หลังจากตามเจิงจื่อโหยวไปดื่มที่ร้านเครื่องดื่มเย็นอย่างหนำใจแล้ว ซูฮ่าวก็ปฏิเสธที่จะทานอาหารเที่ยงกับเขา แต่ถือชามะนาวใส่น้ำแข็งหนึ่งแก้ว และเรียกรถกลับบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวโดยตรง
ตอนนี้สิบเอ็ดโมงเช้า มีฝูงชนเบียดเสียดกันอยู่ในห้องโถงของบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัว ขณะที่ซูฮ่าวเพิ่งเข้ามา ก็ได้ยินเสียงที่จนปัญญาดังมา
“ทุกคนได้โปรดใจเย็นๆ ก่อนนะคะ ท่านประธานจะหาทางจ่ายเงินเดือนของทุกคนได้แน่นอน บางคนก็อยู่ในบริษัทมาสองปีแล้ว น่าจะรู้ดีว่าท่านประธานเป็คนอย่างไร ขอให้ทุกคนเชื่อในตัวท่าน”
ด้านหน้าของกลุ่มคน มีผู้หญิงที่สวมชุดรัดรูปสีเทาเข้มหนึ่งท่าน ดวงตาสีดำ ราวกับไข่มุกสีดำ เกล้าผมขึ้น ดูสะอาดเรียบร้อย
ใต้กระโปรงสั้นที่แนบขาเรียวยาวทั้งสองข้างสวมถุงน่องสีเนื้อ ปลายรองเท้าส้นสูงสีดำคู่หนึ่งก็นูนออกมา
ผู้หญิงคนนี้คือผู้ช่วยของไป๋เหวินหลิงชื่อกู้เพ่ยหลิง!
เมื่อพูดถึงกู้เพ่ยหลิง ซูฮ่าวต้องชื่นชมเลยว่านี่คือผู้หญิงที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง
เธอจบการศึกษาระดับปริญญาโทสองฉบับ เข้าใจแปดภาษา คุ้นเคยกับมารยาทด้านธุรกิจของประเทศต่างๆ มีบุคลิกที่ดีเยี่ยม และที่สำคัญเมื่อเธออยู่ในกลุ่มพนักงานระดับสูง หลายๆ คนล้วนให้การยอมรับเธอมาก
ชาติก่อน กู้เพ่ยหลิงทำงานอะไรก็ล้วนทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ แทบจะเป็ซีอีโอได้แล้ว เธอพยายามให้ซีอีโอทำงานให้น้อยที่สุด ไป๋เหวินหลิงให้ความสำคัญมาก และเธอก็กุมความลับของบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวไว้ไม่น้อย
สาเหตุที่บริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวล้มละลาย ก็เพราะกู้เพ่ยหลิงขายข้อมูลของบริษัท ทำให้บริษัทคู่อริฉวยโอกาสนี้ไปได้
ซูฮ่าวไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในชาติก่อน ถึงได้ทำให้กู้เพ่ยหลิงที่เป็เหมือนพี่น้องกับไป๋เหวินหลิงทรยศบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัว แต่ชาตินี้ เขาจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาลงมือกับไป๋เหวินหลิงและบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวได้อย่างเด็ดขาด
กู้เพ่ยหลิงมองข้ามกลุ่มคน เหมือนเห็นซูฮ่าวแล้ว ในดวงตาที่ละเอียดคู่นั้นพลันมีความโกรธและรังเกียจฉายขึ้นมา
เธอให้พวกยามเกลี้ยกล่อมพนักงานให้สงบสติอารมณ์ไปก่อน ส่วนเธอก็เดินไปด้านหน้า แล้วลากซูฮ่าวไปตรงหน้าลิฟต์ที่มีคนน้อย
“เงินทุนบริษัทถูกโจรกรรม เสียหายหนักมาก ยังมาเจอพนักงานหลายคนมายื่นใบลาออก ตอนนี้ท่านประธานเหนื่อยและกดดันมาก ฉันไม่นึกเลยว่าคุณจะไม่ใช่แค่ไม่ปลอบใจท่าน แต่ยังมีเวลาไปดื่มชามะนาวอยู่ข้างนอกอีก ซูฮ่าว คุณยังเป็คนอยู่ไหม?”
คำพูดที่เต็มไปด้วยความโกรธออกมาจากปากของกู้เพ่ยหลิง สะท้อนอยู่บนใบหน้าที่บูดบึ้งของเธอ
พูดตรงๆ ความรังเกียจของกู้เพ่ยหลิงที่มีต่อซูฮ่าวไม่ใช่น้อยๆ
นี่คือเศรษฐีรุ่นที่สองที่ไม่ดีั้แ่หัวจดเท้า วันๆ ไม่ทำอะไร สำมะเลเทเมา เป็คุณชายเสเพล
ถึงเธอรู้ว่า ซูฮ่าวคือคู่หมั้นของไป๋เหวินหลิง เกิดในตระกูลดี ครอบครัวไม่ธรรมดา แต่นั่นก็แค่ชื่อเสียงภายนอก แต่ซูฮ่าวในเวลานี้เป็เพียงคุณชายที่ถูกไล่ออกจากบ้าน
หลังจากที่ซูฮ่าวมาอยู่ที่บริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัว ก็ไม่เคยแสดงความรับผิดชอบใดๆ ไร้ความสามารถ ไร้มารยาท นอกจากเที่ยวเล่นไปวันๆ ก็ไม่มีอะไรดีสักอย่าง
ไป๋เหวินหลิงเจอคนไร้ประโยชน์อย่างนี้ ต้องบอกเลยว่าเป็เื่ที่น่าเศร้าที่สุดในชีวิต
กู้เพ่ยหลิงะโถามอย่างโกรธเคือง แต่สีหน้าของซูฮ่าวกลับไม่แปรเปลี่ยน เขายังสงบนิ่ง และยังพูดด้วยน้ำเสียงเฉยชา “ฉันบอกเธอไปแล้วว่า ไม่ต้องกังวล วิกฤติของบริษัทในครั้งนี้ฉันจะเป็คนจัดการเอง”
“คุณจะจัดการเอง?” กู้เพ่ยหลิงตะลึงงัน และมองพิจารณาซูฮ่าวั้แ่หัวจดเท้าด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม “ซูฮ่าว ถ้าจะล้อเล่นก็ช่วยให้มันน้อยๆ หน่อย เป็คนต้องรู้จักข้อบกพร่องของตนเอง เงินทุนของบริษัทถูกโจรกรรมไปถึงสองร้อยล้านดอลลาร์เต็มๆ เงินทุนที่ต้องใช้หมุนเวียนในบริษัทอย่างน้อยก็สามร้อยล้านหยวน ด้วยความสามารถของคุณ จะไปหาเงินสามร้อยล้านหยวนมาจากไหน?”
“ถ้าตอนนี้คุณยังมีมโนธรรมอยู่บ้าง ก็ไปช่วยยามพูดเกลี้ยกล่อมพนักงานให้สงบสติอารมณ์ก่อน ตอนนี้บริษัทกำลังเผชิญกับวิกฤติที่ไม่เคยเจอมาก่อน กลุ่มบริษัทที่ร่วมงานกับพวกเราต่างยกเลิกสัญญา บรรดาคู่แข่งก็ยิ่งกดดันพวกเราอย่างบ้าคลั่ง ตอนนี้ไม่ใช่เวลาให้คุณมาพูดโอ้อวดอยู่ตรงนี้ และไม่ใช่เวลามาคิดว่าตัวเองแน่ด้วย เข้าใจไหม?”
ซูฮ่าวไม่ได้คัดค้านอะไร
ชาติก่อน เขาทำเื่โง่เขลามากมาย ทำให้หลายๆ คนมีความประทับใจที่ไม่ดีต่อเขา ในที่นี้ก็รวมถึงกู้เพ่ยหลิงด้วย
ถึงตอนนี้เขาจะกลับเนื้อกลับตัวใหม่แล้ว แต่เขาก็ไม่อยากเถียงกับกู้เพ่ยหลิง
เพราะเขาไม่มีสิทธิ์ไปโต้แย้งคนที่อยู่กับบริษัทมาสองสามปี กระทั่งเป็คนที่ช่วยวางแผนให้บริษัทอย่างรอบคอบ และมอบชีวิตวัยสาวให้กับบริษัทอย่างคนที่อยู่ตรงหน้าเขาคนนี้
“ซูฮ่าว ฉันหวังว่าคุณจะเข้าใจ บริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวคือน้ำพักน้ำแรงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของท่านประธาน และคือเสาหลักเพียงหนึ่งเดียวที่ประคับประคองให้เธอผ่านมาได้หลายปี ตอนนี้เสาหลักต้นนี้จะล้มแหล่ไม่ล้มแหล่ พวกเราทุกคนต้องพยายามช่วยกันประคับประคอง ไม่ใช่ปล่อยให้มันล้ม” กู้เพ่ยหลิงจ้องซูฮ่าวด้วยดวงตาแดงก่ำ
“คุณไม่ต้องทำอะไรก็ได้ จะทำตัวสำมะเลเทเมาไปวันๆ ก็ได้ แต่ตอนที่บริษัทลำบากที่สุด คุณจะไม่ไยดีไม่ได้ ฉันไม่อยากให้คุณเป็เหมือนกับญาติๆ ของท่านประธาน ไม่เห็นใจยังไม่พอ แต่ยังมาเหน็บแนมใน่เวลาวิกฤติแบบนี้อีก แถมยังบีบให้เธอขายบริษัทอีก”
“ญาติๆ ของไป๋เหวินหลิงมาเมื่อไร?” ซูฮ่าวได้ยินคำพูดนี้ก็หรี่ตาลง ในแววตานั้นฉายความเยือกเย็นออกมา
ญาติๆ ของไป๋เหวินหลิงไม่ใช่คนดี ชาติก่อนหลังจากที่ไป๋เหวินหลิงะโตึกตาย เพราะไม่ได้รับการแบ่งสมบัติ ญาติๆ พวกนี้เลยทำให้ชื่อเสียงของไป๋เหวินหลิงด่างพร้อยอยู่บนอินเทอร์เน็ต ไม่สนใจหลักคุณธรรมอะไรเลยแม้แต่น้อย
หากพูดว่าบริษัทล้มละลายก็แค่ทำให้ไป๋เหวินหลิงสูญเสียความหวัง แต่ความเืเย็นไร้ความปรานีของบรรดาญาติๆ พวกนั้นก็คือฟางเส้นสุดท้ายที่กดดันเธอให้ตาย
“มาเมื่อสิบนาทีก่อน ตอนนี้ยังอยู่ในห้องทำงานของท่านประธาน” กู้เพ่ยหลิงเห็นซูฮ่าวเปลี่ยนอารมณ์กะทันหัน ก็หยุดชะงัก และพูดว่า “ซูฮ่าว ฉันรู้ว่าความสัมพันธ์ของคุณกับญาติๆ ของท่านประธานไม่ได้ดีเท่าไร แต่ว่า… ”
“เธอไปปลอบใจพนักงานก่อน ฉันจะไปห้องทำงานของท่านประธานหน่อย” ซูฮ่าวไม่รอให้กู้เพ่ยหลิงพูดจบ ก็เดินไปที่ลิฟต์ของประธานที่อยู่ข้างๆ ด้วยใบหน้าบูดบึ้ง หลังจากกดรหัสแล้ว ก็เดินเข้าไปในลิฟต์
ชาติก่อน เขาทำให้ไป๋เหวินหลิงหลุดพ้นจากกรงเล็บปีศาจอย่างพวกญาติๆ ไม่ได้ และเห็นไป๋เหวินหลิงที่สูญเสียทุกอย่างจากโลกนี้ไปใน่เช้าที่มีแสงอาทิตย์สาดส่อง
ชาตินี้ไม่ว่ากรงเล็บปีศาจพวกนี้จะยาวมากแค่ไหน แหลมคมมากแค่ไหน เขาก็จะทุบให้แหลก และทำให้หายสาบสูญไป
“ซูฮ่าว คุณอย่าบุ่มบ่ามนะ”
“เอี๊ยด!”
กู้เพ่ยหลิงยังพูดไม่จบ ก็เห็นประตูลิฟต์ปิดแล้ว ร่างของซูฮ่าวก็หายไปจากสายตาพร้อมกับลิฟต์
เธอยืนอึ้งอยู่ที่เดิมเป็เวลานาน ทันใดนั้นก็พบว่าซูฮ่าวในวันนี้เหมือนจะต่างจากเมื่อก่อน
ในดวงตาลึกๆ คู่นั้น ราวกับมีความเป็ผู้ใหญ่ บวกกับความรับผิดชอบที่้าจะเห็นมาเนิ่นนาน… !
อีกด้านหนึ่ง ซูฮ่าวที่ขึ้นลิฟต์ของผู้บริหาร ไม่นานก็มาถึงหน้าประตูห้องทำงานของซีอีโอ
ประตูปิดไม่มิด มองผ่านช่องเล็กๆ ก็เห็นคนอยู่ด้านในสี่คนรางๆ เสียงถกเถียงกันกำลังดังออกมาจากด้านใน ฟังดูดุเดือดอยู่ไม่น้อย
“เหวินหลิง ตอนนี้บริษัทมีสถานการณ์อย่างไรเธอก็เข้าใจ ไม่มีเงินทุนหมุนเวียน ไม่นานก็จะล้มละลาย การรวบรวมเงินทุนสามร้อยล้านภายในเวลาสั้นๆ แบบนี้มันเป็ไปไม่ได้ ทางธนาคารก็จะไม่แบกรับความเสี่ยงให้เธอ ทางที่ดีที่สุดใน่เวลานี้คือเธอต้องขายบริษัทแล้ว ทำแบบนี้แล้วมันจะช่วยลดความเสียหายได้มากที่สุด” ในห้องทำงาน คนวัยกลางคนที่สวมใส่ชุดหรูหราคนหนึ่งนั่งคาบบุหรี่อยู่บนโซฟา แล้วพูดเสียงหนักอึ้ง
ท่านนี้คือคุณลุงของไป๋เหวินหลิง ชื่อเหลียงชาน ข้างๆ เขายังมีคุณอาเหลียงเฟิงกับคุณอาสะใภ้จูเชียนฮัวนั่งอยู่
ไป๋เหวินหลิงได้ยินเช่นนี้แล้ว ใบหน้าน้อยๆ ก็เ็าลงทันที ในดวงตาอันงดงามเต็มไปด้วยความเยือกเย็น “คุณลุง บริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวคือสิ่งที่หนูสร้างมากับมือ หลายปีมานี้ก็ฝ่าฟันอุปสรรคมาไม่น้อย พวกลุงต่างก็ไม่ได้ทำอะไร แต่ก็ยังได้เงินปันผลสูงถึงล้านหยวนจากบริษัทในทุกๆ ปี ตอนนี้เงินทุนของบริษัทถูกขโมยไป คิดไม่ถึงว่าพวกลุงจะมาโน้มน้าวให้หนูขายบริษัททันที?”
“เหวินหลิง ลุงหวังดีกับเธอไง เธอมาถึงระดับสูงอย่างนี้ใน่อายุแค่นี้ก็ทำให้ตระกูลไป๋มีหน้ามีตาไม่น้อยแล้ว แต่ก็เพราะอย่างนี้ เธอเลยต้องแบกรับความกดดันและภาระหน้าที่มากมาย เวลานี้บริษัทเจอปัญหา ก็มีแค่เธอคนเดียวที่ต้องแก้ไขความลำบาก ขายบริษัทเถอะ หลังจากนั้นก็ยกระดับตนเอง อย่างมากที่สุดเมื่อถึงเวลาเธอก็แค่เริ่มต้นใหม่”
คนที่พูดเป็ผู้หญิงวัยกลางคนซึ่งก็คือคุณอาสะใภ้จูเชียนฮัว เธอใส่เครื่องประดับเงินทอง และแต่งหน้าเข้ม ติดขนคิ้วยาว มีบุคลิกที่สวยแต่ไร้ราคา
“ยกระดับตนเอง?” ไป๋เหวินหลิงจ้องจูเชียนฮัว ทันใดนั้นก็แสยะยิ้ม “คุณกลัวว่าบริษัทของหนูจะล้มละลาย แล้วคุณก็จะไม่ได้เงินทุนในส่วนของคุณคืนใช่ไหม?”
“นี่เธอ… ” จูเชียนฮัวหน้าแดงก่ำ ราวกับพูดจี้ใจของตัวเอง
เหลียงเฟิงที่อยู่ข้างๆ เห็นเหตุการณ์นี้แล้วก็ตบโต๊ะทันที เขาพูดอย่างเ็าว่า “เหวินหลิง ทำไมเธอพูดกับผู้ใหญ่แบบนี้ล่ะ?”
“อาสะใภ้ให้เธอขายบริษัท เพราะไม่อยากให้เธอลำบากและทำงานหนักแบบนี้ไง ตอนนี้บริษัทกำลังเผชิญหน้ากับกลอุบายต่างๆ นานาของคู่แข่งมากมาย ผู้หญิงตัวคนเดียวอย่างเธอจะรับมือไหวได้อย่างไร?”
ไป๋เหวินหลิงนิ่งเฉย กัดริมฝีปากเล็กน้อย “หากพวกคุณไม่อยากเห็นหนูลำบากและทำงานหนักอย่างนี้จริงๆ ก็ควรเอาเงินออกมาช่วยบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวให้ผ่านความลำบากนี้ไปได้ ไม่ใช่มายุให้หนูขายบริษัทแบบนี้”
เหลียงเฟิงกับจูเชียนฮัวสบตากัน ก่อนจะเงียบปากไปทันที
ให้พวกเขานำเงินออกมาย่อมเป็ไปไม่ได้ พวกเขามาที่นี่ ก็แค่เพื่อให้ไป๋เหวินหลิงขายบริษัท จากนั้นก็ค่อยช้อนเอาเงินอีกสักก้อนเท่านั้น
“เหวินหลิง วันนี้พวกเรามาเกลี้ยกล่อมให้เธอขายบริษัท จริงๆ แล้วก็คือเจตนาของคุณพ่อคุณแม่เธอ” เวลานี้คุณลุงเหลียงชานของไป๋เหวินหลิงก็เอ่ยขึ้นมา
“คุณพ่อคุณแม่?” ไป๋เหวินหลิงหยุดชะงัก รอยยิ้มที่แสยะก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น “ที่แท้ก็เป็แบบนี้ หลายปีมานี้ผีดูดเืสองคนนั้นก็เอาผลประโยชน์จากหนูไปไม่น้อยแล้ว โดยเฉพาะเื่แต่งงาน บังคับให้หนูแต่งงานกับตระกูลซูเขตจินหลิง เกรงว่าอำนาจและเงินทองคงจะไปถึงมือแล้วมั้ง”
“ปัง!”
เหลียงชานตบโต๊ะด้วยใบหน้าเดือดดาล“เหวินหลิง ไม่ว่าอย่างไรเธอก็คือนักเรียนดีเด่นที่จบจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ทำไมถึงได้พูดจาไร้การอบรมอย่างนี้?”
“ของอย่างการอบรม ก็ต้องดูว่าใช้กับใคร” ใบหน้าน้อยๆ ของไป๋เหวินหลิงเยือกเย็น และพูดอย่างนิ่งเฉยว่า “คุณลุง หนูนับถือคุณลุงเป็ผู้าุโคนหนึ่ง หนูไม่อยากจะมาเถียงกับคุณลุงหรอกนะ หลายปีมานี้คุณพ่อคุณแม่ทำอะไรกับหนู คุณลุงก็น่าจะรู้ดี”
เหลียงชานอ้าปาก แต่กลับไม่รู้ว่าจะโต้แย้งอย่างไร
หลายปีมานี้คุณพ่อคุณแม่ของไป๋เหวินหลิงไม่เคยให้ความอบอุ่นแบบครอบครัวกับเธอจริงๆ มากสุดก็เห็นเธอเป็แค่เครื่องมือการค้า ขูดรีด และหาผลกำไรอย่างต่อเนื่องเท่านั้น
จูเชียนฮัวที่อยู่ข้างๆ กลอกตาไปมา และถอนหายใจ “เหวินหลิง คุณพ่อคุณแม่ของเธอให้เธอแต่งงานกับตระกูลซู ก็เพราะหวังดีกับเธอไม่ใช่หรือ ตระกูลซูคือหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของเขตจินหลิง ไม่ว่าจะเป็วงการธุรกิจหรือวงการการเมืองก็ล้วนเป็ตระกูลใหญ่อันดับหนึ่ง เธอจะไปถามดูก็ได้ว่า มีตระกูลเล็กๆ เหมือนตระกูลไป๋อย่างพวกเราใฝ่ฝันอยากให้ลูกหลานของตัวเองแต่งงานกับบ้านตระกูลซูเท่าไร!”
“ถึงแม้คนที่เธอแต่งงานด้วยจะเป็ลูกหลานที่ถูกไล่ออกจากตระกูลก็เถอะ แต่พูดถึงสถานะอย่างไรก็เป็ทายาทสายตรงของบ้านตระกูลซู สักวัน เขาก็ต้องถูกบ้านตระกูลซูเรียกตัวกลับไปสืบทอดสกุลอยู่ดี”
“ถึงเวลานั้น เธอก็เป็ลูกสะใภ้ของบ้านตระกูลซู แค่กวักนิ้ว อำนาจและเงินทองก็จะไหลมาเทมา บริษัทอย่างบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัว เธออยากจะสร้างมากแค่ไหนก็ย่อมได้ไม่ใช่หรือ”
ไป๋เหวินหลิงแสยะยิ้มพลางถามกลับว่า “แล้วอย่างไร?”
“เธอในตอนนี้ แทบไม่ต้องกังวลกับอนาคตเลย ตอนนี้บริษัทนี้ก็เหมือนกับเผือกร้อน แต่หลังจากที่เธอขายไปแล้วก็เหมือนโยนภาระออกไปไม่ใช่หรือ แค่ออกไปใช้ชีวิตให้มีความสุข หลังจากที่อายุถึงคราวแต่งงานตามกฎหมายกำหนดแล้ว เธอก็แต่งงานไปอยู่บ้านตระกูลซู เป็ลูกสะใภ้บ้านตระกูลซู บ้านตระกูลซูจะปฏิบัติกับเธอเป็อย่างดีแน่นอน?”
“ฟังดูแล้วไม่เลว” อยู่ๆ ไป๋เหวินหลิงก็หัวเราะออกมา แต่ก็พูดเย้ยหยันว่า “ดูแล้ว คุณพ่อคุณแม่ของหนูก็เตรียมคำพูดให้พวกคุณลุงคุณป้ามาโน้มน้าวหนูให้ขายบริษัทไม่น้อยเลยนะคะ!”
เมื่อพูดเช่นนี้ออกมา สีหน้าของคนสามคนก็มืดมนลง
“เหวินหลิง ที่ผู้ใหญ่อย่างพวกฉันพูดก็เพราะหวังดีกับเธอนะ แต่เธอไม่เคารพพวกฉัน ในเมื่อเป็เช่นนี้ พวกฉันกับเธอก็ไม่มีอะไรต้องพูดกันแล้ว ถึงอย่างไรบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวก็ต้องล้มละลาย ไม่มีใครช่วยเหลือเธอได้ ถ้าเธอยังดึงดันต่อไป ก็ต้องจมอยู่ในโคลนเลนแบบนี้ ถึงเวลานั้นต่อให้เธอเสียใจก็ไม่มีประโยชน์แล้ว!”
“หนูจะไม่เสียใจ บริษัทจะไม่ล้มละลายแน่นอนค่ะ!” ไป๋เหวินหลิงจ้องสายตาของคนสามคน แล้วเอ่ยออกมาอย่างช้าๆ
ทั้งสามคนมองหน้ากัน ราวกับอยากหัวเราะออกมา “เหวินหลิง เื่มันมาถึงตอนนี้แล้วเธอยังจะทรมานตัวเองอยู่อีกหรือ?”
“เงินทุนของบริษัทถูกขโมยไปสองร้อยล้านดอลลาร์ ตัวการกินยาฆ่าตัวตาย เธอยังคิดว่าจะตามเงินสองร้อยล้านดอลลาร์นั้นกลับมาได้อยู่อีกหรือ?”
“ตื่นได้แล้ว การขายบริษัทคือทางออกเดียวของเธอ หรือว่าเธอยังหวังว่าจะมีเงินทุนสามร้อยล้านหล่นลงมาจากฟ้าให้เธอเอามาหมุนเวียนในบริษัทได้อยู่หรือ?”
ฟังคำพูดที่แสบหูพวกนี้แล้ว ไป๋เหวินหลิงก็โกรธจนตัวสั่น
เมื่อเผชิญหน้ากับคนทั้งสามที่พูดอย่างนั้นทีอย่างนี้ที เธอในเวลานี้ดูอับจนหนทางมาก ความเศร้าสร้อยปรากฏขึ้นบนใบหน้า สะท้อนความเศร้าโศกที่อยู่ในใจเธอ
ตอนที่ญาติๆ ล้วนยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเธอ มีใครยินดีจะยื่นมือมาช่วยเธอบ้าง?
ทันใดนั้น ในหัวของไป๋เหวินหลิงก็มีร่างของซูฮ่าวปรากฏขึ้นมา
หากเขาอยู่ที่นี่ จะช่วยสนับสนุนเธอเหมือนเมื่อวานไหม
“เอี๊ยด!”
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น ก็เห็นประตูห้องทำงานเปิดออก
แสงอาทิตย์ส่องผ่านหน้าประตู สาดส่องไปทั่วห้องทำงาน ทำให้ห้องทำงานที่เดิมทีมืดสลัวพร่างพราวงดงามราวกับความฝัน
ภายใต้แสงอาทิตย์ สายลมพัดผ่านเบาๆ ผู้ชายร่างผอมบางคนหนึ่งค่อยๆ เดินเข้ามา
ใบหน้าคมขาวเนียน ดวงตาดำสนิทราวกับมองทะลุทุกอย่างได้ ถึงแม้ร่างกายจะผอมบาง แต่กลับดูโดดเด่น บุคลิกที่แสดงออกมาคือการไม่เห็นใครอยู่ในสายตา
เขาหยิบเช็คที่ระบุชื่อผู้รับเงินออกมาจากในกระเป๋าเสื้อแล้ววางไว้บนโต๊ะ พร้อมกับมุมปากที่แสยะยิ้มอย่างมีความหมาย
“เงินทุนสามร้อยล้าน… หล่นมาจากฟ้าแล้วครับ!”
