อู๋เสียนจงผู้นี้เป็บุตรชายคนที่สามของนายท่านอู๋เจียงสงกับอนุภรรยาคนที่สอง เขามีอายุห่างจากพี่ชายคนรอง อย่างลู่เวินอยู่ห้าปี เพิ่งจะมีโอกาสได้เข้ามาช่วยงานในกิจการของตระกูล หลังจากลู่เวินถูกไล่ออกจากตระกูลมา แม้เขาจะไม่ได้เก่งกาจหรือฉลาดไปเกือบทุกเื่อย่างลู่เวิน แต่อู๋เสียนจงถือว่ามีไหวพริบเอาตัวรอดยามคับขันได้ ครั้งนี้จึงได้รับหน้าที่มาติดต่อค้าขายเื่ผ้าไหม กับคู่ค้าที่เมืองหย่งเหลียนซึ่งอยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกลนัก เดินทางด้วยรถม้าเพียงสามสี่วันก็ถึงแล้ว
และเขาเพิ่งจะรู้ข่าวว่าไม่กี่วันก่อน ที่เมืองหย่งจินมีทหารจากแคว้นตงหนานบุกเข้ามา แต่โชคดีได้ซื่อจื่อเซียวหนิงหลง พากำลังทหารมาช่วยจัดการได้ทัน ทุกอย่างจึงคลี่คลายได้อย่างรวดเร็ว แสดงว่าระหว่างสองแคว้นกำลังจะทำา ทว่าเขายังกลับเมืองหลวงตอนนี้ไม่ได้ ด้วยคู่ค้าผ้าไหมชวนเขามายังตำบลหย่งฝู เผื่อจะมีสินค้าที่น่าสนใจเพิ่มเติม จะได้พูดคุยเอาไว้เสียแต่เนิ่น ๆ เมื่อกลับไปปรึกษาบิดาที่เมืองหลวง แล้วได้ความว่าอย่างไรจากนั้นค่อยดำเนินการต่อก็ยังไม่สาย แต่ใครจะไปคาดคิดว่าเขาจะมาพบพี่ชายคนรองที่นี่
ตอนที่ออกจากตระกูลบิดาสั่งห้ามไม่ให้หยิบสมบัติออกมา แม้แต่สินเดิมของฮูหยินรองบิดายังไม่ยอมคืนให้พวกเขาสักชิ้น แล้วเหตุใดถึงเปิดร้านอาหารเช่นนี้ได้ ทั้งยังขายดีมีลูกค้าเดินเข้าออกอยู่ตลอด อาหารทุกอย่างก็อร่อยมาก เหลาอาหารที่เมืองหลวงยังเทียบอาหารร้านพี่รองของเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ
“นายท่านสือขอรับไม่ทราบว่า ท่านเคยมาทานอาหารที่ร้านนี้มาก่อนหรือไม่ขอรับ” อู๋เสียนจงถามคู่ค้าของตน
“ข้าไม่ได้มาบ่อยนักหรอก แต่ถ้ามีโอกาสมาค้าขายที่เมืองหย่งจิน ก็จะแวะมาที่นี่ประจำ เพราะอาหารทุกอย่างอร่อยจนแทบจะกลืนลิ้นตามลงไป บางครั้งข้ายังซื้อติดไม้ติดมือ เอาไว้กินระหว่างทางอีกด้วยนะคุณชายอู๋” สือเย่าเหิงตอบคำถามของอู๋เสียนจงอย่างอารมณ์ดี
“อ่อ ข้าเห็นด้วยกับนายท่านสือ อาหารทุกอย่างอร่อยมากจนเหลาอาหารอื่นยังเทียบไม่ติด ราคาก็ไม่แพงคนนั่งในร้านก็เยอะไหนจะแถวคนที่รอซื้อกลับบ้านอีก หากร้านนี้ไปเปิดที่เมืองหลวงคงจะร่ำรวยเพียงข้ามคืนแน่ ๆ ขอรับ” อู๋เสียนจงพูดอย่างประจบเอาใจสือเย่าเหิง เพราะเขาเป็คู่ค้าคนสำคัญของตระกูล
“ไม่ต้องถึงเมืองหลวงหรอกคุณชายอู๋ ถ้าเปิดสาขาตามเมืองต่าง ๆ เท่านี้ก็นับเงินกันไม่ไหวแล้วล่ะ ฮ่า ๆ ๆ” สือเย่าเหิงคิดเช่นนั้นจริง ๆ
“นั่นสิขอรับถ้าได้เปิดสาขาไปทั่วทุกเมือง คงจะร่ำรวยเป็เศรษฐีในพริบตาได้เลย” อู่เสียนจงคิดตามคำพูดของนายท่านสือ ก็บังเกิดความคิดขึ้นในหัวของตนทันที
ถ้าเขาได้สูตรอาหารนี้ไปมอบให้บิดา คงได้รับคำชื่นชมไม่มากก็น้อย แต่หากเขาเก็บเอาไว้และแอบทำเป็ของตนเอง ใช้ชื่อปลอมเปิดร้านอาหารไปทุกเมือง เขาจะไม่ร่ำรวยมีกินมีใช้ไปตลอดชีวิตหรอกหรือ ั้แ่เล็กจนโตเขากับมารดาอยู่ในจวนนั่นอย่างประหยัด เงินรายเดือนที่ควรได้นังฮูหยินเอกก็หักจนแทบจะไม่เหลือ
อู๋เสียนจงยังแอบสมน้ำหน้า ตอนที่อู๋เจี้ยนหาวกลายเป็คนขาเป๋ ชาตินี้ถ้าไม่มีเงินซื้อสตรีเพื่อแต่งเป็ฮูหยิน ก็ไม่มีใครอยากจะยกบุตรสาวให้คนขาเป๋เช่นนั้นแน่ เมื่อกลับถึงโรงเตี้ยมในเมืองหย่งจิน จึงคิดวางแผนเพื่อเอาสูตรอาหารจากพี่ชายคนรองมาให้ได้
“เลี่ยงซูเ้าไปเฝ้าดูที่ร้านอาหารตระกูลสวี ที่ข้าเพิ่งไปกับนายท่านสือ ดูว่าร้านนี้เปิดและปิดยามใดบ้าง แล้วกลับมารายงานข้าทันที” เขาอยากลงมือให้เร็วที่สุด เพราะอีกสองวันต้องออกเดินทางกลับเมืองหย่งเหลียน จากนั้นจะนำสินค้าเดินทางต่อเพื่อกลับเมืองหลวง
“นายท่านสาม้าลงมือกับครอบครัวนั้นหรือไม่ขอรับ หรือท่าน้าสิ่งใดท่านบอกข้ามาได้เลยขอรับ” เลี่ยงซูคนสนิทที่มีวรยุทธ์ขั้นกลาง เอ่ยถามเ้านายผู้ชุบเลี้ยงตนเอาไว้
“ข้า้าสูตรอาหารของร้านนั่น เมื่อได้สูตรอาหารก็จัดการสังหารพวกมันทิ้งซะ คนตายเท่านั้นที่พูดไม่ได้ และข้าจะนำสูตรอาหารไปเปิดกิจการเอง ต่อไปก็นั่งนับเงินไม่ต้องเดินทางไกลให้ลำบากเช่นนี้อีก”
‘พี่รองท่านอย่าได้โทษข้าเลย เพราะท่านมักจะโชคดีเสมอ ทำมาค้าขายอะไรก็มีลูกค้าเข้าหามากมาย แต่กับข้าทำแทบตายกว่าจะได้ลูกค้าสักคน’
“ขอรับ เช่นนั้นข้าจะรีบกลับไปสังเกตดูลู่ทางที่ร้านอีกครั้ง และจะกลับมารายงานนายท่านสามให้ทราบในตอนเย็นขอรับ” เลี่ยงซูคำนับเ้านายแล้วก็ออกไปจัดการเื่ดังกล่าวทันที
“ฮ่า ๆ ๆ ต่อไปครอบครัวของข้าจะใช้เงินเท่าไหร่ก็ได้ พวกเขาจะต้องได้ใส่เสื้อผ้าราคาแพง ไหนจะเครื่องประดับที่งดงามอีก บุตรชายของข้าต้องได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาดี ๆ ให้พี่ใหญ่อิจฉาเล่น ๆ พวกเ้ารอดูความสำเร็จของข้าก็แล้วกัน” อู๋เสียนจงเอาแต่นั่งคิดเข้าข้างตนเองอย่างมีความสุข
เลี่ยงซูที่ขี่ม้ากลับมายังตำบลหย่งฝูอีกครั้ง และเป็่เวลาที่ลูกค้าเริ่มทยอยออกจากร้าน เขานั่งอยู่ร้านน้ำชาฝั่งตรงข้าม ซึ่งเห็นทุกอย่างที่หน้าร้านเป็อย่างดี จนลูกค้าออกไปจนหมดทุกคนจึงเริ่มเก็บกวาดทำความสะอาด ก่อนจะยืนส่งกลุ่มของเซียวหนิงหลงกลับบ้านเช่า พร้อมกับเถาใส่อาหารหลายชั้น
เลี่ยงซูแน่ใจว่าเวลานี้ของทุกวันจะเป็เวลาปิดร้าน จึงเดินกลับไปที่ม้าของตนเพื่อกลับไปรายงานเ้านายที่รออยู่อย่างรวดเร็ว
“ก๊อก ๆ ๆ นายท่านสาม ข้าน้อยเลี่ยงซูขอรับ”
“ทำไมถึงได้กลับเร็วนัก” อู๋เสียนจงแปลกใจที่เลี่ยงซูกลับมาเร็ว
“เรียนนายท่านสาม ร้านอาหารจะปิดใน่ปลายยามเซินขอรับ ข้าคิดว่าพอมืดค่ำ่ปลายยามซวีสักหน่อย เป็เวลาที่เหมาะจะลงมือมากที่สุด เพราะชาวบ้านต่างอยู่ในบ้านของตนกันหมดขอรับ” เลี่ยงซูคาดเดา่เวลาในการลงมือได้เหมาะเจาะเป็อย่างยิ่ง
“จัดการตามเวลาที่เ้าว่ามาได้เลย พรุ่งนี้ข้าจะเข้าไปหาบ้านเช่าหลังเล็กนอกเขตตำบลสักหลัง เ้าจัดการพาตัวพี่สะใภ้กับบุตรสาวคนเล็กมาที่บ้านเช่า อย่าลืมทิ้งข้อความบอกพวกมันไว้ด้วยว่า สิ่งที่ต้องนำมาแลกคืออะไรพวกมันต้องยกโขยงกันมา เพื่อช่วยสองคนแม่ลูกนั่นแน่นอน เมื่อข้าได้สูตรอาหารมาแล้วเ้าจัดการสังหารให้หมดทุกคน และจุดไฟเผาบ้านเช่าหลังนั้นทิ้งด้วยเพื่อไม่ให้มีหลักฐานสาวมาถึงตัวพวกเราได้” อู๋เสียนจงคิดการทุกอย่างไว้ล่วงหน้าแล้วก่อนที่เลี่ยงซูจะกลับมา
“ข้าน้อยทราบแล้วขอรับ” เลี่ยงซูเห็นสีหน้ามีความสุขของเ้านาย ก็เข้าใจความรู้สึกนั้นเป็อย่างดี สิ่งที่เขาเห็นั้แ่เข้ามาอยู่ในจวนตระกูลอู๋ ทำเอาเลี่ยงซูอยากสังหารหม่ารั่วชิงวันละหลาย ๆ ครั้ง
“อืม เ้ากลับไปพักผ่อนเถิดไม่ต้องยืนเฝ้าหน้าห้อง” อู๋เสียนจงไล่เลี่ยงซูกลับห้องพัก โดยไม่ให้มายืนเฝ้าหน้าห้องพักเหมือนทุกครั้ง
นายบ่าวจากเมืองหลวงแยกย้ายกันพักผ่อนอย่างสบายอารมณ์ แต่ที่บ้านเช่าของเซียวหนิงหลงนั้นกำลังพูดคุยถึงความผิดปกติ ที่พวกเขารับรู้ได้ตอนที่ใกล้จะปิดร้านจึงได้มารวมตัวกันอยู่เช่นในตอนนี้
“ซื่อจื่อท่านรู้สึกเหมือนกันหรือไม่ขอรับว่า เมื่อ่เย็นก่อนจะปิดร้านคล้ายมีคนจ้องมองมาจากฝั่งตรงข้ามอยู่ตลอดเวลา ประหนึ่งกำลังสังเกตอะไรบางอย่างภายในร้านอาหารน่ะขอรับ” ก้งคุนเอ่ยถามเป็คนแรกเพราะ่เวลานั้น เขาช่วยงานอยู่ด้านหน้าร้านพอดี
“อืม ข้าก็คิดเช่นนั้นคล้ายกับสังเกตว่าร้านจะปิดเวลาใด เพื่อจะได้วางแผนลงมือทำการบางอย่างได้สะดวก” เซียวหนิงหลงยิ่งรู้สึกได้มากกว่าทุกคน เพราะเขาช่วยลู่ชิงอยู่ด้านนอกของร้าน
“คนผู้นั้นเอาแต่นั่งจ้องมาที่ร้านอาหาร ไม่ละสายตาแม้แต่น้อย ข้าคิดว่าจะต้องมีเื่อะไรเกิดขึ้น ในวันพรุ่งนี้อย่างแน่นอนเ้าค่ะซื่อจื่อ”
“พวกเ้าทำตามแผนข้าพรุ่งนี้หลังจากปิดร้าน พวกเราทำทีเดินกลับเหมือนทุกครั้ง พอลับตาคนก็วนกลับไปที่ร้าน โดยใช้วิชาตัวเบาขึ้นไปอยู่ชั้นบนของร้านอาหารทุกคน และต้องทำให้เงียบมากที่สุด เข้าใจสิ่งที่ข้าพูดหรือไม่” เซียวหนิงหลงวางแผนดัดหลัง คนที่คิดไม่ดีกับครอบครัวสวี เขาอยากจะรู้นักว่าใครมันช่างกล้าที่จะลงมือตอนที่เขาอยู่ที่นี่
“เข้าใจแล้วขอรับ/เ้าค่ะ” ทุกคนล้วนอยากให้ถึงวันพรุ่งนี้เร็ว ๆ เสียจริงจะได้เห็นหน้าคนใจกล้าผู้นั้น
“แยกย้ายได้ใครมีหน้าที่ไปดูแลที่ร้านก็รีบไป ส่วนคนที่เหลือพักผ่อนเตรียมตัวสำหรับจัดการคนผู้นั้น ข้าอยากจะเห็นมันยิ่งนัก ช่างคิดหาเื่ใส่ตัวกันเสียจริง” พวกใจกล้าหน้าด้านมักมีอยู่ทุกชนชั้นจริง ๆ
คืนนี้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดีไม่มีเหตุการณ์ใด ๆ ส่วนคนที่วางแผนสังหารพี่ชายนั้น ยังไม่รู้ว่าตนเองจะพบจุดจบเช่นไร เขานอนหลับฝันดีจนละเมอออกมาว่า ตนนั้นร่ำรวยนั่งอยู่บนกองเงินกองทอง กินใช้ไปทั้งชาติก็ไม่มีทางหมด ยามตื่นมาในตอนเช้ายังยิ้มไม่หุบกับฝันดี อู๋เสียนจงกับเลี่ยงซูแยกกันไปจัดการตามที่วางแผนไว้ ซึ่งอู๋เสียนจงจะรออยู่ที่บ้านเช่าหลังนั้น และให้เลี่ยงซูนำตัวคนตามมาทีหลัง
ระหว่างวันเลี่ยงซูก็ยังคงไปนั่งที่ร้านน้ำชาฝั่งตรงข้ามเช่นเดิม แต่ครั้งนี้เขานั่งอยู่ในห้องส่วนตัวเพื่อหลบสายตาผู้คนจนถึงตอนค่ำ เลี่ยงซูมองดูการค้าขายของร้านอาหารตระกูลสวี ก็พอจะเข้าใจเ้านายของตนว่าทำไมถึงอยากได้สูตรอาหารมากเพียงนั้น เพราะมันอร่อยและขายดีเช่นนี้นี่เองจนกระทั่งเวลาปิดร้านมาถึงเสียที
เขามองดูกลุ่มคนที่มาช่วยงานที่ร้านเดินออกไปจนลับสายตา จึงคิดเอาเองว่าคนกลุ่มนั้นคงเป็คนงานของร้านอาหาร แต่หารู้ไม่ว่าคนกลุ่มที่เขาเห็นตอนนี้กลับมาที่ร้านอีกครั้ง และขึ้นไปบนชั้นสองที่มีต้นไม้ใหญ่ แผ่กิ่งก้านบดบังสายตาของเลี่ยงซูได้เป็อย่างดี คนทั้งหกซุ่มอยู่เช่นนั้นอย่างเงียบเชียบเก็บลมหายใจได้เป็อย่างดี แม้เลี่ยงซูจะขึ้นมาถึง้าชั้นสองก็ไม่อาจรับรู้ถึงตัวตนของพวกเขาได้
เซียวหนิงหลงเดินตรงไปเคาะประตูห้องแรก ที่ลู่เวินกับบุตรชายพักอยู่ด้วยกัน ลู่เวินเกือบจะส่งเสียงดังถามออกมา ยังดีที่เซียวหนิงหลงใช้สัญญาณมือบอกเอาไว้ได้ทัน
จากนั้นลู่เวินจึงให้เขาเดินตามเข้าไป เพื่อพูดคุยกันในห้องแทนการยืนอยู่หน้าประตู ป้องกันคนที่กำลังจะลงมืออย่างเลี่ยงซูได้เป็อย่างดี
“อาเซียวพวกเ้ากลับไปแล้วมิใช่รึ ทำไมถึงกลับมาอีกเล่าหรือว่าลืมอะไรไว้ที่ร้านกันล่ะ” ลู่เวินถามด้วยเสียงไม่ดังมากนัก เนื่องจากท่าทางที่เซียวหนิงหลงสื่อสารกับเขา ทำให้ฉุกคิดไปในทางที่ดีไม่ได้เลย
“พี่ชายเซียวเกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ ท่านคงไม่ได้กลับมาที่ร้านคนเดียวกระมัง เมื่อครู่ข้าออกจากห้องอาบน้ำมา เห็นพวกพี่ชายคนอื่น ๆ นั่งอยู่บนกิ่งไม้ด้านข้างครบทุกคนเลยขอรับ” ลู่จื้อที่เพิ่งกลับมาจากการไปอาบน้ำกับน้องชาย ก็ถามกับเซียวหนิงหลงเช่นกัน
“พวกเรากลับมาที่นี่อีกครั้งย่อมมีเื่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ท่านน้าข้าไม่ขอปิดบังพวกท่านั้แ่เมื่อวานพวกเรารับรู้ถึงสายตาคู่หนึ่ง ที่เอาแต่จ้องมองมาที่ร้านเพียงที่เดียวไม่มองไปทางอื่นแม้แต่น้อย และวันนี้คนผู้นั้นก็นั่งอยู่ในร้านน้ำชาฝั่งตรงข้าม คอยจ้องมาที่ร้านทั้งวันจนถึงตอนนี้ก็ยังอยู่ที่นั่น เหมือนรอคอยเวลาลงมือทำอะไรสักอย่างขอรับ” เซียวหนิงหลงไม่รอช้ารีบอธิบายสาเหตุ ที่พวกเขากลับมาที่ร้านให้ลู่เวินและบุตรชายได้ฟัง
“ใครกันที่ทำเช่นนั้น พวกเราค้าขายอยู่ทุกวันจะไปหาเื่กับใครได้” ลู่เวินยังคิดไม่ออกว่าใครที่จ้องจะลงมือกับครอบครัวของตน
“ท่านน้าทำตามแผนของข้าก็แล้วกันขอรับ ข้าจะให้ก้งคุนมาอยู่ในห้องนี้กับท่านน้าและพวกเ้าสองคนด้วย ส่วนท่านน้าฟางซินกับชิงเอ๋อร์จะส่งก้งเยว่ไปอยู่เป็เพื่อน ส่วนข้ากับคนที่เหลือจะซุ่มดูอยู่บนต้นไม้ด้านนอก หากคนผู้นั้นคิดลงมือเมื่อใดพวกเราจะจัดการทันที” ขอเพียงทุกคนอยู่ในห้องเงียบ ๆ เพื่อรอเวลาให้คนที่มาเยือนได้ลงมือเท่านั้น
“ท่านพ่อทำตามแผนพี่ชายเซียวย่อมปลอดภัยนะขอรับ ไม่รู้ว่าคนที่มาจะมีวรยุทธ์สูงแค่ไหนพวกเราไม่ใช่คู่ต่อสู้คนผู้นั้นแน่ ๆ” ลู่เสียนก็สนับสนุนแผนของเซียวหนิงหลงเช่นกัน
“อืม พวกเราจะทำตามแผนของอาเซียวเ้าเองก็ระวังตัวด้วยเล่า” ลู่เวินยังเอ่ยเตือนด้วยความเป็ห่วงเซียวหนิงหลง
“ขอรับ อีกประเดี๋ยวกุ้งคุนกับก้งเยว่จะเข้ามาอยู่กับพวกท่าน ข้าจะออกไปรอที่ด้านนอกคาดว่าไม่เกินหนึ่งชั่วยาม คนผู้นั้นจะต้องลงมืออย่างแน่นอนขอรับ” เมื่อเข้าใจแผนการกันแล้วเซียวหนิงหลงก็ออกจากห้องมาอย่างรวดเร็ว และส่งก้งคุนกับก้งเยว่เข้าไปตามแผนที่วางไว้
และมันก็เป็ไปตามที่เซียวหนิงหลงได้คาดการณ์ไว้ เลี่ยงซูที่เห็นว่าห้องพักชั้นบนดับไฟ เพื่อเข้านอนจึงรีบลงมือทันที เขาใช้วิชาตัวเบาะโจากร้านน้ำชาข้ามถนนมายังร้านอาหาร เลี่ยงซูค่อย ๆ เดินตรงไปที่ห้องพักเพื่อจะแง้มประตูดูว่าห้องไหนที่สองแม่ลูกนอนด้วยกัน
คนในห้องเองต่างใจเต้นด้วยความกลัวพยายามเงียบเสียงเอาไว้ เพียงแค่เลี่ยงซูคิดจะแง้มประตูออก ด้านหลังของเขาก็ปรากฏบุรุษสี่คนที่ยืนล้อมปิดทางหนีของเขาเอาไว้ พร้อมอาวุธในมือครบทุกคน
“ข้าขอแนะนำให้เ้าถอยออกมาให้ห่างจากประตูนั่นแต่โดยดี มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เอ่ยเตือน” เซียวหนิงหลงเอ่ยเตือนด้วยตนเอง
“พวกเ้าเป็ใคร! มายุ่งอะไรกับธุระของข้า ถ้าพวกเ้าอยากจะปล้นร้านนี้ก็ไปค้นเอาเงินได้เลย ข้าไม่ได้สนใจเงินทองพวกนั้นแต่อย่างใด ขอเพียงอย่ายุ่งกับสตรีสองคนในห้องนี้เท่านั้น” เลี่ยงซูคิดว่าคนทั้งสี่เป็โจรมาปล้นร้านอาหารแห่งนี้
“ฮ่า ๆ ๆ นี่ข้ากลายเป็โจรปล้นไปเสียแล้วหรือนี่ เหตุใดเ้าถึงสนใจสตรีสองคนในห้องนี้ หรือพวกนางมีความแค้นอะไรกับเ้า” เซียวหนิงหลงรอฟังคำตอบอยู่ว่าจะออกมาเช่นไร
“ข้ากับพวกนางไม่ได้มีความแค้นต่อกัน แต่เ้านายของข้า้าตัวพวกนาง เพื่อไปสอบถามบางอย่างเท่านั้น ข้าตอบคำถามเ้าแล้วเช่นนั้นก็หลีกทางเสียที เพราะข้าต้องพาพวกนางสองคนไปพบเ้านาย” เลี่ยงซูคิดว่ายอมตอบคำถาม เพื่อจะพาสองแม่ลูกนี้ไปเสียทีแต่มันกลับไม่เป็อย่างที่คิดนี่สิ
“พวกเ้าสามคนลงมือเบา ๆ ก็พอ อย่าให้บอบช้ำจนเกินไปอีกประเดี๋ยวรีดข้อมูลสำคัญไม่ได้ ข้าให้เวลาแค่หนึ่งจิบชาเท่านั้นลงมือได้” สิ้นเสียงของเซียวหนิงหลงที่สั่งการกับตันเจียง เจียวมิ่งและก้งเจี้ยทั้งสามไม่รอช้าดีดตัวเข้าปะทะทันที
เลี่ยงซูที่คิดว่าคนพวกนี้เป็โจรปล้นไปทั่ว คงไม่เก่งวรยุทธ์สักเท่าไหร่ทระนงตนว่า ตัวเขามีวรยุทธ์ขั้นกลางคงจัดการได้ไม่ยาก แต่พอจบคำสั่งของคนที่เป็หัวหน้า คนทั้งสามเข้ามาประชิดตัวเขาอย่างรวดเร็วจนตั้งรับไม่ทัน เลี่ยงซูยังไม่ได้ดึงกระบี่ออกจากฝัก เขาก็ถูกเท้าและหมัดของสามคนนี้ตามลำตัว จนตอนนี้ขยับตัวหลบหลีกไปทางไหนก็ไม่อาจหลบให้พ้นได้ เพียงสามลมหายใจเลี่ยงซูก็นอนกองอยู่กับพื้น เพราะมีกระดูกแตกหักหลายแห่งพอสมควร
“จับตัวมันขึ้นมานั่งตอบคำถามของข้าดี ๆ”
“พะ พะ พวกเ้าเป็ใครกันแน่ เหตุใดถึงมีวรยุทธ์ขั้นสูงทุกคน”
เซียวหนิงหลงมิได้ใส่ใจคำถามของเลี่ยงซู “ข้าไม่จำเป็ต้องตอบคำถามของเ้า แต่เ้าจำเป็ต้องตอบคำถามของข้าเท่านั้น ตันเจียงไปเชิญท่านน้าลู่เวินออกมาที่นี่ด้วย”
ขณะที่รอลู่เวินออกมาจากห้อง เซียวหนิงหลงทำเพียงยืนจ้องเลี่ยงซูนิ่ง ๆ ไม่มีใครรู้เลยว่า ตอนนี้เซียวหนิงหลงกำลังคิดอะไรอยู่ พอลู่เวินเดินตามตันเจียงมาถึงบริเวณระเบียงด้านนอก ที่จุดโคมไฟส่องแสงสว่างทำให้เห็นหน้าผู้บุกรุกยามค่ำคืนได้ชัดเจน ลู่เวินที่เห็นใบหน้าผู้บุกรุกยังใ
“เลี่ยงซู!! เ้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคนที่คิดบุกมาทำร้ายพวกข้าคือเ้างั้นรึ”
“ถ้าใช่แล้วอย่างไร ไม่ใช่แล้วอย่างไร”
“ครอบครัวข้าถูกไล่ออกจากตระกูลมาหลายปี เ้านายของเ้ายังคิดจะทำร้ายพวกเราอีกไม่เห็นใจพวกเราบ้างเลยรึ” คนพวกนี้ทำไมยังคิดอิจฉาริษยาครอบครัวเขาอยู่อีกเล่า
“นายของเ้า้าอะไรจากครอบครัวนี้ ข้าให้โอกาสเ้าได้สารภาพก่อนที่เ้าจะไม่มีโอกาสครั้งที่สอง”
“ถุ้ย!!! พวกเ้าอย่าคิดว่าจะได้คำตอบจากข้าเลย ฆ่าข้าเลยสิ”
“ตันเจียง/ เจียวมิ่ง พาตัวไปที่ชายป่านอกตำบล พวกเราจะไปสอบถามเื่ราวกันที่นั่น ข้าไม่้าให้มีเสียงดังรบกวนชาวบ้านยามวิกาล” หากทรมานเลี่ยงซูที่นี่ ท่านน้าฟางซินกับชิงเอ๋อร์จะต้องหวาดกลัวเขาไม่อยากให้เป็เช่นนั้น
“ขอรับ/ขอรับ” เจียวมิ่งจัดการเอาผ้าอุดปากเลี่ยงซูไว้ ก่อนที่เขากับตันเจียงจะช่วยกันหามเหยื่อของเ้านาย ไปยังชายป่าตามคำสั่งทันที
“ท่านน้าเข้าไปปลอบท่านน้าฟางซินกับชิงเอ๋อร์เถิด ป่านนี้คงใกลัวไปหมดแล้ว เื่อื่นข้าจะช่วยจัดการให้เองขอรับ” เซียวหนิงหลงเห็นท่าทางเสียใจของลู่เวิน ก็ไม่อยากให้เกิดความลำบากใจ
“ขอบใจมากนะอาเซียว” เขาไม่รู้จะพูดอะไรสำหรับตอนนี้จริง ๆ
เซียวหนิงหลงมองลู่เวินเดินเข้าไปในห้องพักของลู่ชิง ก็หันหลังใช้วิชาตัวเบาตามคนทั้งสามไป ก่อนจะออกมาเขายังทันได้ยินเสียงที่สั่นกลัวของเด็กน้อยลอยมาเข้าหู ยิ่งทำให้เซียวหนิงหลงในตอนนี้รู้สึกอยากจะสังหารคนและสับมันเป็หมื่น ๆ ชิ้น ให้สาสมกับการทำให้ลู่ชิงเกิดอาการหวาดกลัวเช่นนี้ เมื่อตามมาถึงชายป่าจึงเดินเข้าไปกระทืบที่หน้าอกของเลี่ยงซูอีกหลายที จนตันเจียงต้องเข้ามาห้ามเอาไว้เสียก่อน
“พูด!! นายของเ้าเป็ใคร ทำไมถึงสั่งให้มาจับตัวพวกนางสองคนไปพบ” เซียวหนิงหลงแทบจะคุมอารมณ์โกรธเอาไว้ไม่อยู่
“แค่ก ๆ ๆ ข้าไม่มีอะไรจะพูด อยากจะฆ่าก็เชิญ” แม้ยามนี้ตัวเขาจะรู้สึกเจ็บจนแทบพูดไม่ออก ก็ยังไม่ยอมตอบคำถามของเซียวหนิงหลง
“อ่อ ฆ่าเ้ามันง่ายเกินไปสำหรับข้า ดังนั้นก่อนจะตายก็ทรมานเ้าเล่น ๆ ให้สาแก่ใจก็แล้วกัน พวกเ้าสองคนเลาะเส้นเอ็นมันออกมาให้หมด ไม่ต้องอุดปากปล่อยมันส่งเสียงร้องโหยหวนให้ก้องป่าได้ยิ่งดี” ถามดี ๆ ไม่ยอมตอบก็อย่าได้โทษว่าข้านั้นโเี้
“นะ นะ นี่เ้ายังเป็คนอยู่ไหม เหตุใดต้องทำเพื่อครอบครัวไร้ค่าที่ถูกไล่ออกจากตระกูลด้วย บิดามีนิสัยขี้ขโมยพวกลูก ๆ ก็คงไม่ต่างกัน ทำการค้าได้ดีมิใช่ไปขโมยสูตรอาหารของผู้อื่นมาหรอกนะ”
เลี่ยงซูไม่คิดว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะจิตใจโเี้อำมหิตไร้ ความเมตตาประหนึ่งว่าเขากลายร่างเป็ปีศาจได้ แต่ก็ยังปากกล้ากล่าววาจาดูถูกครอบครัวลู่ชิง
“นั่นมันเื่ของข้า! เ้ามีสิทธิ์มาสั่งสอนข้าั้แ่เมื่อใด พวกเ้ารอช้าอยู่ใยรีบลงมือซะ! ข้าเริ่มจะรำคาญเสียงสุนัขตัวนี้เต็มที” กล้าปากดีกล่าวหาว่าครอบครัวของชิงเอ๋อร์เป็คนไร้ค่า
เลี่ยงซูเมื่อเห็นว่าผู้ติดตามของเด็กหนุ่มคนนี้ จะลงมือตามคำสั่งจริงๆ ก็เริ่มลนลานกลอกตาไปมา ดั่งคนที่กำลังใช้ความคิดอย่างหนัก ในที่สุดเขาได้ะโออกไปว่า ยินดีสารภาพว่าเ้านายของตนเป็ใคร เพราะยังไม่อยากตายนั่นเอง
“ข้ายอมบอกแล้ว ๆ พวกเ้าอย่าได้ลงมือกับข้าตกลงหรือไม่”
“ถ้าเ้ายอมบอกั้แ่แรกข้าจะลงมือกับเ้าหนักเช่นนี้ได้อย่างไร พูดมาใครสั่งเ้ามาทำเื่บัดซบที่นี่” กลัวตายถึงได้ยอมคายความลับหรอกรึ คนเช่นนี้ไม่ควรเก็บเอาไว้เป็อย่างยิ่ง
“ปะ ปะ เป็นายท่านสามอู๋เสียนจง เมื่อวานนายท่านสามติดตามคู่ค้ามาที่ตำบลหย่งฝู และได้ทานอาหารที่ร้านของคุณชายรอง เมื่อรู้ว่าร้านนี้เป็ของพี่ชาย นายท่านสามจึงคิดอยากได้สูตรอาหารทั้งหมด เพื่อไปเปิดเป็กิจการของตนเองตามเมืองต่าง ๆ และสั่งเอาไว้ว่า หากได้สูตรอาหารจากคุณชายรองมาแล้ว ข้าต้องสังหารคนทั้งครอบครัวพร้อม และเผาพวกเขาในบ้านเช่าที่นายท่านสามรออยู่ในตอนนี้ จะได้ไม่มีหลักฐานติดตามเอาผิดกับนายท่านสามได้”
“หวังสบายจากความคิดของคนอื่นสินะ ครอบครัวท่านน้าช่างโชคดีจริง ๆ ที่ออกมาจากตระกูลนี้ได้ มีบิดาเห็นแก่ตัวเช่นนั้นนอกจากท่านน้าลู่เวินแล้วคนอื่น ๆ คงมีนิสัยเช่นเดียวกันหมดจวนกระมัง บ้านเช่านั่นอยู่ที่ไหนบอกทางให้กับคนของข้าเดี๋ยวนี้” เห็นแก่ตัวั้แ่หัวหงอกจนหัวดำ
“นายท่านสามเช่าบ้านหลังเล็ก ๆ อยู่ด้านทิศตะวันตกในหมู่บ้านใกล้ ๆ กับทางเข้าตำบล”
เซียวหนิงหลงหันไปพยักหน้าให้ตันเจียง รีบไปนำตัวอู๋เสียนจงมาที่นี่ ตันเจียงทำเวลาได้รวดเร็วดีมาก เพียงหนึ่งเค่อก็นำตัวอู่เสียนจงมาคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเซียวหนิงหลงได้แล้ว
“เลี่ยงซู!! ทำไมเ้าถึงมีสภาพเช่นนี้ได้ เ้าพวกนี้เป็คนทำแผนการของข้าพังสินะ” อู๋เสียนจงยังไม่รู้ตัวว่าตนบังอาจทำคนของใคร
“แผนการชั่ว ๆ ของเ้าข้าจะปล่อยให้ทำสำเร็จได้ยังไงกัน แม้แต่แผนการสกปรกของฮูหยินเอกอู๋ติ้งเกา ยังทำอะไรน้องสาวข้าไม่ได้กลับกลายเป็อู๋เจี้ยนหาว ที่ต้องกลายเป็คนพิการขาเป๋ไปตลอดชีวิต เพื่อชดใช้ความผิดที่คิดไม่ดีกับท่านหญิงเซียวเยว่เล่อ แล้วกับเ้าที่วางแผน่ชิงเอาของคนอื่นไปเป็ของตน ข้าย่อมขัดขวางอย่างเต็มที่เพราะรังเกียจคนเช่นเ้าอย่างไรเล่า” เซียวหนิงหลงเอ่ยถึงเื่ของน้องสาวขึ้นมา เพื่อให้อู๋เสียนจงระลึกได้ว่าเขาคือใคร
“ยะ ยะ อย่าบอกนะว่าเ้าคือซื่อจื่อเซียวหนิงหลง พี่ชายของท่านหญิงเซียวเยว่เล่อ” อู๋เสียนจงไม่คิดว่าคนที่ขัดขวางแผนของตนจะเป็ซื่อจื่อเซียวหนิงหลง
“หืม รู้จักข้าด้วยหรือนี่ น่าดีใจจริง ๆ ที่มีคนยังรู้จักชื่อข้าอยู่ และยังเป็คนจากตระกูลอู๋เสียด้วยสิ สันดานหัวขโมยคงมิใช่ท่านน้าลู่เวิน แต่ข้าคิดว่าเป็เ้ากับคนอื่น ๆ ในตระกูลมากกว่า” อย่าคิดที่จะขอให้ข้าปล่อยเ้าโดยไม่ลงโทษอะไรเด็ดขาด
“ซื่อจื่อท่านปล่อยพวกข้าไปเถิด แล้วพวกข้าจะรีบกลับเมืองหลวงทันที จากนี้จะไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีกอย่างแน่นอนขอรับ” อู๋เสียนจงที่คุกเข่าอยู่ถึงกับอ้อนวอนกับเซียวหนิงหลงทันทีทันใด
เซียวหนิงหลงเลิกคิ้วหนาขึ้นเล็กน้อย เพราะไม่ผิดไปจากที่คาดการณ์ไว้ “ปล่อยเ้าไปหรือ? ช่างพูดอะไรง่ายดายเช่นนี้ หากข้าไม่เข้ามาขวางเอาไว้ เ้าคงให้คนสนิทสังหารคนทั้งครอบครัวทิ้งไปแล้วกระมัง”
“ซื่อจื่อโปรดละเว้นข้าสักครั้งเถิดขอรับ ท่านจะให้ข้าเป็วัวเป็ม้ารับใช้ท่านก็ยังได้ ขอเพียงท่านปล่อยข้าไปข้ายินดีทำทุกอย่าง”
“อ่อ ข้าปล่อยเ้าไปก็ได้ แต่คนของข้าจะทำให้เ้าดูว่า การปล่อยคนชั่วไปเป็เช่นไรก็แล้วกัน พวกเ้าสองคนจัดการอู๋เสียนจง ตามที่ข้าสั่งให้ทำกับบ่าวคนสนิท อย่าลืมตัดลิ้นมันออกมาด้วยจะได้ไม่พูดมากอีก”
จะปล่อยไปโดยไม่ลงโทษได้อย่างไร มีเพียงคนเป็ใบ้และพิการแขนขาใช้การไม่ได้ ถึงจะเหมาะสมกับบทลงโทษ ที่บังอาจคิดสังหารเด็กน้อยของเขา ส่วนบ่าวคนสนิทก็ไม่ทันได้ร้องขอชีวิตเช่นเ้านาย เพียงชั่วพริบตาดาบในมือของเซียวหนิงหลง ก็ตวัดลงไปที่ลำคอของเลี่ยงซูอย่างรวดเร็ว
“ฉัวะ! ตุบ” ไม่มีเสียงร้องออกมาแต่อย่างใดดาบเดียวสิ้นลมทันที
“อ๊ากกกก” อู๋เสียนจงส่งเสียงร้องได้เพียงเท่านั้น
เมื่ออู่เสียนจงถูกตัดลิ้นเป็อย่างแรก จึงไม่สามารถเปล่งเสียงพูดอันใดได้อีก มีแค่เสียงอืออาออกมาเป็ระยะ แต่ไม่ดังพอให้ใครได้ยิน ตันเจียงกับเจียวมิ่งจัดการตัดเลาะเส้นเอ็น ทั้งมือและเท้าต่อให้เป็หมอเทวดาก็ไม่อาจช่วยรักษาได้อีกต่อไป
นับจากนี้จนถึงวันตายอู๋เสียนจงทำได้เพียงนอนนิ่ง ๆ อยู่บนเตียง หรือนั่งบนรถเข็นให้บ่าวไพร่คอยป้อนอาหาร อาบน้ำและเช็ดทำความสะอาดของเสียตามร่างกายเท่านั้น นี่คือค่าตอบแทนที่อู๋เสียนจงคิดกำจัดครอบครัวของลู่ชิง
แจ้งคุณรี้ด
ต่อจากตอนนี้อีก 2 ตอน ไรท์ขออนุญาตติดเหรียญนะคะ
ขอบคุณคุณรี้ดทุกท่านที่ใจดีสนับสนุนอ่านงานเขียนของไรท์ค่ะ
