเฟิงด้วยความไม่อยากเชื่อ สีหน้าเต็มไปด้วยคำถามมากมาย
"ดั่งคำพูดที่ว่า การไม่สั่งสอนลูกให้ดีคือความผิดของผู้เป็บิดา ตู้เทียนเต๋อพึ่งพาการดูดกลืนพลังหยินจนฝึกวิชาสำเร็จ สร้างความเดือดร้อนแก่สาวน้อยมากหน้าหลายตา
ในฐานะบรรพบุรุษ ข้าจำต้องจัดการแทน์ ข้าควรรักษาความยุติธรรมและลงโทษตามสมควร แต่ข้ากำลังคิดจะปลุกชีพลูกชายที่เพิ่งแก่ตายไป ดังนั้นต้องใช้สองชีวิตแลกหนึ่งชีวิต"
เฉินเฟิงไม่สนใจคำถามของตู้ว่าง แต่หันไปทางชายวัยกลางคนที่อยู่ข้างๆ
ชายวัยกลางคนผู้นี้มีอายุราวๆ ห้าสิบ เป็หัวหน้าตระกูลตู้คนปัจจุบัน และเป็พ่อแท้ๆ ของตู้เทียนเต๋อ
เฉินเฟิงพูดจบไม่รอช้าดีดนิ้วฆ่าพ่อแท้ๆ ของตู้เทียนเต๋อทิ้งในชั่วพริบตา
คราวนี้เฉินเฟิงถ่ายโอนอายุขัยอีกหลายสิบปีที่เหลือของพ่อตู้เทียนเต๋อเข้าร่างตู้ช่านที่อยู่ในโลงศพ
ในทันใดนั้น ร่างกายชราภาพของตู้ช่านในโลงแก้วใสดูอ่อนวัยลงราวๆ ยี่สิบปี
แต่ิญญาของตู้ช่านถูกยมทูตนำทางไปแล้ว วันนี้เป็วันที่เจ็ดพอดีซึ่งเขาจะสามารถมองย้อนกลับมายังโลกมนุษย์ได้จากหอคอยหวังเซียง [1]
ดังนั้น เฉินเฟิงจึงใช้พลังเต็มที่เพื่อปลดปล่อยพลังขั้นขอบเขตเหนือธรรมชาติขั้นหนึ่ง และปลดปล่อยปราณเซียนของกวงเฉิงจือ ปากพึมพำมนต์คาถา
"ข้ากวงเฉิงจือ ปรมาจารย์แห่งนิกายเซียนอัครฟ้า ขอยมทูตปลดปล่อยิญญาลูกชายข้าคืนสู่โลกมนุษย์เป็การแลกเปลี่ยนสองดวงิญญา
ข้าลงมือสังหารเหลนเชื้อสายของตน ขอนำเอาิญญาและอายุขัยอีกร้อยปีที่เหลือของพวกเขาทั้งสองแลกกับการให้ตู้ช่านกลับมามีชีวิตยี่สิบปี!"
ลมเย็นลึกลับก็พัดกระหน่ำขึ้นในห้องประดิษฐานศพตามมนต์คาถาของเฉินเฟิงอย่างกะทันหัน ยมทูตนำพาิญญาของตู้ช่านปรากฏกายขึ้นในห้องประดิษฐานศพ
กระนั้นก็ตาม ในบรรดาทุกคนทั้งหมดที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้ มีเพียงเฉินเฟิงเท่านั้นที่มองเห็นยมทูตได้
แม้แต่หลินว่านชิงที่มีระดับพลังสูงสุดแห่งขั้นอาณาจักรกลั่นลมปราณขั้นสอง ยังแค่ััได้ถึงกลิ่นอายความตายเย็นะเือันทรงพลังสองสายที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน แต่ตากลับมองไม่เห็นอะไรเลย
เชิงอรรถ
[1] หอคอยหวังเซียง แปลได้ว่า หอคอยแห่งการมองย้อนกลับ หรือ หอคอยแห่งการระลึกบ้านเกิด หวังเซียงไท่ เป็หอคอยในความเชื่อจีน เป็สถานที่ในยมโลกที่ิญญาผู้ตายจะได้โอกาสมองดูญาติพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์
