หลังมื้ออาหารค่ำ เสิ่นม่านขังตนเองอยู่ในครัวและเริ่มค้นคว้าสูตรคอเป็ดตุ๋น
อันที่จริงก็ไม่ได้มีอะไรน่าค้นคว้า ชาติที่แล้วเสิ่นม่านชอบวิจัยค้นคว้าอาหารเลิศรสทั่วโลก ลำพังเคล็ดลับการตุ๋นที่แสนอร่อย ในระบบของนางก็มีเก็บสะสมไว้เป็ร้อยวิธีไม่ซ้ำ ทั้งยังมีสูตรที่คิดค้นด้วยตนเองอีกไม่น้อย
เสิ่นม่านเลือกสูตรการตุ๋นที่รสชาติเหมาะกับคนส่วนใหญ่ จากนั้นทำการดัดแปลงเล็กน้อย ใช้เวลาอีกสองชั่วยามก็ได้เป็ดที่ทั้งเผ็ดและหอม
เป็ดยังไม่ทันออกจากหม้อ กลิ่นหอมก็หลอกล่อแมลงหิวโหยที่หลับอยู่ออกมา
เด็กน้อยสามคนเปิดประตูครัวก่อนเป็อันดับแรก ทั้งสามพุ่งเข้ามาดมเฮือกใหญ่พร้อมกับร้องอย่างตื่นเต้น
“ท่านอา! ท่านทำของอร่อยอะไรหรือ! ช่างหอมยิ่งนัก!”
“ท่านแม่! ข้าหลับไปแล้ว แต่กลับถูกกลิ่นอาหารที่น่าอร่อยของท่านปลุกจนตื่น”
เสิ่นม่านหลุดขำ “ข้ายังไม่ได้ส่งเสียงอะไรเลย จะปลุกพวกเ้าได้อย่างไร”
ต้าเป่าชี้ไปที่หม้อและเอ่ยด้วยท่าทางจริงจัง “กลิ่นหอมของมันลอยออกมา บอกว่า ‘รีบกินข้าสิๆ’ ด้วยล่ะ ข้ากินในฝันอย่างเอร็ดอร่อยเลย”
“ฮ่าๆ”
ด้านนอกมีเสียงหัวเราะของผู้ชาย เสิ่นม่านเงยหน้าขึ้นเห็นหนิงโม่ยืนอยู่ตรงประตู เขาใช้ขาข้างที่พันผ้าถีบเยี่ยนชีเข้าครัว
คนบางคนเอามือไพล่หลังพูดปดโดยที่หน้าไม่แดงด้วยซ้ำ “เยี่ยนชี เ้าหลบอยู่หลังประตูทำลับๆ ล่อๆ อะไรกัน?”
เยี่ยนชีนวดสะโพกที่ถูกถีบเมื่อครู่อย่างไร้เดียงสา “ท่านไม่ใช่หรือที่…” กระชากข้าให้ลุกขึ้นมา?
คำพูดต่อจากนั้นยังไม่ทันได้กล่าว ก็ถูกสายตาพิฆาตของใครบางคนสยบเสียก่อน… ก็ได้ เ้านาย ไม่ใช่ท่านที่อยากกิน คนที่ตื่นมากลางดึกและคลานลงจากเตียงเมื่อครู่คือข้าเอง
เขาพุ่งตรงเข้าไปหาหม้อใบสีดำ “ข้าเองๆ ข้าน้ำลายสอเอง ข้าสมควรตาย… จะว่าไปแล้ว แม่นางเสิ่น ดึกดื่นค่อนคืนเ้าทำอะไรอยู่หรือ?”
เสิ่นม่านตอบ ในมือถือกระบวย “อ้อ ข้าตั้งใจว่าจะเปิดร้านขายอาหารตุ๋นข้างๆ ร้านเต้าฮวย ดังนั้นคืนนี้จึงลองทำพวกเป็ดตุ๋น เดิมทีคิดว่าวันรุ่งขึ้นรอพวกเ้าตื่นค่อยมาชิม แต่ในเมื่อทุกคนตื่นแล้วก็มากินมื้อดึกกันดีกว่า”
อาหารมื้อดึกเต็มโต๊ะ มีทั้งเท้าเป็ด กึ๋นเป็ด หัวเป็ด คอเป็ด แล้วก็น่องเป็ดกับปีกเป็ดที่ร้อนกรุ่น เสิ่นม่านยังตั้งใจทำเต้าหู้เนื้อแน่นตุ๋น แต่ละจานสีแดงมันวาวเป็ประกาย สีสันสวยงามยิ่งนัก อีกทั้งกลิ่นหอมยังเตะจมูก
ทั้งหมดกลืนน้ำลายอย่างอดไม่ไหว ต่างพากันยื่นมือไปหยิบเป็ดตุ๋นมากิน
ทันทีที่เข้าปาก กลิ่นหอมและรสเผ็ดชาพุ่งตรงขึ้นสมอง คนทั้งหมดอดไม่ได้ที่จะสูดหายใจด้วยความทึ่ง
“ว้าว! ทั้งเผ็ดทั้งหอม! อร่อยยิ่งนัก!”
หนิงโม่เห็นพวกเขาใช้มือหยิบกินก็เลิกสนใจบุคลิกคุณชายอันสูงส่งของตน จากนั้นยื่นมือไปจะหยิบบ้าง แต่กลับถูกเสิ่นม่านตบกลับไป
เขาเลิกเปลือกตาขึ้นมองใบหน้าจริงจังขึงขังของเสิ่นม่าน
“เ้ากินไม่ได้ มื้อดึกคืนนี้ข้าใส่พริกเก๊กฮวยสะท้าน [1] ข้ากลัวเ้ารับไม่ไหว” เนื่องจากประสาทการรับรู้ของหนิงโม่นั้นดีกว่าคนทั่วไปหลายเท่า สิ่งที่คนทั่วไปรู้สึกว่าเผ็ดมาก เกรงว่าเ้าหมอนี่คงถึงขั้นรับไม่ไหว
ทว่า คนบางคนได้ยินดังนั้นก็ชักสีหน้า พร้อมเอ่ยเสียงดุดัน “อะไรกัน? เ้าดูถูกข้าหรือ?”
ก็แค่พริกเก๊กฮวยสะท้าน กระทั่งเด็กยังกินได้ ทำไมเขาจะกินไม่ได้? แค่พริกเก๊กฮวยสะท้านจะเผ็ดได้ขนาดไหนกันเชียว? นอกจากนี้ อาการของเขาดีขึ้นมากแล้วไม่ใช่หรือ? ก่อนหน้านี้กินพริกก็ไม่เห็นจะเป็ไร
เสิ่นม่านเตือนเขาด้วยความหวังดี “เหลือเกินจริงๆ เ้าจะต้องเสียใจภายหลังแน่”
น่าขำสิ้นดี! เขาเคยเสียใจภายหลังที่ไหนกัน? เมื่อคิดเช่นนี้ เขาก็สั่งเยี่ยนชีคีบน่องเป็ดให้เขาหนึ่งอัน
เยี่ยนชีทำตาม หลังจากวางใส่ถ้วยของเขา ตนก็คีบหัวเป็ดมาแทะต่อ
โอ้ รสเลิศ สะใจนัก!
หนิงโม่กัดน่องเป็ดไปหนึ่งคำ ค่อยๆ เคี้ยวและกลืน จากนั้นหน้าก็แดงก่ำ ไม่เพียงหน้าแดง กระทั่งลำคอกับร่างกายก็แดงไปด้วย
เสิ่นม่านเตือนด้วยความหวังดี “กินเผ็ดไม่ได้ก็ช่างเถิด ทุกคนไม่หัวเราะเยาะเ้าสักหน่อย”
หึ ข้าว่าเ้ากำลังดูถูกข้ามากกว่า! หนิงโม่คีบน่องเป็มากินจนหมดเกลี้ยง วันนี้แม้จะกินจนไส้ทะลุก็ต้องให้์รับรู้ว่า เขาไม่มีทางยอมแพ้!
พอกินเสร็จเขาก็กรอกน้ำตามไปสองถ้วยโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยน ส่วนริมฝีปากนั้นแดงเจ่อไปแล้ว ทว่ายังคงแสดงท่าทีว่าตนเก่งกาจผ่านสีหน้าออกมาเล็กน้อย
“ก็ไม่เห็นจะสักเท่าไร หึ! พริกเก๊กฮวยสะท้าน? สะท้านอะไรกัน? นายน้อยอย่างข้ายังไม่ทันรู้รสเลยด้วยซ้ำ!”
เยี่ยนชีใกับริมฝีปากที่บวมแดงของเขา จนเผลอทำหัวเป็ดที่กำลังแทะได้ครึ่งหนึ่งหล่นลงพื้น
“เ้า… เสี่ยวหนิง ปาก… ปากของเ้า?”
หนิงโม่ลุกขึ้นช้าๆ โดยที่สีหน้ายังคงเดิม “ข้าอิ่มแล้ว”
เสิ่นม่านจ้องปากแดงเจ่อของเขาและแอบถอนหายใจ “บุรุษหนอ ชื่อของเ้าคือดื้อรั้น”
บุรุษนามว่าดื้อรั้นกลับไปแล้ว เสิ่นม่านบอกเยี่ยนชีด้วยท่าทีหนักอกหนักใจ “เตรียมกระดาษในห้องน้ำให้เยอะหน่อย ข้าเกรงว่าเขาคงไม่รอดพ้นคืนนี้”
กระเพาะอักเสบครั้งนี้คงหนีไม่พ้นแน่ เพียงแต่เวลาถ่ายอาจจะทุกข์ทรมานสักหน่อย
ทุกคนตกตะลึง มองเป็ดตุ๋นเผ็ดชาในมือพลันกลืนน้ำลาย “…”
น่ากลัวจริงๆ น่ากลัวจนเผลอแทะคอเป็ดไปอีกสองอัน
เป็ดตุ๋นทั้งอร่อยและน่าตื่นตาตื่นใจ เพียงแต่สองวันนี้ทุกคนยามก้าวเดินมีท่าทางแปลกประหลาดไปสักหน่อย
เสิ่นม่านมองพวกเขาที่ออกจากเข้าห้องน้ำและนั่งไม่สบาย นางคิดในใจว่าพริกจอมมารที่เหลือในระบบยังเก็บไว้อย่างดี ไม่ได้หมดอายุ
พริกเก๊กฮวยสะท้าน สมคำร่ำลือ!
เหลือเมล็ดไว้เพาะพันธุ์สักหน่อยดีกว่า จะได้ไม่กินจนหมดเกลี้ยง ไม่อย่างนั้นต่อไปเกรงว่าคงต้องไปหาซื้อไกลถึงเทียนจู๋ [2]
วันที่ยี่สิบแปดเดือนหนึ่ง ฤกษ์งามยามดี ร้านเต้าฮวยของเสิ่นม่านเปิดกิจการ! ขณะเดียวกัน ข้างป้ายร้านเต้าฮวยยังมีป้ายที่คลุมด้วยผ้าสีแดงอีกหนึ่งแผ่นแขวนไว้
ร้านเต้าฮวยจัดโต๊ะเก้าอี้ไว้สิบกว่าชุด แต่ก็ยังไม่พอนั่ง
เหล่าเกิงกับพนักงานอีกหนึ่งคนช่วยกันเคี่ยวเต้าฮวยอยู่ตรงแท่นที่เสิ่นม่านตั้งใจทำไว้ด้านหลัง ส่วนพวกพ้องคนอื่นก็ช่วยยกไปให้ลูกค้า ยังมีน้ำแกงบ๊วยเปรี้ยวหวานกับของว่างไว้ให้ทุกคนได้ลิ้มชิมโดยไม่ต้องจ่ายเงินอีกด้วย
ไม่เพียงร้านเต้าฮวย ร้านเป็ดตุ๋นข้างกันก็ส่งกลิ่นหอมไปไกลหลายลี้ มีนักกินไม่น้อยที่ตามกลิ่นมา พอมาถึงก็ได้เห็นชั้นวางที่สั่งทำพิเศษ บนชั้นจัดวางถาดไว้สิบกว่าอัน อาหารที่วางไว้ก็มีทั้งเป็ดตุ๋นสีแดงฉ่ำวาวน่ากิน และอาหารมังสวิรัติต่างๆ
อาหารทั้งหมดรวมกันแล้วมีมากกว่ายี่สิบชนิด ล้วนจัดวางให้เห็นอยู่บนชั้น ทั้งยังระบุราคาชัดเจน ประเภทเนื้อราคาชั่งละห้าสิบอีแปะ ส่วนมังสวิรัติชั่งละสิบห้าอีแปะ
แค่เห็นก็ทำให้คนมองน้ำลายสอจนแทบจะท่วมร้าน ทั้งที่ร้านค้าเพิ่งจะเริ่มเปิดกิจการ แต่ลูกค้าด้านนอกเบียดกันจนร้านแทบะเิอยู่รอมร่อ
แขกที่มาร่วมแสดงความยินดีก็มีมากมาย รวมถึงจางหงเหวินกับภรรยา รวมทั้งลูกของพวกเขาที่ชื่ออวิ๋นเอ๋อร์ก็มามอบของขวัญแสดงความยินดีด้วย
เสิ่นม่านเชิญพวกเขาไปที่ห้องด้านหลังและจัดของว่างมารับรอง ผลไม้แห้งและเป็ดตุ๋น แล้วให้พวกเขารอที่นั่นก่อน
ครั้นแล้วก็มีโจวฉี่เซียนที่มาเองโดยไม่ได้รับเชิญ พอเขามาถึงก็ยื่นห่อของขวัญให้เสิ่นม่าน จากนั้นสูดลมหายใจลึกและเอ่ยอย่างหิวโหย
“แม่ครัวน้อย ไม่ได้ชิมรสมือเ้ามานานสักพัก ข้ารู้สึกว่ากินอะไรก็ไร้รสชาติไปหมด”
เสิ่นม่านหัวเราะ “ดังนั้นข้าจึงเปิดกิจการตอนปลายเดือนอย่างไรเล่า ร้านเป็ดตุ๋นข้างๆ ก็คือร้านของข้าเช่นกัน รู้ว่าท่านจะมา ข้าจึงตั้งใจเตรียมสุราชั้นดีไว้ สนใจไปดื่มที่เรือนด้านหลังสักสองจอกหรือไม่?”
โจวฉี่เซียนตาเป็ประกาย “ผู้รู้ใจข้า หนีไม่พ้นม่านเหนียง”
พูดจบก็สาวเท้าไปเรือนด้านหลัง ทว่าเสิ่นม่านเรียกเขาไว้
“เอ๋? ใจร้อนอะไรกัน? หากตอนนี้ท่านเรียกข้าว่าสาวงามให้ข้ามีความสุขสักหน่อย ข้าจะเลี้ยงอาหารโดยไม่คิดเงินเป็เวลาหนึ่งเดือน!”
จู่ๆ โจวฉี่เซียนก็ทำหูหนวกและยกนิ้วโป้งให้นาง “อะไรนะ? ข้าแก่แล้วหูไม่ค่อยดี ได้ยินเพียงเ้าบอกว่าจะเลี้ยงอาหารข้าโดยไม่คิดเงินหนึ่งเดือนหรือ? ม่านเหนียง เ้าช่างเป็คนดีเหลือเกิน!”
เสิ่นม่าน: ให้ตายสิ คนเ้าเล่ห์! ร้ายนักนะ
เมื่อใกล้ถึงฤกษ์งามยามดี นายอำเภอจางหงอี้ก็มาถึง วันนี้เขามีเื่ต้องจัดการไม่น้อย จึงเจียดเวลามาได้เพียงครู่เดียว เพื่อตัดผ้าแดงเปิดร้านของเสิ่นม่าน
เสิ่นม่านเตรียมกรรไกรและผ้าแดงยื่นใส่มือของจางหงอี้ เขาหยิบกรรไกรมาตัดฉับ ผ้าแดงสองผืนร่วงลงพื้น เผยให้แผ่นป้ายร้านสีดำสลักตัวอักษรสีทอง
ป้ายนั้นแสนธรรมดา นามว่า ‘เต้าฮวยสกุลเสิ่น’
ส่วนป้ายอีกแผ่นหนึ่งระบุอักษรตัวใหญ่ไว้ ‘เป็ดดำเสิ่น!’
-----
เชิงอรรถ
[1] พริกเก๊กฮวยสะท้าน 菊花开辣椒 ในภาษาจีนคำว่าเก๊กฮวย คือคำสแลงแปลว่า รูทวาร จึงเป็ที่มาของคำว่า พริกเก๊กฮวยสะท้าน ที่นางเอกตั้งขึ้นมาเอง
[2] เทียนจู๋ หมายถึงอาณาจักรทางตะวันตกของจีน ปัจจุบันเป็ดินแดนของประเทศอินเดียและเปอร์เซีย
