“พี่ชาย บอกข้ามา เหตุใดท่านดูแลข้าดีเพียงนี้!”
เป็เยี่ยนเจาเจานั่นเอง นางเขย่งปลายเท้าฝืนปีนขึ้นไปบนตัวเขา เขากลัวนางล้มลงจึงเอื้อมมือไปกอดนางไว้
นางยิ้มจนดวงตาโค้งมน ดูน่ารักราวกับพระจันทร์เสี้ยว
เจาเจาตวัดแขนพันรอบคอหนานิเหออย่างดีใจ ลมหายใจอวลกลิ่นสุราหวานละมุนกระทบใบหน้าเขาเบาๆ จนรู้สึกคันยุบยิบ
ดวงตาเมล็ดซิ่งของนางสะท้อนแสงซัดสาดราวกับละอองน้ำ เจือแววยั่วยวนที่เด็กสาวอายุเท่านี้ไม่ควรมี จนจิตใต้สำนึกบอกให้เขาเบนสายตาออกเสีย
และตอนนั้นเองที่เขาเพิ่งรู้ว่าเยี่ยนเจาเจาเมาแล้วเล่นอะไรแผลงๆ!
อันที่จริงตอนนางเมาก็ดูไม่ต่างจากยามปกตินัก เว้นเพียงใบหน้าที่แดงขึ้นเล็กน้อย กอปรกับใบหูระเรื่อราวกับจิ้งจอกแดงตัวน้อยยังไม่หย่านม
“เจาเจา เ้าเมาแล้ว”
ความน้อยอกน้อยใจปรากฏเด่นชัดบนใบหน้าเยี่ยนเจาเจาทันที “ข้าเปล่า!”
“…เมาอยู่ชัดๆ ยังไม่ยอมรับว่าเมาอีก”
หนานิเหอคว้าคอเสื้อนาง พยายามดึงนางออกจากร่างของตนเอง
เขาคิดว่าเยี่ยนเจาเจาจะยอมให้เขาทำสำเร็จหรือ?
ทันทีที่เขายกมือขึ้น เยี่ยนเจาเจาก็มองเจตนาเขาออก นางจึงรีบสวมกอดรอบคอเขาแน่นขึ้น ตอนนี้ตัวนางเลยห้อยต่องแต่งอยู่บนร่างหนานิเหอราวกับหมีอู๋เหว่ย[1] ให้ตายก็ไม่ยอมลง
“เจาเจา เ้าควรนอนได้แล้ว”
หนานิเหอยอมแพ้ที่จะดึงนางออก เขาจึงทำเพียงประคองแผ่นหลังของนาง แล้วอุ้มเดินไปที่ข้างเตียงนุ่มแทน
แต่ใบหน้าเด็กสาวก็ยังคงสว่างสดใสและกระปรี้กระเปร่า โดยไร้ซึ่งวี่แววจะเข้านอนแต่อย่างใด
“ไม่เอา ข้าไม่อยากนอน”
นางเมามาย คำพูดคำจาเลยตรงไปตรงมายิ่งกว่าเดิม
เพราะนางไม่รู้สึกง่วงจึงดื้อรั้นไม่ยอมนอนลงบนเตียง ทั้งยังกำสาบเสื้อของหนานิเหอแน่น พร้อมกับกะพริบตาปริบๆ มองเขาด้วยแววตากลมโตน่าสงสาร
“พี่ชาย ข้ายังไม่อยากนอน”
แล้วหนานิเหอจะทนได้อย่างไร?
เขารีบเบนหน้าออกไป ก่อนเอ่ยเกลี้ยกล่อมเสียงอ่อน “เจาเจา หากกลางคืนไม่หลับไม่นอน ต่อไปตัวจะไม่สูงนะ”
เยี่ยนเจาเจาหัวเราะเสียงดังลั่น “อย่างไรข้าก็ไม่สูงอยู่ดี ข้ารู้ตั้งนานแล้ว”
หนานิเหอได้ยินก็อดหัวเราะตามไม่ได้ แล้วจู่ๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดแวบขึ้นมาเลือนราง แต่มันเกี่ยวข้องกับเยี่ยนเจาเจา เขาเลยปล่อยผ่านโดยไม่รู้ตัว
ประจวบเหมาะกับที่หงซิ่วเปิดประตูนำยาแก้เมาค้างเข้ามาพอดี เมื่อเห็นท่าทางของพวกเขาทั้งสอง นางก็รีบก้มหัวลงต่ำราวกับกระต่ายน้อย แล้ววิ่งออกไปโดยไม่กล้าจ้องพวกเขาอีก
นางไม่เพียงวิ่งออกไปเท่านั้น ยังปิดประตูให้อย่าง ‘รู้ใจ’ อีกด้วย พอบังเอิญพบหลานเล่อข้างนอกเข้า นางก็ทำเป็คุยกับหลานเล่ออย่างใจเย็น
“คุณชายกับคุณหนูมีเื่สำคัญต้องจัดการ พวกเราอย่าเพิ่งเข้าไปรบกวนตอนนี้ดีกว่า”
ปกติหงซิ่วมักจะมีท่าทางที่ดูเหมือนผู้ใหญ่ แต่ยามนี้กลับแสดงความเป็เด็กออกมา นางพูดจาตะลีตะลาน แลดูน่ารักน่าเอ็นดูทีเดียว
เื่สำคัญต้องจัดการ…
หงซิ่วเอ่ยเช่นนี้ทำให้หนานิเหอรู้สึกเก้อเขินขึ้นมา แต่แม่คุณทูนหัวก็ยังไม่ยอมปล่อยมือ ไม่รู้เหมือนกันว่าไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน
ทว่าหนานิเหอกลับยิ่งไม่กล้าแกะมือนาง เพราะหากแกะจนนางเจ็บขึ้นมา ก็จะเป็เขาเองที่เสียใจ
“เจาเจา ข้าปวดคอ”
หนานิเหอจนปัญญาจริงๆ หากเมื่อหนึ่งปีก่อน มีคนมาบอกเขาว่าอีกหนึ่งปีข้างหน้าเขาจะแสร้งทำเป็อ่อนแอต่อสาวน้อยคนหนึ่ง ทั้งยังฝืนทำหน้าตาน่าสงสารเพื่อให้นางยอมเชื่อ เขาคงต้องสั่งคนไปตัดคอมันผู้นั้นแน่
ปากเป็มงคลเสียจริง!
เยี่ยนเจาเจาโดนฤทธิ์สุราครอบงำ ความระแวดระวังตัวก่อนหน้าจึงหายไปหมด ทั้งวาจาและการกระทำต่างเอาแต่ใจตัวเองทั้งสิ้น ในหัวยิ่งปะทุราวดอกไม้ไฟ มึนเมาจนไม่รู้ตัวว่าอยู่ที่ใดหรือทำอะไรอยู่
เมื่อนางมองพี่ชายรองที่ทำตาละห้อยแสดงความอ่อนแอใส่นาง เืก็พลันพุ่งขึ้นหัว มือเคลื่อนไปก่อนสตินึกคิด รู้ตัวอีกทีมือของนางก็วางอยู่บนใบหน้าของหนานิเหอแล้ว
พอแตะลงไปแล้ว เยี่ยนเจาเจาก็คร้านจะเสแสร้ง นางเลยแกล้งพี่ชายรองที่ดูน่าสงสารและน้อยใจเบื้องหน้าตามใจตนอย่างเพลิดเพลิน
“พี่ชาย มีใครเคยบอกว่าท่านดูดีมากหรือไม่”
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เยี่ยนเจาเจาชมว่าหนานิเหอหน้าตาดี นางเคยใช้สารพัดน้ำเสียงชื่นชมความงดงามของเขาหลายครั้งหลายหน...แต่ครั้งนี้ไม่รู้ว่าเป็เพราะดื่มมากไปจนกลิ่นสุราบนร่างทั้งสองผสมปนเปกันหรือเปล่า เขาถึงรู้สึกหวั่นไหวกับคำพูดสนิทสนมพวกนี้
เยี่ยนเจาเจาลูบคลำใบหน้าเขาอย่างมีความสุข โดยไม่รู้ตัวว่าตนกลายเป็คนมักมากไปแล้ว ทั้งยังเป็หญิงมักมากที่ขวัญกล้าที่สุดเสียด้วย
“เจาเจา ข้าปวดคอ”
ความร้อนแผ่กระจายไปทั่วร่างหนานิเหอ เขาเอ่ยอย่างจนปัญญา แต่แววตากลับมีความมืดครึ้มไหวระลอกวับๆ แวมๆ จนต้องหรี่ตาลง แล้วเบี่ยงสายตาไปทางอื่น
“ได้ ได้ ข้าผิดไปแล้ว”
เยี่ยนเจาเจาปล่อยมือ
หนานิเหอค่อยรู้สึกหายใจคล่องคอ ขณะกำลังหยัดตัวยืนขึ้น คาดไม่ถึงว่าคอตนจะร้อนวาบขึ้นจากผิวบอบบางหอมกรุ่นที่เอื้อมมาแตะลำคอเขา ัันุ่มนวลและเย็นชื้นที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้หลังคอเขาแดงเถือก
“โอ๋ๆ ไม่ปวดแล้วนะ จุ๊บๆ ก็ไม่ปวดแล้ว ข้าจะเป่าแถมให้พี่ชายอีกที ไม่ปวดแล้วแน่นอน”
ฝีมือออดอ้อนของแม่นางน้อยเป็ไปตามสัญชาตญาณ นางไม่รู้สึกว่าการที่ตนจุมพิตคอของหนานิเหอนิดหน่อยเมื่อครู่มันผิดตรงไหน กลับกันนางยังคงชะโงกหน้าแล้วยู่ริมฝีปากแดงเข้ามาเป่าลมเบาๆ ด้วย
นี่ราวกับส่งชีวิตหนานิเหอไปสู่ความตาย เืบนหลังคอเขาค่อยๆ แผ่กระจายไปที่ใบหน้า
เขาลุกพรวดขึ้นพลางเอามือข้างหนึ่งปิดหลังคอที่เพิ่งโดนััอย่างไม่ได้ตั้งใจ ส่วนมืออีกข้างก็ยัดยาสร่างเมาใส่ปากเยี่ยนเจาเจา
ที่จริงมันควรเป็การกระทำเรียบง่ายทั่วไป แต่ััอ่อนนุ่มและอิ่มเอิบที่แตกต่างจากที่อื่นกอปรกับความร้อนผ่าวเล็กน้อยที่ส่งผ่านปลายนิ้วทำเอาเขาแทบเสียศูนย์
เ้าเด็กแก่แดดตัวน้อยกัดปลายนิ้วตนราวกับกลัวว่าก่อนหน้านี้ยังกวนไม่พอ พร้อมกับขมวดคิ้วและบ่นฮึดฮัด “พี่ชายใจร้าย ยานี้ขมมากเลย”
ไม่รู้ว่านางไปเรียนท่าทางกระเง้ากระงอดหวานๆ แบบนี้มาจากไหน แม้จะขมวดคิ้วบ่นอุบกับความขมของยาอย่างฉุนเฉียว แต่กลับกลืนยาลงไปอย่างว่าง่าย พลางเงยหน้ามองหนานิเหอด้วยรอยยิ้มระรื่น
“แต่นิ้วมือพี่ชายหวานมาก! อย่างกับลูกอมแน่ะ ข้ากินยาเลยไม่รู้สึกขมเลยเ้าค่ะ”
นางพูดพลางเอียงศีรษะมองหนานิเหออย่างน่าเอ็นดู พร้อมแกว่งขาไปด้วย
เยี่ยนเจาเจายามนี้ทั้งน่ารัก อ่อนหวาน และยังเปิดใจให้เขา
ครานี้หนานิเหอรู้สึกราวกับนิ้วมือและลำคอของตนอึดอัดไปหมด กระทั่งหัวใจยังเปี่ยมล้นด้วยความรู้สึกบางอย่างจนแทบทะลักออกมา ทำเขาทรมานไปทั้งตัว
“หงซิ่ว เข้ามาปรนนิบัติคุณหนูอาบน้ำพักผ่อนได้แล้ว!”
หนานิเหอตะเบ็งเสียงเรียกหงซิ่ง ก่อนจะหมุนตัวจากไปอย่างรีบร้อนตาลีตาเหลือกประหนึ่งว่าข้างหลังมีสิ่งน่ากลัวไล่ตามจนเขาต้องหนีหัวซุกหัวซุน
เยี่ยนเจาเจาทรุดตัวหัวเราะลั่นบนเตียงอย่างสุขใจ ปากก็เอ่ยพึมพำเสียงเบาว่า“พี่ชายตอนเล็กช่างน่ารักไร้เดียงสาเสียจริง”
ระหว่างนั้นหงซิ่วก็เดินมาข้างกายเยี่ยนเจาเจาแล้วประคองนางขึ้น ก่อนขยับมือแกะปิ่นผ้าประดับมุกมรกตบนมวยผมของนางออกเพื่อจะปรนนิบัติล้างหน้า
นางนั่งนิ่งปล่อยให้หงซิ่วจัดการร่างกายตนอย่างเต็มที่ พลางหลับตาลงครุ่นคิดเรื่อยเปื่อย
วันนี้นางเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน พอหงซิ่วปรนนิบัติพานางเข้านอนเสร็จ หัวนางแตะหมอนก็ผล็อยหลับไป แต่่กึ่งหลับกึ่งตื่นยังไม่วายกำชับหงซิ่วให้ไปดูพี่ชายว่าพักผ่อนหรือยัง ทั้งยังฝากบอกราตรีสวัสดิ์และขอให้พี่ชายหลับฝันดีแทนนางด้วย
ลำบากหงซิ่วแล้วจริงๆ
หลังจากหงซิ่วจุดกำยานให้เยี่ยนเจาเจาและเป่าตะเกียงเรียบร้อย นางก็เดินอย่างเชื่องช้าไปห้องข้างๆ พลางระดมสมองคิดหาวิธีว่าตนเองจะแจ้งคำฝากฝังของคุณหนูให้แก่คุณชายด้วยท่าทางเป็การเป็งานอย่างไรดี
นางเพิ่งมาถึงหน้าห้อง ก็เห็นหนานิเหอกำลังยืนอยู่ในห้องคนเดียวเหมือนคิดบางอย่างอยู่
พลันข้างหลังเขากลับปรากฎเงาร่างหญิงสาวผอมเพรียวสะท้อนแสงเทียนออกมาอย่างชัดเจน แม้แสงตะเกียงสลัวก็ยังเห็นว่าสตรีผู้นี้รูปร่างดี เอวคอดกิ่ว ดูอรชรอ้อนแอ้น
หงซิ่วเบิกตากว้างกำลังจะร้องะโ พร้อมกับที่หนานิเหอก็หันหลังไปกุมคอหญิงสาวคนนั้นด้วยความรวดเร็ว พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นะเืราวกับจะแช่แข็ง “ใครให้เ้ามา?”
หงซิ่วร้องเรียกหลานเล่อดังสนั่น ก่อนได้ยินเสียงขานรับจากไกลๆ เด็กนั่นคงไปห้องน้ำมา
หนานิเหอในห้องก็ได้ยินเสียงร้องของหงซิ่วเช่นกัน เขาบีบคอสตรีผู้นั้นอย่างไม่รักหยกถนอมบุปผาเลยสักนิด พลางลากนางออกมาข้างนอกและปรายตามองอย่างเ็า
แววตาของเขาไม่มีความอ่อนโยนเมตตาเหมือนตอนที่คุยกับเยี่ยนเจาเจาแม้แต่น้อย กระทั่งความอบอุ่นสักเสี้ยวยังไม่มี เขามองราวกับว่านางไม่ใช่สาวงามสะพรั่ง แต่เป็เพียงสิ่งของไร้ชีวิต
“คุณชาย นี่มันเกิดอะไรขึ้นขอรับ?”
หลานเล่อรีบวิ่งห้อกลับมาจากห้องน้ำ อาภรณ์ยังไม่ทันผูกดี เหงื่อก็ท่วมตัวไปหมด พอมาถึงก็เห็นสตรีนั่งตัวสั่นระริกอยู่บนพื้น จึงรีบเบนสายตาไปทางอื่นทันที
หนานิเหอโยนสตรีผู้นั้นลงบนพื้น ทั้งตัวนางแทบไม่ต่างอะไรกับเปลือยเปล่า บนร่างกายคลุมเพียงผ้าบางโปร่งแสงอ่อนนุ่มจนแทบจะเห็นส่วนเว้าส่วนโค้งทั้งหมด
หน้าตาของนางนับว่างดงามหยาดเยิ้ม ยามนี้ร่ำไห้ทุกข์ตรมอยู่บนพื้นราวดอกสาลี่ต้องหยาดฝน แลดูน่าสงสารชวนให้เกิดความเห็นใจยิ่งนัก
“ใครให้เ้ามา ข้าจะถามอีกครั้งและเป็ครั้งสุดท้าย”
ใบหน้าเจือสีเืฝาดของหนานิเหอที่เกิดขึ้นเพราะเยี่ยนเจาเจาเมื่อสักครู่ได้เลือนหายไปจนสิ้น
แม้เขาจะมีรูปโฉมที่หล่อเหลางดงาม แต่ยามนี้เมื่อเขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ผนวกกับสายตาไร้แววอบอุ่นที่มองต่ำลงมา กระทั่งริมฝีปากยังไร้สีเื ทำให้คนตรงหน้ารู้สึกได้ถึงระลอกความมืดที่แผ่ทั่วร่างจนไม่กล้ามองหน้าเขาตรงๆ อีก
“ไม่พูด? ไม่พูดก็ฆ่าเลยแล้วกัน วันพรุ่งนี้ก็ค่อยบอกนายหญิงใหญ่ว่ามีโจรเข้ามาในห้องของข้า เลยพลั้งมือฆ่าไป”
อารมณ์ของหนานิเหอไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เขายกความอบอุ่นให้เยี่ยนเจาเจาไปหมดแล้ว คนอื่นจึงได้รับเพียงความเ็าไร้ปรานีเท่านั้น
เขาทำท่าเหมือนคิดบางอย่าง ในมือถือถ้วยชาอยู่ใบหนึ่ง ทว่าหลังสิ้นคำพูดดังกล่าว ถ้วยชาในมือเขาก็พลันเกิดเสียงดังแกร๊กเบาๆ ก่อนจะแตกกระจายกลายเป็เศษกระเบื้องเคลือบคามือเขาทันที
แม้ว่าเืจะไหลอาบฝ่ามือ แต่หนานิเหอกลับโยนเศษกระเบื้องลงพื้นราวกับไร้ความเ็ป เมื่อเขาสะบัดมือ เืก็กระเซ็นไปโดนใบหน้าสตรีที่อยู่บนพื้นคนนั้น
คำพูดโเี้เฉยชาทำให้ใจของหญิงสาวเต้นผิดจังหวะ ความหวาดหวั่นก่อตัวขึ้น นางตัวสั่นเป็เ้าเข้าอย่างเลี่ยงไม่ได้ “เป็...เป็นายหญิงใหญ่ให้บ่าวมา...เ้าค่ะ”
เชิงอรรถ
[1] หมีอู๋เหว่ย หมายถึง หมีโคอาลา
