“นายน้อย!!”
ใบหน้าของเถี่ยหนูกลายเป็ซีดขาว มันมองดูสุกรคลั่งอสูรชาดด้วยสายตาอันหวาดหวั่น --- แม้แต่ยอดฝีมือแห่งด่านบรรพิญญาระดับปลายยังเผยแววตาหวาดหวั่นเช่นนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่มันกำลังประสบอยู่นี้น่าสะพรึงกลัวเพียงใด
ขณะที่มันคิดจะขยับตัวเข้าไปหาสิงลั่ว ก็เห็นสุกรคลั่งอสูรชาดชิงเคลื่อนไหวก่อน เพียงพริบตาเดียวก็พุ่งไปถึงข้างกายสิงลั่ว จากนั้นก็ใช้เท้ากระทืบเหยียบลงไปบนศีรษะทันที!!
“ปัง!”
พร้อมกับเสียงทุ้มหนัก ศีรษะสิงลั่วก็จมลงในพื้นดินไปครึ่งแถบ ยังดีที่มันเป็ถึงบรรพิญญาระดับต้นจึงยังไม่ถึงกับต้องหมดสติไป และแม้ว่ากะโหลกจะไม่แตกร้าว แต่ก็ถูกกระทืบจนเห็นดวงดาวระยิบระยับ ด้วยอาการาเ็ก่อนหน้าและครั้งนี้รวมกัน อาการของมันจึงนับว่าหนักหนาอยู่ไม่น้อย
“อย่าได้ทำร้ายเขา!” เถี่ยหนูร้องขึ้น แต่กลับไม่กล้าจะก้าวเท้าออกไปแม้แต่ครึ่งก้าว นั่นก็เพราะมันได้เห็นแววตาข่มขู่ที่สุกรคลั่งอสูรชาดส่งมาให้
“อสูริญญาระดับห้าขั้นปลาย... อสูริญญาระดับห้าขั้นปลายที่มีความนึกคิด! บัดซบ! ไฉนมันจึงแข็งแกร่งถึงเพียงนี้! หรือจะเป็อสูริญญากลายพันธุ์?!” เถี่ยหนูมองดูสุกรคลั่งอสูรชาดด้วยสายตาหวาดหวั่น ขณะเดียวกันในใจก็นึกหาหนทางช่วยเหลือนายน้อยอย่างเร่งร้อน --- สภาพเช่นนี้มันคงไม่มีปัญญาทำหน้าที่องครักษ์ได้อีก หากว่าสิงลั่วต้องาเ็พิการกลับไป มันคงไม่จำเป็ต้องกลับไปที่ตระกูลแล้ว ยังคงปลิดชีวิตตนเองเพื่อชดเชยความผิดเสียที่นี่จะดีกว่า
“……”
ไป๋หยุนเฟยมองดูสุกรคลั่งอสูรชาดที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่วาด้วยท่าทีตื่นตะลึง ยามนี้ในหัวของมันกลายเป็ปั่นป่วนสับสนราวกับมีสุกรตัวน้อยวิ่งวนอยู่ด้านในจนฝุ่นตลบ ไป๋หยุนเฟยยังไม่อาจทำใจเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น มันยังไม่อาจเชื่อต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่อึดใจที่แล้วได้ --- เพียงลงมือท่าสองท่า ก็ทำให้บรรพิญญาระดับปลายผู้หนึ่งาเ็ได้อย่างง่ายดาย!
ส่วนนายน้อยผู้เป็บรรพิญญาระดับต้นที่แสนโอหัง เมื่ออยู่ต่อหน้ามันแล้วกลับไม่อาจต้านรับหรือตอบโต้แม้แต่กระบวนท่าเดียว!
ไม่เพียงแต่ไป๋หยุนเฟยเท่านั้น ที่ด้านข้างยังมีเย่จือชิว ถังซินหยินและคนอื่นๆที่ปากอ้าตาค้างมองดูสุกรคลั่งอสูรชาดด้วยความตื่นตะลึง ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงชาวบ้านที่มุงดูอยู่ ทั้งหมดแสดงท่าทีราวกับพบพานภูตผี หรือบางคนก็เข้าใจว่าตนเองกำลังฝันไป
“พวกเ้า... พวกเ้าต้องให้ทำอย่างไรจึงจะยอมปล่อยนายน้อยข้า!”
เถี่ยหนูเห็นสุกรคลั่งอสูรชาดย่ำเท้าลงบนไหล่ของสิงลั่วทีละน้อย จากนั้นก็ได้ยินเสียงกระดูกแตกร้าวแว่วมาแ่เบา แต่แม้จะร้อนรุ่มกังวลเพียงใด มันก็ยังไม่กล้ากระทำการโดยวู่วาม สุดท้ายจึงเอ่ยปากถามต่อไป๋หยุนเฟยกับพวกด้วยน้ำเสียงทุ้มหนัก
เมื่อได้ยินคำพูดของฝ่ายตรงข้าม สายตาทุกคู่ก็หันมองมายังไป๋หยุนเฟยราวกับให้มันเป็คนตัดสินใจ
ขณะมองดูสิงลั่วซึ่งยามนี้ใบหน้าบิดเบี้ยวจมอยู่กับพื้นดิน โดยมีสุกรคลั่งอสูรชาดเหยียบย่ำอยู่เหนือร่าง พร้อมกับใช้พลังิญญากดทับไว้กับพื้น ไป๋หยุนเฟยก็ขมวดคิ้วครุ่นคิดว่าสมควรจะทำเช่นไรกับสถานการณ์ยามนี้ดี
ยามนั้นเอง ก็ได้ยินเสียงวุ่นวายดังมาจากผู้คนทางฝั่งขวา จากนั้นผู้ที่มุงดูอยู่ก็แหวกทางให้คนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา ผู้ที่นำหน้ามาก็คือซือหม่าตง ม่อเสี่ยวเซียนกับพวก จากนั้นชายวัยกลางคนที่ชื่อสือหลานก็เข้ามาถึงข้างกายซือหม่าตงก่อนจะกระซิบบอกเล่าเื่ราว
ที่ด้านหลังซือหม่าตง ยังมีคนผู้หนึ่งรูปร่างผอมสูงอายุราวสี่สิบเศษ เดิมทีสีหน้ามันเรียบเฉยนิ่งสงบ แต่เมื่อได้เห็นเถี่ยหนูและสุกรคลั่งอสูรชาดก็เผยแววตาตื่นตัวขึ้น จากนั้นจึงขยับเข้าใกล้ซือหม่าตงขณะเดียวกันใบหน้าก็แสดงท่าทีระวังป้องกัน
“พี่ไป๋ เกิดอะไรขึ้น?”
ซือหม่าตงกวาดตามองโดยรอบ หลังจากระงับความตระหนกลงได้ก็เดินเข้าไปหาไป๋หยุนเฟยก่อนจะเอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ฮ่า ฮ่า ไม่มีอะไร เพียงแค่ขัดแย้งกันเล็กน้อยเท่านั้น พี่ซือหม่าไม่ต้องกังวล” ไป๋หยุนเฟยตอบอย่างไม่นำพา แต่สายตายังคงจับจ้องที่เถี่ยหนูซึ่งอยู่ตรงหน้าไม่วางตา เนื่องเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะฉีกหน้าลงมืออย่างกะทันหัน
ขัดแย้งกันเล็กน้อย...
ซือหม่าตงมุมปากกระตุกเล็กน้อยจนแทบไม่อาจมองเห็น ในใจมันครุ่นคิดว่า ผู้ที่ถูกเหยียบจมดินอยู่ใต้เท้าอสูริญญานั้นเป็ถึงบรรพิญญาระดับต้น ที่ด้านนั้นผู้ที่ถูกพวกเ้าบีบคั้นจนไม่กล้าขยับเคลื่อนไหวก็เป็ถึงบรรพิญญาระดับปลาย นี่เ้าเรียกว่า‘ขัดแย้งกันเล็กน้อย’หรือ??
“สหาย ข้ามีนามว่าซือหม่าตง บิดาข้านามว่าซือหม่าเหวินซู ไม่ทราบว่าท่านคือ...” ซือหม่าตงหันไปทางเถี่ยหนูก่อนจะถามด้วยมารยาท
สถานการณ์ในยามนี้ แม้มันจะได้รับรายงานจากสือหลานแล้ว แต่อย่างน้อยก็ต้องทราบอย่างแน่ชัดก่อนว่าสองคนตรงหน้านี้เป็ใคร จากนั้นจึงค่อยครุ่นคิดว่าจะจัดการอย่างไรต่อไป
การปรากฏตัวของซือหม่าตงทำให้เถี่ยหนูผ่อนคลายลงจนถอนหายใจเฮือกใหญ่ มันประสานมือกล่าวว่า “คุณชายซือหม่า ผู้น้อยมาจากตระกูลสิงแห่งเมืองเหรินเฟิง มณฑลเป่ยหลิง ท่านนี้คือคุณชายรองแห่งตระกูลสิง นามว่าสิงลั่ว”
“ตระกูลสิงแห่งเป่ยหลิง?” ซือหม่าตงเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ จากนั้นก็ขมวดคิ้วครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนจะกล่าวว่า “เื่ราวเมื่อครู่ข้าได้ยินมาบ้างแล้ว แต่ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด ข้าคิดว่าทุกท่านคงไม่้าให้เหตุการณ์บานปลายไปกว่านี้ สหายของข้าเหล่านี้เป็ศิษย์สายในและสายตรงของสำนักช่างประดิษฐ์ หวังว่าครั้งนี้ตระกูลสิงจะเห็นแก่หน้าตระกูลซือหม่า ยอมยุติความขัดแย้งต่อกันเพียงเท่านี้ดีหรือไม่?”
“สำนักช่างประดิษฐ์!” เถี่ยหนูหน้าแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ยามนี้มันไม่มีแก่ใจจะคิดถึงเื่อื่น ความคิดเดียวของมันขณะนี้ก็คือช่วยเหลือนายน้อยออกมาโดยเร็วที่สุด เถี่ยหนูจึงกล่าวด้วยท่าทีจริงจังว่า “ถ้าเช่นนั้นก็ขอให้สหายของคุณชายซือหม่าได้โปรดปล่อยนายน้อยของข้าด้วย แล้วพวกข้าจะจากไปในทันที”
ซือหม่าตงจึงหันไปยังไป๋หยุนเฟยก่อนจะกล่าวว่า “พี่ไป๋ ถือว่าเห็นแก่หน้าข้า ครั้งนี้ก็เลิกรากันเพียงเท่านี้ ท่านเห็นว่าอย่างไร?”
เมื่อมีซือหม่าตงออกหน้าไกล่เกลี่ย ไป๋หยุนเฟยก็คร้านจะต่อความอีก หลังจากมองดูสิงลั่วที่นอนอยู่กับพื้นในใจก็คิดว่ามันได้รับโทษไม่น้อยแล้ว ไม่จำเป็ต้องถือสาหาความอีก ไป๋หยุนเฟยจึงพยักหน้าเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “คนผู้นี้เสียมารยาทก่อน แต่ในเมื่อได้รับการสั่งสอนแล้ว ก็พอเท่านี้เถอะ”
กล่าวจบก็หันไปทางหวงฝู่รุ่ยที่อยู่ด้านข้าง จากนั้นจึงยิ้มพลางกล่าวว่า “โดราเอมอนน้อย เ้าชมการต่อสู้พอแล้ว เรียกมันกลับมาเถอะ”
“อ้อ...” หวงฝู่รุ่ยพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง จากนั้นจึงร้องเรียก “เสี่ยวโหรวโหรว กลับมาเถอะ ไม่ต้องสั่งสอนเ้าคนเลวนั้นอีก ข้าหายโกรธแล้ว!”
ก่อนหน้านี้ใบหน้านางดูว่างเปล่าเฉยชาจึงคิดว่านางไม่เข้าใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ที่ไหนได้นางกลับทราบอย่างกระจ่างว่าสุกรคลั่งอสูรชาดกำลังสั่งสอนสิงลั่วให้แก่ตนเองอยู่!
ไม่ว่าจะเป็ยามที่ซือหม่าตงปรากฏตัวหรือก่อนหน้านี้ สุกรคลั่งอสูรชาดกลับไม่มีทีท่าว่าจะแยแสต่อผู้คนที่อยู่รอบบริเวณแม้แต่น้อย แต่ยามนี้จู่ๆมันก็ชะงักนิ่งพร้อมกับเงยหน้าขึ้นส่งสายตาไปยังเถี่ยหนูอีกครั้ง จากนั้นก็ถีบเท้าพุ่งตัวกลับไปหาหวงฝู่รุ่ยทันที ในยามที่อยู่กลางอากาศยังไม่ทันลงถึงพื้นก็คืนสภาพกลายเป็สุกรน้อยสีขาวดังเดิม สุดท้ายก็ไปคลอเคลียอยู่ที่ข้างเท้าของหวงฝู่รุ่ย
เถี่ยหนูเองก็พุ่งเข้าหาสิงลั่ว โดยที่สายตายังคงระวังภัยจากพวกไป๋หยุนเฟย หลังจากคุกเข่าลงตรวจดูอาการของสิ่งลั่ว ก็พบว่านายน้อยของตนหมดสติไปั้แ่ถูกสุกรคลั่งอสูรชาดเหยียบย่ำเมื่อครู่ แขนขวาทั้งท่อนของสิงลั่วบิดเบี้ยวผิดรูปจากกระดูกที่แตกหัก เกรงว่ารักษาอีกร้อยวันก็ยังไม่อาจหายเป็ปกติ แต่โชคยังดีที่ไม่ถึงขั้นพิการหรือเสียชีวิต
สีหน้าเถี่ยหนูแปรเปลี่ยนไม่หยุดยั้ง สุดท้ายจึงกัดฟันกล่าวว่า “ขอบคุณคุณชายซือหม่า ผู้น้อยขออำลา!!”
ไม่มีการกล่าวฝากเช่นว่า‘ข้าจดจำเอาไว้แล้ว ตระกูลสิงจะไม่ยอมหยุดเพียงเท่านี้’แม้แต่น้อย เถี่ยหนูรีบแบกสิงลั่วจากไปทันที ส่วนหญิงสาวข้างกายสิงลั่วซึ่งนั่งตัวแข็งทื่ออยู่กับพื้น ยามนี้จึงค่อยเรียกสติกลับคืนมา หลังจากประคองร่างลุกขึ้นยืนด้วยสองขาที่สั่นเทาก็เดินตามไปโดยไม่หันกลับมามอง สุดท้ายทั้งสามก็กลืนหายไปในฝูงชน
กระทั่งััถึงพลังของเถี่ยหนูไม่ได้อีก ไป๋หยุนเฟยจึงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก แม้เมื่อครู่ภายนอกจะนิ่งสงบ แต่ในใจมันกลับเขม็งตึงเครียด อีกฝ่ายเป็ถึงยอดฝีมือแห่งด่านบรรพิญญาระดับปลาย! หากว่าต้องลงมือต่อสู้กันขึ้นมา มันไม่ได้คิดถึงว่าจะสู้แล้วชนะหรือไม่ แต่เกรงว่าฝ่ายตนจะพลาดท่าถูกทำร้ายขึ้นมา นั่นเป็สิ่งที่ไป๋หยุนเฟยไม่้าเห็นมากที่สุด
แต่ว่า... วันนี้นับว่ามันได้เปิดหูเปิดตารับทราบถึงพลังที่แท้จริงของสุกรคลั่งอสูรชาดแล้ว ดูท่าสิ่งที่ศิษย์พี่ใหญ่ซ่งหลินเคยกล่าวเอาไว้ก่อนหน้านี้ จะไม่ใช่เื่แปลกปลอมจริงๆ!
“พี่ไป๋ ท่านไม่เป็ไรกระมัง?”
เสียงซือหม่าตงดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของไป๋หยุนเฟย มันจึงส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะยิ้มพลางกล่าวว่า “พวกข้าไม่เป็ไร แต่ครั้งนี้กลับทำให้พี่ซือหม่าต้องลำบากแล้ว”
“อย่าได้กล่าวเช่นนี้ พวกท่านมาท่องเที่ยวที่เมืองชีเหยียน และก็เป็ข้าที่เชิญพวกท่านมาชมเทศกาลโคมไฟจนเกิดการขัดแย้งขึ้น นี่เป็เพราะข้าดูแลบกพร่อง ยังดีที่ทุกท่านไม่มีใครได้รับอันตราย ไม่เช่นนั้นหากบิดาทราบเื่ คงไม่ปล่อยปละละเว้นข้าแน่ ฮ่า ฮ่า...”
ไป๋หยุนเฟยมองดูสือหลานที่ยืนอยู่ด้านหลังซือหม่าตงจากนั้นจึงถามด้วยความสงสัย “เทศกาลโคมไฟนี้...”
ซือหม่าตงพยักหน้ากล่าวว่า “เป็ที่ขายหน้าต่อพี่ไป๋แล้ว งานเทศกาลโคมไฟนี้ข้าจัดขึ้นเพราะนึกสนุก หวังว่าชาวบ้านกับผู้ที่มาท่องเที่ยวจะได้สนุกสนานกันเท่านั้น...”
ที่แท้ก็เป็อย่างนี้เอง คิดไม่ถึงว่าซือหม่าตงจะมีอารมณ์สุนทรีถึงเพียงนี้
ไป๋หยุนเฟยใคร่ครวญชั่วครู่จึงเอ่ยถาม “จริงสิ พี่ซือหม่า เมื่อครู่คนผู้นั้นบอกว่ามาจากตระกูลสิงแห่งเมืองเหรินเฟิง มณฑลเป่ยหลิง...”
“ฮ่า ฮ่า พี่ไป๋ไม่ต้องกังวลใจ หลังจากนี้คิดว่าคงไม่มีเื่อันใดอีก” ซือหม่าตงทราบว่ามันคิดจะถามเื่ใด จึงชิงกล่าวว่า “มณฑลเป่ยหลิงเป็มณฑลเล็กๆทางภาคเหนือของอาณาจักร ตระกูลสิงแห่งเมืองเหรินเฟิงเป็ตระกูลอันดับหนึ่งของมณฑลเป่ยหลิง แต่กระนั้นอทธิพลของพวกมันก็จำกัดอยู่แต่ในเป่ยหลิงเท่านั้น หากจะเทียบกับทั้งแผ่นดินแล้ว อิทธิพลของตระกูลสิงก็เทียบได้แค่ตระกูลระดับกลางเท่านั้น แม้ในเป่ยหลิงจะถือว่าทรงอิทธิพล แต่หากเปรียบกับสำนักช่างประดิษฐ์แล้ว พวกมันยังไม่กล้าที่จะท้าทายอำนาจ”
“ตระกูลใหญ่อันดับหนึ่งแห่งเป่ยหลิงหรือ...”
ไป๋หยุนเฟยพยักหน้าเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ถามต่อ แต่จู่ๆมันก็นึกถึงเื่หนึ่งขึ้นได้ จึงกล่าวต่อซือหม่าตงว่า “จริงสิ พี่ซือหม่า ข้ามีบางเื่อยากหารือกับท่าน...”
