“เหลือเวลาอีกสามชั่วโมง ท่านพี่อาร์ชาวินก็ต้องออกเดินทางแล้ว อเล็กซานเดอร์ เ้าคิดอย่างไรกับสถานการณ์ในการสู้รบที่จะเกิดขึ้นนี้?” เมื่อเห็นซุนเฟยเอาแต่อมยิ้มไม่พูดจา ไม่รู้ว่าทำไม องค์หญิงใหญ่จึงรู้สึกสลดใจขึ้นมา ความจริงแล้วนางอยากจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อดึงตัวาาหนุ่มตรงหน้ามาเป็พวก แต่ไม่รู้ว่าทำไม คำพูดเ่าั้กลับติดอยู่ที่ปาก พูดออกมาไม่ได้สักที
“'เทพาแห่งเซนิท' ผู้ไร้พ่าย ทุกครั้งที่ชูธงรบจะคว้าแต่ชัยชนะ เกรงว่า แค่ได้เห็นหน้าองค์ชายใหญ่ พวกสปาร์ตากุสคงหวาดกลัวจนฉี่ราดแล้ว” เห็นได้ชัดว่าคำพูดของซุนเฟยไม่ได้ออกมาจากใจ
“ทำไม? เ้าคิดแบบนั้นจริงๆ หรือ? หรือเ้าไม่รู้สึกอะไรเลย ครึ่งเดือนก่อนหน้านี้ชาวสปาร์ตากุสเอาแต่ล้อมเมืองเรเซอร์ ไม่มีทีท่าว่าจะเข้าโจมตีเมืองเลยสักนิด แต่จู่ๆ กลับบุกโจมตีอย่างกะทันหัน เพียงชั่วข้ามคืนก็ได้รับชัยชนะ ไม่คิดว่ามันแปลกไปหน่อยหรือ?”
ซุนเฟยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
ความหมายขององค์หญิงใหญ่…หรือว่า เื้ัของความปราชัยที่เกิดขึ้นจะมีความลับบางอย่างซุกซ่อนเอาไว้?
ในขณะที่จะเอ่ยปากถาม ก็มีอัศวินคนหนึ่งควบม้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว จากนั้นอัศวินร่างสูงโปร่งก็ลงมาจากหลังม้าแล้วเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าคนทั้งสอง เขาคือหัวหน้าอัศวินโรมัน ปัฟลูย์เชนโคนั่นเอง เขาหันมาทักทายซุนเฟยอย่างสุภาพ แล้วหันมากระซิบข้างหูองค์หญิงใหญ่สองสามคำ
“กองทัพแห่งราชอาณาจักรต้องกล่าวคำสัตย์สาบานแล้ว ข้าต้องไปจากที่นี่เสียที จริงสิ ข้ายังคงคิดถึงน้องแองเจล่าตลอดเวลา หากมีเวลา ให้แองเจล่าเข้ามาพูดคุยกับข้าในเมืองหลวงเถิด ข้ารู้สึกว่า พวกเราสองคนมีชะตาต้องกัน!”
องค์หญิงใหญ่ลุกขึ้นกล่าวอำลากับซุนเฟย จากนั้นก็ขึ้นไปนั่งบนรถม้าเวทมนตร์แล้วจากไป โดยอยู่ภายใต้การคุ้มครองของสาวน้อยจื่อเยี่ยนและปัฟลูย์เชนโค พวกเขามุ่งหน้ากลับไปที่ลานฝึก ซึ่งเป็จุดรวมตัวของพวกทหารที่จะออกรบ พวกเขาต้องร่วมเป็สักขีพยานให้กับ 'เทพาแห่งเซนิท' องค์ชายใหญ่อาร์ชาวินในพิธีสาบานก่อนออกรบ
ซุนเฟยมองตามหลังองค์หญิงใหญ่ไป ในใจก็หวนนึกถึงท่าทางของนาง
เมื่อครู่องค์หญิงใหญ่เหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง ซึ่งบางทีมันอาจจะเป็ความลับที่น่าใก็ได้
ความจริงแล้ว ซุนเฟยเองก็รู้สึกสงสัยมาก่อนหน้านี้เช่นกัน ถ้าว่ากันตามหลักการ ทางราชอาณาจักรจะต้องจัดกองกำลังจำนวนไม่น้อยเพื่อไปประจำการอยู่ที่ชายแดน ดังนั้นกองกำลังของสองราชอาณาจักรไม่ควรจะแตกต่างกันมากนัก และอดีตผู้บัญชาการทหารอันดับหนึ่ง ท่านเชมเบอร์เลนที่รับใช้แผ่นดินมาั้แ่สมัยบุกเบิกพัฒนาบ้านเมือง ถึงแม้ว่าเขาจะเด็ดขาดไม่เท่าองค์ชายอาร์ชาวิน แต่ในด้านการป้องกันเขาก็ไม่เป็รองใคร บวกกับแถบชายแดนของทั้งสองราชอาณาจักรต่างมีเื่กระทบกระทั่งและาเล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นต่างฝ่ายต่างก็รู้ไส้รู้พุงกันดี อีกทั้งการป้องกันของเมืองเรเซอร์ก็ได้รับสมญานามว่า มั่นคงดุจเหล็กหลอม แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ก็ยังพ่ายแพ้ต่อข้าศึก ถ้าบอกว่าค่อยๆ โดนตีจนแตกพ่ายยังฟังดูน่าเชื่อถือมากกว่า แต่นี่กลับถูกตีแตกภายในคืนเดียวโดยที่ไม่มีลางบอกเหตุหรือสัญญาณแจ้งเตือนใดๆ เลย มันเป็เื่ที่น่าใไม่น้อยเลยจริงๆ
นอกเสียจากว่า…กองกำลังของราชอาณาจักรสปาร์ตากุสได้เพิ่มจำนวนขึ้นในชั่วข้ามคืน หรือไม่ก็ การถูกตีแตกในครั้งนี้ไม่ใช่ความผิดพลาดทางด้านกลยุทธ์ แต่เป็เพราะในกองกำลังของเซนิทมีคนทรยศอยู่ก่อนแล้ว และเป็ผู้ที่ลอบทำลาย ‘ป้อมปราการ’ จากด้านหลัง
สองเหตุผลนี้ไม่ว่าข้อไหนที่เป็จริง มันก็ไม่ใช่เค้าลางที่ดีอะไรสำหรับราชอาณาจักรเซนิทเลย
ตอนนี้ซุนเฟยรู้สึกว่า การที่ตัวเองให้ท่านผู้เฒ่าโซล่าและลูก้าแยกออกไปจัดตั้งหน่วยข่าวกรอง เพื่อทำการสืบสวนและรวบรวมข่าวสำหรับเมืองแซมบอร์ดเอง ถือเป็การตัดสินใจที่ถูกต้องมาก ถึงแม้ว่าตอนนี้องค์กรจะยังอ่อนแอและมีขนาดเล็กมาก อีกทั้งยังไม่สามารถช่วยเหลืออะไรเขาได้ แต่ถ้าปล่อยให้องค์กรเติบโตขึ้นอย่างช้าๆ ไม่แน่ว่าอาจจะมีบทบาทสำคัญในอนาคตข้างหน้าก็เป็ได้ อย่างไรเสีย องค์กรก็คงไม่อ่อนแอแบบนี้ไปตลอดหรอก บางครั้ง เื่บางอย่างก็ไม่อาจตัดสินได้จากข่าวลือ
เพื่อให้การตัดสินใจแม่นยำที่สุด ความจริงย่อมมีค่ามากกว่าเสมอ
มีความคิดมากมายผุดขึ้นมาในหัวของซุนเฟยขณะที่มองไล่หลังองค์หญิงไป เมื่อพวกนางเข้าไปในลานฝึกซ้อมที่มีทหารจำนวนมากจนเหมือนกระแสธารสีดำเมื่อมองจากที่ไกลๆ ก่อนจะค่อยๆ ถอนสายตากลับมาและเตรียมที่จะจากไป ทันใดนั้นเขาก็พบว่า ห่างจากตัวเองไปไม่ถึงสิบเมตร 'แม่มดสาวเ้าเล่ห์' ในชุดกระโปรงสีขาวที่ปลิวไปตามสายลมกำลังกอดอกมองมาด้วยรอยยิ้มแปลกๆ บนใบหน้า ไม่รู้ว่านางยืนอยู่ตรงนั้นั้แ่เมื่อไร
“อะไรกัน? องค์ชายใหญ่เพิ่งได้รับอำนาจไม่เท่าไร าาแห่งแซมบอร์ดก็ยอมกลายเป็หญ้างอกตามกำแพงเสียแล้วหรือ ถึงได้อดใจไม่ไหวรีบวิ่งเข้าไปประจบสอพลอองค์หญิงใหญ่?” แพรีสเดินเข้ามาหาอย่างช้าๆ เพียงขยับตัวเบาๆ กลิ่นหอมจากเรือนร่างของนางก็ลอยมาตามสายลม รอยยิ้มอันงดงามที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ไม่รู้ว่าล่อลวงพวกชนชั้นสูงไปมากน้อยเพียงใดให้หลงเสน่ห์ ดวงตาดอกท้อแสนเย้ายวน ติดจะฉุนเฉียวยามจ้องมองมายังซุนเฟย น้ำเสียงที่พูดก็ฟังดูห้วนๆ เห็นได้ชัดว่านางมาทันเห็นฉากที่เขามอบน้ำยาให้กับองค์หญิงใหญ่เป็ของขวัญ
ซุนเฟยชี้ไปยังเก้าอี้ข้างตัวเป็การบอกใบ้ให้มานั่งข้างๆ พร้อมกับพูดยิ้มๆ ว่า “ประจบสอพลออะไรกัน เ้าใส่ร้ายคนดีๆ อย่างข้าได้ลงคอเชียวหรือ ราชอาณาจักรจะรุ่งเรืองหรือล่มสลายล้วนมีผลต่ออาณาจักรบริวารทั้งสิ้น ดังนั้นทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกันสิ ฮึๆ ข้าแค่ทำในสิ่งที่าาแห่งอาณาจักรบริวารคนหนึ่งสมควรจะทำเท่านั้น ภายใต้รังที่พลิกคว่ำไม่มีไข่ที่สมบูรณ์1 เมื่อาทางใต้เลวร้ายลง ถึงเวลานั้นไม่ว่าใครก็ไม่อาจหลบพ้นความตายได้”
“ข้าจะไม่นั่งเก้าอี้ที่นาตาชาเคยนั่ง” แพรีสจ้องซุนเฟยเขม็งอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะดึงเก้าอี้ที่อยู่ด้านหลังซุนเฟยมานั่ง จากนั้นก็ชี้นิ้วไปยังเก้าอี้อีกตัว แล้วพูดอย่างเอาแต่ใจว่า “ท่านเองก็ห้ามนั่งเก้าอี้ที่นางเคยนั่ง”
ซุนเฟยเบะปาก ก่อนจะย้ายก้นไปนั่งเก้าอี้อีกตัวหนึ่ง ดูๆ ไปแล้ว 'แม่มดสาวเ้าเล่ห์' ก็นิสัยเหมือนเด็กจริงๆ ชักจะเริ่มกลัวขึ้นมานิดหน่อยเสียแล้วสิ เขาส่ายหัวเบาๆ “ใครๆ ก็พูดว่าองค์ชายใหญ่ได้รับอำนาจ? ก็ไม่ผิดนะ ตอนนี้หลายๆ คนหันไปให้การสนับสนุนเขา แต่น่าเสียดายที่คนเหล่านี้กลับไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจในเื่ตำแหน่งองค์จักรพรรดิ วันนี้เขาเป็ผู้นำทัพไปออกศึกด้วยตัวเอง แต่ในเมื่อตัวอยู่ด้านนอก จะเอาเวลาที่ไหนมาคิดหาวิธีรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปมาในเมืองหลวงได้ อีกทั้งองค์ชายรองก็ยังเป็โอรสที่ได้รับความโปรดปรานจากองค์จักรพรรดิยาซินมากที่สุดนะ เฮอะๆ บางที พอองค์ชายใหญ่หวนกลับมาพร้อมชัยชนะ ในตอนนั้นคนที่นั่งบนบัลลังก์อาจเป็องค์ชายรองโดมิงเกวซไปแล้วก็ได้”
ในประวัติศาสตร์จีนสมัยโบราณเคยเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้มาแล้วหลายครั้ง ยกตัวอย่างเช่น องค์ชายใหญ่ฝูซู โอรสขององค์จักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ที่ได้รับสนับสนุนจากเหล่าขุนนางนับร้อย และยังมีทหารใต้บัญชาการอีกนับล้านคอยรับฟังคำสั่ง ช่างเป็วีรบุรุษเหลือเกิน แต่สุดท้ายกลับถูกองค์ชายรองหูไห่ที่เป็ไอ้ขี้เมาหยำเปแย่งชิงอำนาจไป เห็นได้ชัดว่าการแย่งชิงบัลลังก์เป็การวางกลอุบายในราชสำนัก ไม่ได้อยู่ในสนามรบ
เมื่อแพรีสได้ฟังคำพูดของซุนเฟย รอยยิ้มของนางก็แจ่มใสขึ้น หน้าตาบึ้งตึงพลันยิ้มกว้างอย่างน่ารักน่าเอ็นดู นางโน้มกายเข้ามาใกล้ๆ ใบหน้าของซุนเฟย พลางช้อนสายตากลมโตใสแจ๋วมองมายังซุนเฟย แล้วถามด้วยน้ำเสียงอบอุ่นว่า “พูดมาอเล็กซานเดอร์ ท่านคิดว่าองค์ชายโดมิงเกวซดีไหม?”
สายตาของซุนเฟยอดไม่ได้ที่จะซอกแซกมองต่ำลงมายังคอเสื้อตัววีที่คว้านลึกจนเผยให้เห็นก้อนเนื้อขาวๆ ที่อุดมสมบูรณ์เบียดเสียดกันอยู่ด้านใน เขารู้สึกว่าโพรงจมูกเริ่มร้อนและจิตใจพลันอ่อนระทวยอยู่ชั่วขณะ จากนั้นก็เบนสายตาไปทางอื่น หลังจากที่มองจนหนำใจ ซุนเฟยแสยะยิ้มก่อนจะย้อนถามกลับไปว่า “ข้ามองว่าดีหรือไม่ดี มันสำคัญด้วยหรือ?”
“สำคัญสิ สำคัญมากด้วย” แน่นอนว่าแพรีสก็สังเกตเห็นการกระทำของซุนเฟย นางไม่เพียงไม่โกรธแต่กลับหัวเราะคิกคักออกมาอย่างภาคภูมิใจ แล้วเอนกายกลับมานั่งดีๆ อีกครั้ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังว่า “ด้วยคำสั่งทางการทหาร กองกำลังของทุกอาณาจักรบริวารจะต้องรวมกลุ่มกันเป็กองทัพสนับสนุน และมีเพียงยอดฝีมืออันดับหนึ่งเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์เป็ผู้บัญชาการกองทัพใหม่นี้ และอเล็กซ์ซานเดอร์ ท่านคือหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันที่มีโอกาสคว้าชัยชนะ และกลายเป็ยอดฝีมืออันดับหนึ่งมากที่สุด พูดง่ายๆ ก็คือ ท่านกำลังจะกลายเป็ผู้บัญชาการของกองทัพใหม่นี้ เมื่อเป็แบบนี้แล้ว ท่านว่าความคิดของท่านยังสำคัญอยู่ไหมตอนนี้?”
“ดูเหมือนว่าจะสำคัญจริงๆ ด้วย ฮ่าๆ”
เมื่อซุนเฟยลองคิดดูอีกครั้ง เขาก็พบว่า ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหันนี้ ทำให้สถานะของตัวเองในราชอาณาจักรเริ่มเปลี่ยนแปลงไปทีละเล็กทีละน้อย จากเมื่อก่อนอาศัยเพียงพลังของตัวเองบุกตะลุยอาละวาดอย่างบ้าคลั่ง จนมาถึงตอนนี้ ตอนที่ตัวเองมีอิทธิพลต่อสถานการณ์ของราชอาณาจักรอย่างแท้จริง
“คิกๆ แต่ก็อย่าได้ลำพองใจไปเล่า คนที่อยากตำแหน่งยอดฝีมืออันดับหนึ่งในการแข่งขันไม่ได้มีแค่ท่านคนเดียว การแข่งขันการซ้อมรบในครั้งนี้มียอดฝีมือจำนวนมากปรากฏตัวออกมา พวกเขาก็เป็หนึ่งในผู้เข้าแข่งขันที่มีโอกาสคว้าชัยชนะและกลายเป็ยอดฝีมืออันดับหนึ่งเช่นกัน ดังนั้นคู่ต่อสู้ของท่านไม่ได้มีแค่ 'หนึ่งดาบ' เท่านั้น”
“ถ้าข้า้าที่หนึ่ง ไม่ว่าใครก็ไม่อาจเอามันไปจากข้าได้ พวกเขาเป็แค่ตัวประกอบที่จะทำให้ข้าโดดเด่นเท่านั้นเอง” คำพูดของซุนเฟยเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น ซึ่งมันมาจากพลังอันแข็งแกร่งของตัวเอง
“ไม่ว่าอย่างไร มันก็ไม่ผิดที่จะระวังตัวนี่นะ” แพรีสถูกดวงตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความเชื่อมั่นของซุนเฟยทำให้ชะงักไปชั่วครู่ ในดวงตาของนางปรากฏแสงสว่างขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากเตือนซุนเฟยด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน จากนั้นก็หยิบสมุดเล่มบางๆโยนไปให้ซุนเฟยหนึ่งเล่ม “เอาไปอ่านเถอะ บางทีหนังสือเล่มนี้อาจจะมีประโยชน์กับท่านก็ได้”
“การคาดการณ์ความแข็งแกร่งของยอดฝีมือในเขตาทั้งห้าและพลังต่อสู้อย่างละเอียด?”
ซุนเฟยเปิดสมุดเล่มเล็กทันที เขาพบว่าสมุดเล่มนี้ได้บันทึกรายละเอียดต่างๆ ของยอดฝีมือทั้งห้าสิบคนที่เข้ารอบสุดท้ายของการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็ชื่อ ระดับพลัง ประเภทคลื่นพลังและทักษะในการต่อสู้ ชื่อของเขาถูกจัดให้อยู่ในลำดับที่หนึ่ง รองลงมาคือ 'หนึ่งดาบ' จากนั้นก็ซินดี้ องค์หญิงนักเวทแห่งอาณาจักรปู้หลัน ไล่ลงมาก็มีคนเถื่อนจากอาณาจักรกู่ต้ง 'นักรบคู่อัคคีวาโย' ฮุลกีและกานูเต้ 'มีดคู่กระหายเื' กับ 'เกราะเงินดาบคลั่ง' ที่ประกาศกร้าวต่อหน้าฝูงชนว่าจะท้าประลองกับเขา
คอนสแตนติน าาอาณาจักรแห่งไบแซนไทน์ก็อยู่ในอันดับที่สามสิบสามของสมุดเล่มนี้ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับกลางๆ นอกจากซุนเฟยแล้ว ยังมีแปเตอร์ แช็คยอดฝีมือของเมืองแซมบอร์ด ฉายา 'นิ้วเดียวแตกสลาย' เขาอยู่ในอันดับที่สิบสาม นับว่าอยู่ในระดับสูง ส่วนฟีลิปโป อินซากีถูกจัดให้อยู่ในลำดับต่ำสุด เขาอยู่ในอันดับที่สี่สิบเอ็ด
ดูจากรายชื่อของคนที่ถูกจัดอันดับ การวิเคราะห์ของสมุดเล่มนี้ค่อนข้างน่าเชื่อถือมาก หลักฐานอ้างอิงก็ชัดเจน
หลังจากที่ซุนเฟยอ่านเสร็จก็พบว่า ด้านหลังของสมุดมีตัวอักษรเล็กๆ ที่เขียนไว้ว่า “จัดทำขึ้นโดยมาเตรัซซี่ วณิพกอันดับหนึ่งแห่งราชอาณาจักร มีจำนวนเพียงหนึ่งร้อยเล่ม ราคาขายเล่มละหนึ่งหมื่นเหรียญทอง”
เ้านี่เองหรือเนี่ย
ทันใดนั้น ราวกับว่ามีเงาร่างของมาเตรัซซี่มาปรากฏอยู่ตรงหน้าของซุนเฟย เป็ตาเฒ่าหัวดื้อที่หาเงินได้เก่งจริงๆ ไม่แปลกที่ทั่วร่างมีแต่เงินกับทอง แม้กระทั่งภาชนะที่ใส่เหล้าไว้ดื่มยังเป็ทองคำบริสุทธิ์เลย ช่างมีหัวในการทำธุรกิจยิ่งนัก
แต่อย่างไรก็ตาม สายตาของมาเตรัซซี่และการคาดการณ์ของเขากลับน่าเชื่อถือมาก อย่างน้อยๆ ซุนเฟยก็ให้คะแนนกับสมุดเล่มนี้ไปแล้วเจ็ดสิบแปดคะแนน
ในตอนนี้เอง เสียงแตรทุ้มต่ำก็ดังมาจากไกลๆ
ทั้งสองคนหันไปมองตามทิศทางของเสียงก็พบว่า พิธีสาบานของกองทัพแห่งราชอาณาจักรได้สิ้นสุดลงแล้ว หัวหน้าอัศวินโรมัน ปัฟลูย์เชนโคเป็ผู้นำทหารม้าทั้งสามพันนายออกเดินทางไปเป็กลุ่มแรก เสียงกีบเท้าม้ากระทบพื้นดังลั่นประหนึ่งเสียงฟ้าร้อง ทหารม้าทั้งสามพันนายดูเหมือนกระแสน้ำสีดำที่หลั่งไหลออกจากลานฝึก ไม่ช้าพวกเขาก็หายลับไปจากขอบฟ้า
--------------------------
1 ภายใต้รังที่พลิกคว่ำไม่มีไข่ที่สมบูรณ์ อุปมาว่า ในเมื่อส่วนรวมต้องพบกับความพินาศแล้วส่วนตัวก็จะมีทางรอดที่ไหน
