บทที่ 190 เตือนสติ
ความจริงแล้วเหตุผลนั้นเรียบง่ายยิ่งนัก นักปรุงโอสถต่างก็หมกมุ่นอยู่กับการปรุงโอสถ พวกเขาจึงคิดว่าการที่ต้องจ่ายผลประโยชน์กลับไปเป็เื่ที่ไม่ยุติธรรม แต่ขุมอำนาจของตระกูลเหล่านี้ย่อมรู้ดีว่า หากพวกเขาสามารถเรียนรู้เคล็ดวิชาลับการปรุงโอสถจากตระกูลลู่ได้ ประโยชน์ย่อมตกอยู่กับตระกูลหรือสำนักทั้งหมด และจะเป็ประโยชน์ที่คงอยู่ตลอดไป ในทางกลับกัน หากพวกเขาเป็คนของตระกูลลู่ ก็คงไม่ยอมเปิดเผยเคล็ดวิชาลับที่เกี่ยวเนื่องกับความเป็อยู่ของตระกูลเช่นกัน
ใน่เวลาสำคัญเช่นนี้ การที่ตระกูลลู่เต็มใจเผยแพร่เคล็ดวิชาลับนี้ นับว่าเป็ความเมตตาอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มขุมอำนาจต่างๆ แล้ว เมื่อมีโอกาสที่จะได้รับประโยชน์ย่อมไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือไป แต่เมื่อเห็นท่าทีของท่านผู้เฒ่าสูงสุดแห่งตำหนักมหาเทพแล้ว พวกเขาก็รู้ดีว่าแผนการของตนล้มเหลวโดยสิ้นเชิง จึงไม่กล้าที่จะแสดงเล่ห์เหลี่ยมต่อหน้าเขาอีก
อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ยังต้องแสร้งทำเป็ไม่รู้เื่ เพราะการพูดความจริงออกไปในเวลานี้ช่างไร้ประโยชน์ ดังนั้นตัวแทนของขุมอำนาจอื่นๆ จึงแสร้งทำเป็เพิ่งรู้เื่ราว "อ้อ ที่แท้เคล็ดวิชาลับนี้เป็ของตระกูลลู่นี่เอง พวกเรานึกว่าเป็เคล็ดวิชาลับที่ตำหนักมหาเทพมอบให้เสียอีก เช่นนั้นคงเป็การเข้าใจตระกูลลู่ผิดไป ในเมื่อเป็เช่นนี้ พวกเราย่อมไม่อาจปล่อยให้ตระกูลลู่ต้องแบกรับภาระนี้ไว้เพียงลำพังได้!"
บรรดาผู้เฒ่าของขุมอำนาจต่างๆ ที่ถูกส่งมาประจำการยังตำหนักมหาเทพล้วนเป็ผู้มีไหวพริบ แต่ก็ยังมีบางคนที่หวังลมๆ แล้งๆ หรือเป็พวกตระหนี่ขี้เหนียว แม้ว่าจะเข้าใจความหมายในคำพูดของท่านผู้เฒ่าสูงสุด และคนอื่นๆ ก็ยอมรับว่าการมอบผลประโยชน์บางประการให้ไม่ใช่เื่ยากเย็น แต่คนเ่าั้กลับยังคงยืนกรานว่าตระกูลลู่ควรเสียสละเพื่อส่วนรวม
อย่างไรก็ตาม คนเหล่านี้ไม่ได้โง่งมถึงขั้นกล้าประกาศต่อหน้าท่านผู้เฒ่าสูงสุด เพราะหากท่านผู้เฒ่าสูงสุดโกรธขึ้นมา แม้จะถูกฝ่ามืออรหันต์ปลิดชีพ ก็คงไม่มีผู้ใดกล้ายื่นมือเข้าช่วย
ในที่สุด ตัวแทนจากขุมอำนาจเหล่านี้ก็ออกจากตำหนักมหาเทพไปรายงานต่อตระกูลหรือสำนักของตน จากนั้นก็กำชับนักปรุงโอสถอีกเพียงเล็กน้อย ก่อนจะปล่อยให้พวกเขากลับไป
ขณะเดียวกัน ที่ห้องพักของลู่อวี่ในตำหนักตันหลิง หลังจากที่นักปรุงโอสถสันโดษทั้งเจ็ดคนได้พูดคุยกับนายน้อยลู่อวี่อย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็ตัดสินใจเข้าร่วมกับตระกูลลู่ กลายเป็นักปรุงโอสถของตระกูลลู่
ภายในเจ็ดตระกูลใหญ่ของเทียนตูนี้ มักมีนักพรตต่างสกุลปะปนอยู่ไม่น้อย บางตระกูลอาจมีจำนวนมากกว่าคนในสกุลด้วยซ้ำ ส่วนเื่ความภักดีนั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้นำตระกูลแล้ว
แม้ว่าขีดความสามารถของนักปรุงโอสถทั้งเจ็ดคนที่เข้าร่วมกับตระกูลลู่นี้ จะไร้ซึ่งความโดดเด่นในด้านอื่นๆ กล่าวคือมีดีเพียงด้านการปรุงโอสถ แต่ลู่อวี่ไม่ได้เป็กังวลในเื่นี้ เพราะด้วยทรัพยากรของตระกูลลู่ ตราบใดที่นักปรุงโอสถทั้งหลายตั้งใจฝึกฝน หนทางในภายภาคหน้าของพวกเขาย่อมสดใสอย่างแน่นอน!
การที่นักพรตต่างสกุลเหล่านี้เข้าร่วมตระกูลลู่ ย่อมไม่จำเป็ต้องเขียนสัญญาเป็ลายลักษณ์อักษรดังที่ทำกับชาวบ้านสามัญทั่วไป แต่กลับมีข้อผูกมัดที่เข้มงวดยิ่งกว่า
ต้องรู้ว่าในโลกที่เทียนตูตั้งอยู่นี้ นักพรตทุกคนจะต้องเผชิญหน้ากับทัณฑ์์เมื่อบรรลุขั้นพลังยุทธ์ และความรุนแรงของทัณฑ์์นั้นไม่เพียงแต่ขึ้นอยู่กับเคล็ดวิชาของนักพรตเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวเนื่องกับคำพูดและการกระทำในชีวิตประจำวันของนักพรตอย่างลึกลับ นี่จึงเป็เหตุผลว่าเหตุใดนักพรตถึงไม่ค่อยลงมือปลิดชีพชาวบ้านทั่วไป แน่นอนว่านักพรตฝ่ายมารก็เช่นกัน แม้ว่าพวกเขาจะไม่เข่นฆ่าคนธรรมดา แต่ทัณฑ์์ที่พวกเขาเผชิญนั้น กลับรุนแรงกว่านักพรตสายธรรมถึงสองเท่าเป็อย่างน้อย แต่ทุกอย่างย่อมมีข้อดีข้อเสีย ความเร็วในการฝึกฝนของพวกเขาก็เร็วกว่านักพรตสายธรรมทั่วไป และพลังการต่อสู้ก็แข็งแกร่งกว่าเช่นกัน
ดังนั้น ผู้ที่เข้าร่วมตระกูลลู่ล้วนต้องสาบานตน แม้ว่าคำสาบานนี้ไม่อาจควบคุมนักพรตเหล่านี้ได้อย่างสมบูรณ์ แต่ภายใต้การดูแลของตำหนักเทพ การฝ่าฝืนคำสาบานจะทำให้เส้นทางการฝึกฝนในภายภาคหน้าของพวกเขาลำบากและอันตรายอย่างยิ่ง เช่นนั้นแล้ว นอกจากผู้ที่คิดคดทรยศและไม่สนใจชีวิตของตนเองแล้ว คำสาบานต่อ์นี้ย่อมมีผลผูกมัดอย่างลึกซึ้ง
หลังจากที่นักปรุงโอสถทั้งเจ็ดคนเข้าร่วมกับตระกูลลู่อย่างเป็ทางการแล้ว ลู่อวี่ก็พาพวกเขามายังลานปรุงโอสถและชี้แนะเคล็ดวิชาลับต่างๆ ในการปรุงโอสถให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาได้ถ่ายทอดเคล็ดวิชาลับตามความเชี่ยวชาญของแต่ละบุคคล
ไม่เพียงเท่านั้น ลู่อวี่ยังได้ปรับปรุงสูตรโอสถหลายชนิดที่พวกเขาเชี่ยวชาญ ทำให้การปรุงโอสถทำได้ง่ายขึ้น หลอมโอสถได้จำนวนมากและมีคุณภาพสูงขึ้น
หลังจากได้รับคำชี้แนะจากลู่อวี่ นักปรุงโอสถทั้งเจ็ดคนต่างก็ตื่นเต้นจนหน้าแดงก่ำ เมื่อสามารถหลอมโอสถที่มีปริมาณและคุณภาพเหนือกว่าที่เคยทำได้ พวกเขาก็รู้สึกยินดีเป็อย่างยิ่งที่ได้ตัดสินใจเข้าร่วมกับตระกูลลู่ ในขณะเดียวกันก็หัวเราะเยาะนักปรุงโอสถที่วิ่งไปเจรจายังตำหนักมหาเทพอย่างไม่รู้จักประมาณตน แม้ว่าพวกเขาจะกลับมาและขอเข้าร่วมกับตระกูลลู่ในภายหลัง แต่ความสำคัญที่พวกเขาได้รับ ย่อมเทียบไม่ได้กับพวกตนอย่างแน่นอน
ลู่อวี่เห็นว่านักปรุงโอสถทั้งเจ็ดคนเชี่ยวชาญในสิ่งที่เขาสอนแล้ว ตัวเขาเองก็รู้สึกยินดีเช่นกัน แม้ว่าคนเพียงเจ็ดคนจะดูน้อยนิดเมื่อเทียบกับนักปรุงโอสถกว่าร้อยคนในตำหนักตันหลิง แต่สำหรับตระกูลลู่แล้ว นับว่าเป็กำลังเสริมที่สำคัญ
ลู่อวี่คาดการณ์ว่าหลังจากนักปรุงโอสถที่พากันไปฟ้องตำหนักมหาเทพกลับมาถึงแล้ว ก็น่าจะมีบางส่วนที่ตกลงตามเงื่อนไขของเขา ไม่ว่าจะเป็การขอเข้าร่วมตระกูลลู่หรือการมอบผลประโยชน์บางประการ เพื่อแลกกับการเสริมสร้างความชำนาญด้านการปรุงโอสถของตนเอง ครั้งนี้เขาถือว่าตนไม่ได้เสียเปรียบ เพราะถึงแม้จะบอกว่าจะฝึกฝนคนเหล่านี้ แต่เขาไม่ได้รับเป็ศิษย์ ดังนั้น จึงไม่คิดสอนสิ่งที่เป็แก่นแท้ที่สุดให้กับพวกเขาอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าลู่อวี่จะสอนเพียงพื้นฐานสำคัญ แต่นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับนักปรุงโอสถระดับล่างเหล่านี้ พวกเขาสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ตลอดชีวิต
เหล่านักปรุงโอสถเดินทางกลับมาอย่างรวดเร็ว ลู่อวี่เองก็เพิ่งกลับมาถึงที่พักจากลานปรุงโอสถ เหล่านักปรุงโอสถที่ไปยังตำหนักมหาเทพต่างก็กลับมาแล้ว แต่จำนวนคนกลับน้อยกว่าตอนไปเล็กน้อย เพราะยังมีนักปรุงโอสถอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่้าจ่ายผลประโยชน์ และไม่้าเข้าร่วมกับตระกูลลู่ พวกเขาจึงตัดสินใจออกจากตำหนักมหาเทพไปโดยพลัน ทางตำหนักมหาเทพเองก็ไม่ได้คิดขัดขวาง เนื่องด้วยเื่นี้ ผู้เฒ่าสูงสุดหยวนหวูจี๋ได้มอบหมายให้แก่นายน้อยตระกูลลู่เป็ผู้จัดการแต่เพียงผู้เดียว พวกเขาจึงไม่กล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยว
“เอ๊ะ เหตุใดทุกคนถึงกลับมาแล้วเล่า” นักปรุงโอสถหญิงเพียงหนึ่งเดียวในหมู่นักปรุงโอสถทั้งเจ็ดที่ยังอยู่ เอ่ยถามขึ้นพลางเลิกคิ้ว นางกำลังควบคุมเตาหลอมโอสถเพื่อหลอมโอสถวิเศษด้วยท่าทางผ่อนคลาย ริมฝีปากเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
คนกลุ่มแรกที่กลับมามีสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก แม้ว่าหลังจากได้ยินการวิเคราะห์จากผู้แทนขุมอำนาจของตนในตำหนักมหาเทพแล้ว พวกเขารู้ดีว่าการตัดสินใจของนายน้อยตระกูลลู่ผู้นั้นไม่ได้ทำให้ตนเสียเปรียบ แต่ก็ยังมีความรู้สึกอึดอัดเหมือนถูกหลอกลวงอยู่ดี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ยินคำถามว่า “เหตุใดทุกคนถึงกลับมาแล้วเล่า” พวกเขายิ่งรู้สึกดวงหน้าเห่อร้อนขึ้นมาโดยพลัน ไม่มีใครพูดอะไรออกมา มีเพียงการส่งเสียงฮึดฮัดเพื่อแสดงความไม่พอใจเท่านั้น
แม้ว่าพวกเขาจะตัดสินใจจ่ายผลประโยชน์ แต่จะจ่ายเท่าไร จะจ่ายอย่างไร และจะรับผลตอบแทนอย่างไร ล้วนต้องใช้เวลาในการคิดคำนวณ ดังนั้นในเวลานี้ พวกเขาจึงไม่สามารถไปหาลู่อวี่เพื่อขอคำชี้แนะหรือทำการฝึกฝนได้ในทันที
ในขณะเดียวกัน นักพรตสันโดษจำนวนไม่น้อยในกลุ่มนี้กลับไร้ซึ่งข้อกังวลใด พวกเขาตรงไปยังที่พักของลู่อวี่เพื่อสอบถามเกี่ยวกับการเข้าร่วมกับตระกูลลู่ทันที
ขณะที่ลู่อวี่กำลังรับผลประโยชน์และตอบรับคำขอเข้าร่วมตระกูลลู่จากบรรดานักปรุงโอสถอย่างเต็มกำลัง มู่หลงจื่อและศิษย์ของเขาก็กำลังหลบซ่อนตัวอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งอย่างทุลักทุเล
สำหรับมู่หลงจื่อ ่สองสามวันที่ผ่านมานี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็่เวลาที่โชคร้ายซ้ำซ้อน เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า "ฝนตกซ้ำซาก ยากจะหาเรือรอด" เดิมทีเขาอุตส่าห์ปลดปล่อยตัวเองออกจากสภาพการณ์การถูกเนรเทศ และขอเข้าร่วมกับตำหนักมหาเทพ โดยหวังว่าจะได้แสดงฝีมือและสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่
แต่ผู้ใดเล่าจะล่วงรู้ว่า หลังจากไปถึงกลับไม่มีผู้ใดให้ความสำคัญกับเขาแม้แต่น้อย เขาได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็ไร หากไม่มีผู้ใดให้ความสำคัญ เช่นนั้นเขาก็จะพยายามให้มากขึ้น เพื่อให้ผู้อื่นได้เห็นคุณค่า ทว่าเพิ่งจะเริ่มต้นได้ไม่ทันไรก็ถูกขับไล่ออกมาเสียแล้ว และด้วยความโมโหเขาจึง้าไปร้องเรียนที่ตำหนักมหาเทพ หวังว่าอย่างน้อยจะได้รับความเห็นใจบ้าง แต่สุดท้ายกลับไม่มีผู้ใดออกมาพบ มิหนำซ้ำยังถูกไล่ออกมาอีก นักปรุงโอสถขั้นห้าผู้มีพลังยุทธ์ใน่ปลายของขั้นตงซวนเช่นเขา กลับต้องมาประสบชะตากรรมเช่นนี้ ถือว่าน่าสงสารยิ่งนัก
หากเป็เพียงเท่านั้นก็แล้วไป แต่เขาคิดว่าหากที่นี่ไม่ต้อนรับ ก็ย่อมหาทางไปที่อื่นได้ มู่หลงจื่อจึงพาลูกศิษย์ออกตามหาสถานที่ที่อุดมสมบูรณ์เพื่อสร้างถ้ำของตนเอง จากนั้นก็ตั้งใจว่าจะเปิดเตาหลอมปรุงโอสถ สร้างชื่อเสียงและรับลูกศิษย์เพิ่มขึ้น หนทางในภายภาคหน้าย่อมไม่ด้อยไปกว่าตระกูลลู่ ให้พวกที่เคยดูถูกได้เห็นถึงบารมีของตระกูลมู่ของมู่หลงจื่อ
แต่ใครเล่าจะรู้ว่าแผนการที่วางไว้เสียดิบดี แผนการตามหาถ้ำแล้วสร้างขุมกำลังเป็ของตัวเองก็ฟังดูไม่เลว ทว่าถ้ำที่เขาอยากได้มันดีมากเกินไป มากเสียจนพอเผลอหลุดออกนอกเส้นทางไปหน่อย เพราะถูกพวกนักพรตมารเพ่งเล็งระหว่างทาง
นักพรตจากดินแดนมารเป็คนเช่นไร คำว่าโเี้ไร้ความปรานีคงเป็คำชมสำหรับพวกเขา คนเหล่านี้ไม่คิดจะปล่อยให้สิ่งมีชีวิตใดหลุดรอดไป หากเห็นก็เป็ต้องตาย แม้ว่าฝีมือของมู่หลงจื่อจะไม่เลว อีกทั้งลูกศิษย์ของเขาก็พอจะมีฝีมืออยู่บ้าง แต่เมื่อเทียบกับนักพรตมารเ่าั้แล้ว ก็ยังถือว่ายังเทียบไม่ติดแม้แต่ฝุ่น
ยิ่งไปกว่านั้น หากนำความสามารถในการต่อสู้ของนักปรุงโอสถกับนักพรตจากดินแดนมารมาเปรียบเทียบกันแล้ว ยิ่งไม่มีอะไรเทียบเทียมกันได้ ไม่ว่าจะเป็ประสบการณ์ ความกล้าหาญ หรือแม้แต่พลังอำนาจก็ต่างกันราวฟ้ากับดิน หากไม่ใช่เพราะมู่หลงจื่อเคยได้รับอาวุธวิเศษมาโดยบังเอิญ จนสามารถสังหารนักพรตมารไปได้หลายคน ป่านนี้พวกเขาทั้งหมดคงกลายเป็เถ้าธุลีไปแล้ว
“อาจารย์ พวกเราต้องหลบอยู่ที่นี่อีกนานเท่าไร นักพรตมารเ่าั้คงไม่ยอมปล่อยพวกเราไปโดยง่ายแน่” ศิษย์คนหนึ่งถามด้วยความกังวล
มู่หลงจื่อขมวดคิ้ว หากไม่ใช่เพราะนายน้อยตระกูลลู่ผู้นั้น เขาคงไม่ต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายเช่นนี้ หากมีโอกาสอีกครา เขาจะไม่มีวันปล่อยให้คนผู้นั้นได้อยู่อย่างสงบสุขเป็แน่ ส่วนคำถามของลูกศิษย์นั้นเขาได้ยินอย่างแจ่มแจ้ง ทว่าไม่อาจตอบสิ่งใดกลับไปได้ แม้ว่าอาวุธวิเศษของเขาจะไม่เลว แต่เขาไม่คิดจะออกไปสู้กับนักพรตจากดินแดนมารให้ตายกันไปข้างหนึ่งอย่างแน่นอน
“เหตุการณ์มันมาถึงขั้นนี้แล้ว ทำได้เพียงค่อย ๆ แก้ไขปัญหาไปทีละอย่าง พวกเราจงหลบซ่อนอยู่ที่นี่สักพักก่อน พวกนักพรตจากดินแดนมารคงหาไม่พบ เมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้า พวกเขาคงล้มเลิกความตั้งใจไปเอง ถึงเวลานั้น พวกเราค่อยหาโอกาสกลับไปยังเทียนตูแล้วหาที่ปลอดภัย”
เมื่อเห็นอาจารย์พูดเช่นนั้น บรรดาลูกศิษย์ที่ติดตามมาต่างก็รู้สึกว่าวิธีนี้ค่อนข้างปลอดภัยอยู่เช่นกัน จึงไม่พูดอะไรต่อ พวกเขาต่างก็ทุ่มเทให้กับการบำเพ็ญเพียร เป็เพราะไม่เคยผ่านการต่อสู้ที่แท้จริงมาก่อน จึงไม่เคยตระหนักว่าตนเองอ่อนแอเพียงใด ทว่า เมื่อได้รับความอับอายกลับคิดฮึดสู้ขึ้นมา หรือจะเรียกว่าผิดเป็ครูก็ย่อมได้ ่สองสามวันมานี้พวกเขาถึงได้ตั้งใจบำเพ็ญเพียรกันอย่างจริงจัง
มู่หลงจื่อถอนหายใจเบาๆ การมุ่งมั่นบำเพ็ญเพียรเอาตอนใกล้ตายจะมีประโยชน์ใด เพียงแต่ หากรอดพ้นจากภัยพิบัติครั้งนี้ไปได้ เขาเชื่อว่าลูกศิษย์ของตนคงจะมีความสำเร็จที่ดีไม่น้อย
