หลังจากสนทนากันไม่นาน ทุกคนก็เก็บข้าวของเรียบร้อยและกำลังเตรียมอาชากับรถม้าเพื่อเดินทางไปยังเมืองกู่ยี่
บุรุษที่นำหน้าขบวนนามว่าจางเยว่หาน กลางขบวนเป็หวงว่านโดยมีไป๋หยุนเฟยเดินแช่มช้าอยู่ท้ายขบวนตามที่มัน้า
ไป๋หยุนเฟยมีโอกาสได้สนทนากับถังซินหยุนบ่อยครั้ง ขณะที่เทียนิมักจะพูดแทรกขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม โดยที่ป้าจ้าวจะคอยเดินแทรกตรงกลางระหว่างไป๋หยุนเฟยและถังซินหยุนราวกับจะป้องกันคุณหนูของตนจากไป๋หยุนเฟย
จากที่ได้สนทนากัน ไป๋หยุนเฟยจึงทราบว่าป้าจ้าวมีนามว่า จ้าวม่านฉา เป็บ่าวรับใช้ของมารดาถังซินหยุน จ้าวม่านฉายังเป็พี่เลี้ยงของถังซินหยุน ดังนั้นยามที่นางเดินทางออกจากบ้าน มารดาถังซินหยุนจึงให้ป้าจ้าวคอยติดตามคุ้มครอง บ้านเกิดของนางอยู่มณฑลส่านหลินทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลเป่ยเหยียน แต่อยู่ที่ใดไม่ได้บอก ไป๋หยุนเฟยก็ไม่ได้ละลาบละล้วงถาม
แต่กระนั้น แม้แต่ภูติญญาอย่างป้าจ้าวยังเป็เพียงบ่าวไพร่ อย่างน้อยไป๋หยุนเฟยก็พอจะเดาได้ว่าตระกูลของพวกนางต้องยิ่งใหญ่ไม่ธรรมดา จากที่สังเกตดูไป๋หยุนเฟยก็พบว่าทุกคราที่ถังซินหยุนเอ่ยถือมารดาจะปรากฏร่องรอยความโศกเศร้า ราวกับที่ซึ่งนางเรียกว่า‘บ้าน’ไม่ได้เป็สถานที่ซึ่งสร้างความรักผูกพันธ์ต่อแม่ลูกทั้งสอง...
หลังจาก‘เปิดเผย’ตัวตน เทียนิก็ไม่คิดจะปิดบังอีก มันพรั่งพรูบอกเล่าชีวิตในเมืองกู่ยี่ บอกว่าเบื่อหน่ายแทบตายเพียงใดอยู่ยามอยู่บ้าน และความเอาแต่ใจของเหล่าผู้เยาว์จากตระกูลใหญ่ทำให้มันรังเกียจต่อความเย่อหยิ่งต่อคนเหล่านี้เพียงใด คล้ายกับว่าไม่เคยมีใครคอยรับฟังมันเช่นนี้มาก่อน เทียนิจึงบอกเล่าเื่ราวออกมามากมาย ถึงกับพูด’ความลับ’บางอย่างที่ไม่สมควรบอกกล่าวออกมา อย่างเช่น เื่ของคนอ้วนฉุราวสุกรป่วยจากตระกูลหลิว คนผู้นั้นมักจะชอบวางท่าว่าตนเองหล่อเหลา และเทียนิคิดเพียงอยากทุบตีคนอ้วนผู้นี้มาตลอด กระนั้นคนอ้วนนี้กลับมีน้องสาวที่น่ารักดวงตาใสกระจ่างฉลาดเฉลียว
ไป๋หยุนเฟยรับฟังจนหน้าแดงฉาน เห็นได้ชัดว่าเทียนิถูกกักอยู่ในบ้านนานเกินไป จึงดูเบิกบานอย่างยิ่งที่ได้‘หลบหนี’ออกมาทั้งยังเอ่ยถึงเื่ที่ทำให้มันเศร้าเสียใจอยู่ตลอดเวลา แน่นอนว่านี่คงเป็เพราะไป๋หยุนเฟยและถังซินหยุนไม่ได้ทำให้เทียนิรู้สึกว่า‘คิดร้ายต่อมัน’ มันจึงเห็นว่าไม่จำเป็ต้องกลั่นกรองสิ่งที่ออกจากปาก แม้จะปากมากเพียงใด แต่เมื่อใดที่เกี่ยวข้องกับความลับของตระกูล เย่เทียนิก็รู้ขอบเขตที่สมควรและรู้จักหยุดเมื่อเริ่มรุกล้ำเื่ส่วนตัวผู้อื่น
เดินทางอย่างเชื่องช้าจนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดิน ขบวนสินค้าก็พบที่โล่งเหมาะแก่การตั้งค่ายพักแรม จากที่หวงว่านบอก พวกมันเพิ่งมาได้ครึ่งทางจากเมืองเหยียนหลินไปยังเมืองกู่ยี่ อีกสามวันให้หลังจึงจะไปถึงจุดหมาย
ในระหว่างวัน ขบวนของพวกมันได้พบกับกลุ่มคนมากหลาย บ้างก็แยกออกไปจากเส้นทางหลัก บ้างก็เร่งรีบเดินทางเพื่อไปหาที่พัก
เมื่อเห็นทุกคนกำลังวุ่นวายกับหน้าที่ของตนและตนก็ไม่อาจช่วยเหลืออันใดได้ ไป๋หยุนเฟยก็ครุ่นคิดั้แ่พระอาทิตย์ขึ้นจนพระอาทิตย์ตกดินกระทั่งดึกดื่น มันใคร่ครวญหาว่ามีอะไรที่พอจะมีส่วนช่วยต่อคณะเดินทางได้บ้าง ในที่สุดก็นึกออกว่ามันสามารถออกไปสำรวจรอบค่ายพักเพื่อล่าสัตว์มาให้ทุกคนรับประทานได้
ขณะเดินออกห่างจากค่ายพักราวสองลี้ ไป๋หยุนเฟยหวังว่าจะพบกระต่ายป่า ไก่ป่าหรือสัตว์ที่พอจะเป็อาหารได้ แต่ไฉนออกค้นหาในระยะเพียงสองลี้ ไม่ยอมออกไปไกลกว่านี้? เหลวไหลไร้สาระ! หากว่ามันหลงทางเข้า ผู้อื่นคงต้องออกตามหา แล้วจะให้มันเอาหน้าไปไว้ที่ใดเล่า!?
“กะ ไก่ป่าที่อวบอ้วนนัก! ทั้งยังมีถึงสามตัว! ฮ่า ฮ่า คืนนี้ได้อิ่มท้องกันแล้ว!” ไป๋หยุนเฟยตาเป็ประกายยามสำรวจพบไก่ป่าสามตัวอยู่ในพุ่มไม้เบื้องหน้า เพียงสะบัดมือ มีดสั้นสามเล่มก็พุ่งวาบออกไป...
หลังจากผูกขาไก่ป่าที่เพิ่งถูกฆ่าทั้งสามตัวรวมกันด้วยเถาวัลย์ที่พบอยู่ไม่ไกล ไป๋หยุนเฟยก็หาทางออกจากป่า ขณะหาทางกลับมันก็นึกกระหยิ่มในใจ
กระทั่งมันออกมาถึงเส้นทางหลักจึงพบว่ามันออกห่างจากกลุ่มมาเกินสองลี้แล้ว ไป๋หยุนเฟยหลั่งเหงื่อโซมกายด้วยความอับอายพลางเหลียวมองรอบกายเพื่อหาทางกลับ ทันใดนั้นก็มีเสียงเรียกจากด้านหลังจนมันสะดุ้ง
“เอ๊ะ? ไป๋หยุนเฟย เป็เ้าจริงๆ!?”
สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความแตกตื่นสะท้านขวัญแก่ไป๋หยุนเฟย หากภูติญญาเช่นมันยังไม่อาจตรวจพบผู้ที่เข้ามาใกล้ ไป๋หยุนเฟยก็ได้แต่ขวัญผวาจินตนาการว่าอีกฝ่ายจะมีเจตนาร้ายหรือไม่...
ไป๋หยุนเฟยเดินต่อไปหลายวาโดยไม่หันกลับมามอง จากนั้นรีบพลิกกายกลับไปพร้อมกับวาดมือขวาเตรียมจะซัดมีดสั้นออกไป แต่แล้วมันก็ตระหนักได้ว่าแทนที่จะเป็มีดสั้น ในมือกลับกลายเป็ที่ไก่ป่าเพิ่งล่ามาได้ทั้งสามตัว ไป๋หยุนเฟยรีบสะบัดมือเรียกมีดสั้นสองเล่มจากแหวนช่องมิติมาไว้ในมือซ้าย มันใช้สายตาตื่นตัวมองไปยังผู้ที่อยู่ตรงหน้าพร้อมกับเตรียมซัดมีดสั้นในมือ
เห็นชายหนุ่มจมูกใหญ่ั์ตาเล็กยืนอยู่ที่ห่างไปหลายวา อีกฝ่ายมองมาด้วยสีหน้าประหลาดพิกลแต่ก็พอจะมองออกว่าเป็ความยินดี
“เ้าเป็ใคร?” ไป๋หยุนเฟยขมวดคิ้วพลางสำรวจอีกฝ่ายด้วยััิญญา ชายหนุ่มตรงหน้าคล้ายจะเป็คนธรรมดาที่ไม่มีอันใดพิเศษ แต่กระนั้นเื่ที่สามารถเข้าใกล้โดยที่ไป๋หยุนเฟยไม่รู้สึกตัวให้ความรู้สึกที่น่าประหลาด --- ความรู้สึกเช่นนี้ช่างคุ้นเคยนัก...
“วิเศษมาก --- เ้ายังไม่ตาย! ได้ยินว่ามีเื่วุ่นวายที่นอกกำแพงเมืองเมื่อหลายคืนก่อน ข้าก็คาดว่าเ้าไปที่นั่นและถูกฆ่าตายไปแล้ว!” ชายหนุ่มตรงหน้าถอนหายใจอย่างลิงโลด
“จิ้งิเฟิง!” ไป๋หยุนเฟยเลิกคิ้วขึ้นยามที่ตระหนักได้ว่าที่แท้คนผู้นี้คือจิ้งิเฟิง มีเพียงจิ้งิเฟิงเท่านั้นที่จะเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของตนได้เช่นนี้
จิ้งิเฟิงกระพริบตาฉีกยิ้มกว้าง “ไม่ใช่ข้าจะเป็ผู้ใด? ฮ่า ฮ่า ไป๋หยุนเฟย ได้ทราบว่าเ้ายังมีชีวิตอยู่นับเป็ข่าวดียิ่งนัก! หากเ้าต้องตายไปข้าคงละอายใจไปตลอดชีวิต”
แต่ยามกล่าววาจา รอยยิ้มมันกลับไม่มีวี่แววละอายใจแม้แต่น้อย จิ้งิเฟิงราวกับยึดถือไป๋หยุนเฟยเป็สหายเก่า เดินเข้าหาพร้อมกับอ้าแขนเตรียมจะสวมกอดไป๋หยุนเฟย
จิ้งิเฟิงปราศจากเจตนาร้ายแม้แต่น้อย เห็นไป๋หยุนเฟยปลอดภัยดีมันก็คลายใจลง ขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงความยินดีอย่างเปี่ยมล้น
ไป๋หยุนเฟยรู้สึกได้ถึงอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน หลังจากวางไก่ป่าลงบนพื้นมันก็อ้าแขนทั้งสองข้างโถมเข้าหาจิ้งิเฟิง
รอยยิ้มจิ้งิเฟิงเบิกกว้างขึ้น มันเร่งฝีเท้าพร้อมกับส่งยิ้มอย่างปลาบปลื้ม “วิเศษจริงๆ ที่ได้พบเจ้...”
“เ้าสารเลว! ข้าต้องจับตัวเ้าเพื่อล้างมลทินให้ตัวเองให้ได้!” พริบตาที่ทั้งคู่เข้าใกล้กัน มือไป๋หยุนเฟยก็คว้าจับลำคอจิ้งิเฟิงเอาไว้พร้อมกับขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเดือดดาล
“ข้า... ข้า... ข้าอธิบายได้! ให้ข้า... ให้ข้าได้ขออภัยต่อเ้าได้หรือไม่? ฮ่า ฮ่า...” จิ้งิเฟิงหน้าแดงฉานขณะพยายามสูดสายใจ
“ยังคิดจะขออภัยอีกหรือ! ข้าแทบถูกฆ่าตายเพราะเ้า มิหนำซ้ำยามนี้ก็ยังคงถูกเรียกเป็‘คนวิปริตต่ำช้า’เพราะเ้า! มารดาเ้าเถอะ! เ้าทราบหรือไม่ว่าวันนั้นมีคนเท่าใดเห็นข้าที่นั่น!? ชื่อเสียงของข้า! เพราะอะไร!? เ้าสารเลว!” ไป๋หยุนเฟยจับคอจิ้งิเฟิงเขย่าก่อนจะเหวี่ยงโดยแรงออกไปร่วมห้าวา
จิ้งิเฟิงลอยฝ่าอากาศออกไปก่อนจะร่วงลงพื้น แต่ไม่ทันถึงพื้นไป๋หยุนเฟยก็ตามไปถึงข้างกายเตรียมจะกระทืบซ้ำให้ตาย
“ช้าก่อน! ให้ข้าได้อธิบายก่อน! ข้าขออภัย! ข้าบอกว่า...”
“ขออภัยมารดาเ้า! ข้าถูกก่นด่าสาปแช่ง ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไปล่วงเกินอะไรเ้า! ข้าสาบานว่าหากได้พบเ้าอีกจะทุบตีจนมารดาจำเ้าไม่ได้! ขออภัย? รอให้ข้าทุบตีเ้าเสร็จก่อนเถอะ!” ไป๋หยุนเฟยคำรามด้วยความเดือดดาล
เสียงทุบตีผสานกับเสียงร้องโหยหวนดังไกลออกไปจนถังซินหยุนและพวกรู้สึกตัว
ผ่านไปครู่ใหญ่ เสียงร้องโหยหวนค่อยแ่ลงราวกับเ้าของเสียงเริ่มอ่อนล้า แม้แต่เสียงทุบตีก็เงียบหายไป…
“นายท่านไป๋ เกิดอะไร...”
เสียงอุทานดังขึ้น เรียกไป๋หยุนเฟยให้เงยหน้ามอง เบื้องหน้ามันเป็ถังซินหยุน จ้าวม่านฉา เทียนิและกระทั่งหวงว่านก็มา ทั้งหมดล้วนตะลึงงันเหม่อมองมาที่มันจากนั้นค่อยมองไปยังสิ่งที่คล้ายว่าจะเป็...มนุษย์?
“แม่นางถัง ป้าจ้าว พวกท่านมาพอดี ข้ามีหลักฐานล้างมลทินตัวเองแล้ว!” ไป๋หยุนเฟยยกร่างจิ้งิเฟิงขึ้นพร้อมกับกล่าวต่อสตรีทั้งสอง “นี่คือผู้ที่ปลอมตัวเป็ข้าและสร้างความลำบากแก่พวกท่านวันนั้น! มันคือ’คนวิปริตต่ำช้า’นั้น ไม่เกี่ยวข้องกับข้า!”
“เอ๊ะ? ท่านบอกว่าคนผู้นี้ปลอมตัวเป็ท่าน?”
ถังซินหยุนสำรวจดูจิ้งิเฟิง ใบหน้ามันถูกทุบตีจนคล้ายจะเป็สุกรมากกว่าผู้คน คิ้วนางขมวดเข้าหากันราวกับไม่แน่ใจกับคำถามเมื่อครู่
