การย้อมผ้านั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการคุมอุณหภูมิ หลังจากหย่อนผ้าลงในน้ำเดือดครั้งแรกแล้ว ห้ามเติมฟืนเพิ่มทันที แต่ต้องเลี้ยงอุณหภูมิน้ำให้คงที่ราวหกสิบองศาเซลเซียส และเพื่อให้สีติดสม่ำเสมอทั่วทั้งผืน ต้องใช้ไม้คนกดผ้าให้จมน้ำ พลิกไปมาตลอดเวลาอย่างไม่หยุดพัก... ใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมง
ตอนนี้... ผ้าดิบสีขาวหม่นได้แปรสภาพเป็สีแดงสดเจิดจ้า แต่ถังหว่านรู้ดีว่าแค่นี้ยังไม่พอ ถ้าอยากให้งานออกมาเนี้ยบ ขั้นตอนสุดท้ายคือการ ‘ล็อกสี’ ให้ติดทน
เธอโรยสารส้มและเกลือเม็ดใหญ่ลงไปในหม้อ...
ว่าด้วยเื่ ‘เกลือ’ ชาวบ้านแถบนี้แบ่งออกเป็สองประเภท คือ ‘เกลือเม็ดใหญ่’ จากทะเล ซึ่งราคาถูก คุณภาพต่ำ มักใช้ดองผัก กับ ‘เกลือเม็ดเล็ก’ จากดินเค็ม ที่ผ่านกรรมวิธีต้มและสกัดสารไนเตรต ราคาแพงระยับ มีแต่เศรษฐีหรือผู้มีอันจะกินถึงจะมีวาสนาได้ลิ้มรส
ตระกูลถังนั้นอยู่กึ่งกลาง... กินเกลือผสมระหว่างเกลือเม็ดใหญ่กับเกลือเม็ดเล็กอย่างละครึ่ง
หลังจากแช่ผ้าเพื่อล็อกสีจนได้ที่... ขั้นตอนการย้อมผ้าก็เป็อันเสร็จสมบูรณ์
น้ำย้อมในหม้อที่เคยแดงฉานเริ่มจางลง ถังหว่านทำได้แค่ผืนเดียวในบ่ายวันนี้ เธอไม่กล้าชักช้า รีบเทน้ำทิ้งทำลายหลักฐาน แล้วนำผ้าไปตากซ่อนไว้ในที่ลับตา ก่อนจะสวมิญญาแม่ศรีเรือนรีบไปทำกับข้าว
ข้อดีของการเป็แม่ครัวคือ... อย่างน้อยก็ไม่มีใครรู้ว่าเธอแอบซ่อน ‘ไข่นกกระทาต้ม’ ไว้กินเอง
...
รุ่งเช้า...
ถังหว่านแต่งตัวเรียบร้อย ยัดผ้าแดงที่พับเป็ระเบียบซ่อนไว้ในอกเสื้อ แล้วแอบย่องไปที่บ้านเลขาธิการหมู่บ้าน
แม้ครอบครัวเลขาธิการหมู่บ้านจะมีอาชีพทำนาเหมือนคนอื่น แต่บ้านของพวกเขากลับโดดเด่นสะดุดตา ท่ามกลางบ้านดินโคลนสีเหลือง บ้านอิฐแดงมุงกระเื้ันี้ตั้งตระหง่านท้าทายสายตาชาวบ้าน ใครจะเชื่อว่าเื้ัความโอ่อ่านี้ไม่มีอะไรซ่อนอยู่?
ลานบ้านสะอาดสะอ้าน พวงพริกแห้งสีแดงสดแขวนประดับใต้ชายคาดูมีชีวิตชีวา
‘จูเฉียวจือ’ ภรรยาเลขาธิการหมู่บ้านกำลังนั่งซักผ้าอยู่ในลาน เมื่อเห็นถังหว่านเดินด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าประตู แม้จะแปลกใจ แต่ด้วยความที่เป็คนฉลาดวางตัว เธอจึงยิ้มต้อนรับและเชิญแขกแปลกหน้าเข้าบ้าน
จูเฉียวจือยกเก้าอี้ให้เด็กสาวนั่ง พลางเช็ดมือที่เปียกชื้นกับผ้ากันเปื้อน แล้วเอ่ยถามจุดประสงค์อย่างเป็กันเอง
“มีธุระอะไรหรือจ๊ะหนูหว่าน?”
ถังหว่านรู้ว่ากับคนฉลาดต้องพูดจาตรงไปตรงมา
“น้าหญิงคะ... ฉันไม่กลัวน้าจะหัวเราะเยาะหรอกนะ ครั้งนี้ฉันมาเพราะหมดหนทางจริงๆ ย่าของฉันไม่อยากควักเนื้อจ่ายเงินสองร้อยหยวนให้ตระกูลจู ก็เลยวางแผนจะจับฉันคลุมถุงชนแต่งงานกับ ‘จางซื่อ’ คนขาเป๋ท้ายหมู่บ้าน แลกกับค่าสินสอดห้าร้อยหยวน แล้วเอาเงินส่วนต่างไปจ่ายค่าทำขวัญนั่นแหละค่ะ”
จูเฉียวจือขมวดคิ้ว แสร้งทำเสียงใ “ตายจริง มีเื่แบบนี้ด้วยหรือ?”
แต่ในใจกลับเชื่อสนิท ตระกูลถังจนกรอบขนาดนั้นจะไปหาเงินสองร้อยหยวนมาจากไหน? วิธีขายหลานสาวกินนี่แหละสมกับสันดานพวกมันที่สุด
เธอทำทีเป็ปลอบใจ “อย่าเพิ่งคิดมากไปเลยหนูหว่าน... ตานั่นถึงจะขาเป๋อายุเยอะ แต่ก็น่าจะรักเมีย อีกอย่าง เื่ยังไม่ถึงไหนเลยไม่ใช่เหรอ?”
ถังหว่านแค่นยิ้มขมขื่น “น้าหญิงคะ... เกิดมาในตระกูลถัง ฉันทำใจยอมรับชะตากรรมนานแล้ว แต่มีเื่หนึ่งที่ฉันอดห่วงไม่ได้... ถ้าฉันแต่งกับจางซื่อ ฉันอาจจะพ้นทุกข์ แต่ชาวบ้านร้านตลาดเขารู้กันทั่วว่าฉันแต่งงานเพื่ออะไร... ก็เพื่อเงินค่าสินสอดที่เอามาใช้หนี้ตระกูลจูนั่นแหละ”
เธอเว้นจังหวะ เหลือบตามองอีกฝ่าย “...และเงินหนี้ก้อนนั้นเกิดจากอะไร น้าหญิงย่อมรู้ดีที่สุด ถึงเวลานั้น... ปากชาวบ้านยาวกว่าปากกา แม่ของฉันคงโพทะนาไปทั่ว ถ้ามีคนไม่หวังดีฉวยโอกาสนี้ ลากท่านลุงเลขาธิการลงมาเปื้อนโคลนด้วย หาว่าท่านใช้อำนาจกดขี่ขูดรีดชาวบ้านจนต้องขายลูกกิน... ใจคนยากแท้หยั่งถึงนะคะ สุดท้ายต่อให้บ้านน้าหญิงไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ขี้ปากคนมันฆ่าคนได้นะคะ”
รอยยิ้มบนหน้าจูเฉียวจือแข็งค้าง เธอผุดลุกขึ้นยืน ั์ตาฉายแวววาวโรจน์ “นี่แกกำลังขู่ฉันเรอะ”
แต่สมองอันปราดเปรื่องของเธอประมวลผลเร็วรี่... จริงของนังเด็กนี่ ถ้าถังหว่านแต่งงานกับไอ้เป๋จางซื่อ ก็เหมือนเอาดอกไม้ไปปักกองขี้ควาย คนทั้งหมู่บ้านรู้สันดานคนตระกูลถังดี สุดท้ายขี้ก็จะกระเด็นมาเปื้อนบ้านเธอ หาว่าไปบีบคั้นจนชาวบ้านต้องขายลูกกิน
เธอประเมินเด็กสาวคนนี้ต่ำไปจริงๆ
เมื่อเห็นปลาเริ่มกินเบ็ด ถังหว่านก็ปรับสีหน้าเป็นอบน้อม “น้าหญิงอย่าเพิ่งโกรธค่ะ ฉันแค่เป็ห่วง... ท่านลุงยังหนุ่มแน่น อนาคตทางการเมืองยังอีกยาวไกล ฉันกลัวว่าจะมีคนฉวยโอกาสใช้เื่ในมุ้งของฉันมาสกัดดาวรุ่งท่านลุงน่ะสิคะ”
คำพูดนี้จี้ใจดำจูเฉียวจือเข้าเต็มเปา... ใช่ สามีของเธอกำลังรุ่งโรจน์ เธอจะยอมให้เื่ขี้หมูราขี้หมามาฉุดขาเขาลงเหวไม่ได้
เธอสูดหายใจลึก ระงับความโกรธแล้วมองเด็กสาวตรงหน้าใหม่... หน้าตาสะสวย ฉลาดพูดฉลาดเจรจา ถ้าไม่ใช่เพราะมีญาติเป็ปลิงดูดเือย่างตระกูลถัง เด็กคนนี้อนาคตไกลแน่
เมื่อเห็นจังหวะเหมาะ ถังหว่านล้วง ‘ผ้าสีแดงสด’ ออกมาจากอกเสื้อ
“มีแต่น้าหญิงเท่านั้นที่เข้าใจหัวอกฉัน... ผ้าผืนนี้เป็ของ ‘คนคนนั้น’ ให้ไว้...” เธอแสร้งทำเสียงเศร้า สร้างภาพให้จูเฉียวจือนึกถึงคู่หมั้นหนุ่มเมืองหลวงที่ทิ้งเธอไป
“ของสิ่งนี้อยู่กับฉันก็ไร้ค่า มีแต่คนผิวพรรณผู้ดีอย่างน้าหญิงเท่านั้นที่คู่ควร...” เธอยัดผ้าใส่มืออีกฝ่ายอย่างแเี
จูเฉียวจือมองผ้าสีแดงสดในมือด้วยความตะลึง นางลูบไล้เนื้อผ้าเนียนละเอียด สีแดงสว่างจ้าบาดตา... เกิดมาจนป่านนี้ เธอยังไม่เคยเห็นผ้าสีสวยสดขนาดนี้มาก่อนในหมู่บ้าน
“เฮ้อ... เอาเถอะ ในเมื่อแกมาขอความช่วยเหลือถึงที่ น้าก็ใจดำดูดายไม่ได้ ผู้หญิงด้วยกัน ย่อมเข้าใจความลำบาก” เธอถอนหายใจยาว เก็บผ้าเข้ากระเป๋าเสื้อเนียนๆ
ถังหว่านเงยหน้าขึ้น แววตาซาบซึ้งใจ “พูดจริงหรือคะ”
“อืม... ถึงฉันจะเป็คนนอกไม่ควรยุ่งเื่ในครอบครัว แต่สิ่งที่ย่าแกทำมันก็เกินไปจริงๆ... เดี๋ยวฉันจะให้ลุงของแกไป ‘เตือนสติ’ จางซื่อหน่อย การจะแต่งงานมันต้องมีขั้นตอนพิธีการ... ส่วนผลลัพธ์จะเป็ยังไง...”
นางยิ้มมุมปาก “...ก็ต้องดูว่านายจางซื่อคนนั้นจะยัง ‘กล้า’ รับแกไปเป็เมียอยู่มั้ย”
สองสายตาสบประสาน... ต่างฝ่ายต่างรู้ทันกัน
ขากลับ ถังหว่านเดินผ่านหน้าบ้านแม่ม่ายซุน ั์ตาเธอเป็ประกายวาบ ก่อนจะผลักประตูเดินเข้าไป...
สามวันผ่านไป... ถึงกำหนดนัดดูตัว
ตามธรรมเนียมท้องถิ่น ก่อนจะหมั้นหมาย ทั้งสองฝ่ายต้องมา ‘ดูตัว’ กันก่อน หากฝ่ายชายพอใจ ถึงจะตกลงสินสอดและทำพิธีหมั้น
แม้ตระกูลถังจะตั้งธงขายลูกสาวแน่วแน่ แต่ก็ต้องเล่นละครตามขั้นตอน
บ้านตระกูลถังถูกจัดแต่งสะอาดสะอ้าน ย่าหลี่ชุ่ยเสียกัดฟันควักเงินไปซื้อเมล็ดแตงโมกับลูกอมมาเตรียมรับแขกอย่างดี
เก้าโมงเช้า... แม่สื่อพา ‘จางซื่อ’ เดินกระโผลกกระเผลกเข้ามา
จางซื่อทำตัวร่าเริงผิดปกติ ราวกับไม่ได้รับรู้เื่ราวอะไรเลย ท่าทางกระดี๊กระด๊า สายตาสอดส่ายไปทั่ว
ถังหว่านใจเต้นรัว... หรือว่าจูเฉียวจือจะไม่ได้บอกเขา? เป็ไปไม่ได้ คนเ้าเล่ห์อย่างยัยนั่นไม่มีทางผิดคำพูดแน่ๆ
เธอลอบสังเกตชายขาเป๋อย่างระทึกใจ... สายตาของเขามองไปที่ใคร?
เมื่อมองตามสายตาโลมเลียคู่นั้นไป... มันกลับไปหยุดอยู่ที่...
อาเล็ก ‘ถังกุ้ยฮวา’
หรือว่า... หวยจะไปออกที่คนอื่น?
