สวี่ชิงเจียที่กำลังผิงไฟอุ่นกายอยู่ในห้องครัวถึงกับสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงร้องไห้อันโหยหวนนั้น นางโผล่หัวออกมามองด้วยความมึนงง
ซุนซิ่วฮวาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจ “เกิดเื่อะไรกันอีก!” นางสบถออกมาคำหนึ่งก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งรุดออกจากห้องครัวไป
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สวี่ชิงเจียก็ตัดสินใจลุกตามออกไปดูเช่นกัน
ยามโพล้เพล้มาเยือน ท้องนภากลายเป็สีเทาหม่นสลัว
ท่ามกลางลานบ้านที่มีผู้คนยืนอออยู่ไม่น้อย ณ ใจกลางลานดินนั้น ชายร่างผอมเกร็งวัยสี่สิบเศษกำลังลงมือทุบตีเตะต่อยหญิงสาวที่กองอยู่บนพื้นอย่างบ้าคลั่ง “อย่าว่าแต่บ้านแกยังไม่ได้รับความเป็ธรรมคืนเลย ต่อให้พ้นผิดแล้ว แกก็ยังเป็เมียฉันอยู่วันยังค่ำ กล้าดียังไงมาเถียงคำไม่ตกฟาก ดูซิว่าวันนี้ฉันจะตีแกให้ตายคามือไหม!”
หญิงสาวบนพื้นขดตัวกลมเป็ลูกบอล ทำได้เพียงส่งเสียงครางประท้วงในลำคออย่างแ่เบา ทว่ามาต้าจู้กลับไม่ยอมรามือ เขาเหลือบไปเห็นกองฟืนข้างกาย จึงถลันเข้าไปคว้าท่อนไม้ขนาดเท่าปากชามขึ้นมาหมายจะฟาดซ้ำ
“มาต้าจู้ หยุดมือเดี๋ยวนี้!” สวี่เซี่ยงกั๋วแผดเสียงตวาด พลางก้าวพรวดเข้าไปแย่งท่อนไม้มาจากมือของอีกฝ่าย “แกคิดจะทำอะไร อยากให้ถึงขั้นมีคนตายเชียวหรือ?”
มาต้าจู้ที่เมื่อครู่ยังดูดุร้ายราวกับปิศาจ พลันเปลี่ยนสีหน้าเป็ยิ้มประจบยามเห็นสวี่เซี่ยงกั๋ว “จะเป็ไปได้อย่างไรครับหัวหน้า ผมก็แค่โกรธจนหน้ามืดตามัวไปหน่อยเท่านั้นเอง พวกเราจะไปกันเดี๋ยวนี้แหละ” พูดพลางจะเข้าไปหิ้วปีกหญิงสาวบนพื้น
ทว่าหญิงสาวกลับไวกว่า นางไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ถลันเข้ามากอดขาของสวี่เซี่ยงกั๋วไว้แน่น ร่ำไห้จนน้ำตาอาบหน้า “หัวหน้า ช่วยฉันด้วย ฉัน้าหย่า ฉันจะหย่ากับมาต้าจู้!”
มาต้าจู้หน้าถอดสีทันควัน ใบหน้าถมึงทึงดูน่าสยดสยองราวกับจะกินเืกินเนื้อ เขาคว้าคอเสื้อด้านหลังของหญิงสาวไว้แล้วกัดฟันกรอด “อีตัวดี! สมัยก่อนถ้าไม่ใช่เพราะฉันยอมแต่งกับแก แกคงตายเน่าไปนานแล้ว ตอนนี้เห็นว่าฉันหมดประโยชน์ก็จะถีบส่งงั้นรึ ฝันไปเถอะ!”
หญิงสาวกอดขาสวี่เซี่ยงกั๋วไว้แน่นไม่ยอมปล่อย จนกางเกงของเขาแทบจะถูกรั้งให้หลุดลงมา
หลิวหงเจินเดินเข้ามาเห็นภาพนั้นเข้าพอดี ใบหน้าของนางพลันเปลี่ยนเป็สีเขียวคล้ำด้วยความริษยา นางปรี่เข้าไปแกะมือนั้นออกทันที “เหอเซียวเซียว หล่อนนี่ยังมียางอายอยู่บ้างไหม เที่ยวไล่ดึงกางเกงผู้ชายหน้าตาเฉย อยากได้ผัวจนตัวสั่นขนาดนั้นเชียวรึ!”
สวี่เซี่ยงกั๋วที่กำลังรั้งขอบกางเกงตัวเองอยู่หน้าดำคร่ำเครียด นึกตำหนิในใจว่าเมียคนนี้พูดจาภาษาอะไรกัน
คนหนึ่งพยายามแกะ อีกคนพยายามรั้ง นิ้วมือถูกงัดออกทีละนิ้ว เหอเซียวเซียวสั่นสะท้านไปทั้งสรรพางค์กายด้วยความหวาดกลัว นางรู้ดีว่าหากถูกมาต้าจู้ลากกลับไปคราวนี้ นางคงต้องถูกตีจนตายแน่ๆ
“หัวหน้า ช่วยฉันด้วย มาต้าจู้จะฆ่าฉันแล้ว!” เหอเซียวเซียวแผดเสียงร้องไห้ปานจะขาดใจ
น้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความสิ้นหวังโหยหวนนั้นฟังแล้วชวนให้หนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ สวี่เซี่ยงกั๋วขมวดคิ้วพลางพยายามสะบัดขาออก “ปล่อยมือก่อน มีอะไรก็ค่อยๆ พูดกัน”
เื่ราวในครอบครัวของมาต้าจู้นั้นยุ่งเหยิงราวกับด้ายพันกัน เหอเซียวเซียวเป็ลูกหลานของ ‘กลุ่มบุคคลห้าประเภทดำ’ และเป็ปัญญาชนรุ่นแรกที่ถูกส่งมายังกองผลิตแห่งนี้ ั้แ่ก่อน่ปฏิวัติวัฒนธรรม ปัญญาชนรุ่นแรกๆ มักมีภูมิหลังเช่นนี้ พวกเขาถูกส่งมาชนบทเพื่อรับการดัดสันดานผ่านการใช้แรงงาน งานที่ได้รับมอบหมายจึงเป็งานที่สกปรกและหนักหนาสาหัสที่สุด แต้มค่าแรงยังถูกหักลดหย่อน และไม่มีสิทธิ์ในการรับโควตาเข้าทำงาน เรียนต่อ เข้าพรรค หรือเป็ทหารใดๆ ทั้งสิ้น
เหอเซียวเซียวทนความลำบากไม่ไหว จึงยอมแต่งงานกับมาต้าจู้ ซึ่งตระกูลมานั้นย้อนกลับไปสามชั่วอายุคนล้วนเป็เกษตรกรผู้ยากไร้และฐานะปานกลางค่อนข้างต่ำ มีภูมิหลังขาวสะอาดหมดจด ทว่ามาต้าจู้นั้นเป็คนี้เีสันหลังยาวจนชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วสิบห้าหมู่บ้าน ทั้งยังมีรูปร่างอัปลักษณ์และเตี้ยม่อต้อ อายุล่วงเข้ายี่สิบเจ็ดปีแล้วก็ยังหาเมียไม่ได้ หากไม่ใช่เพราะเหตุผลนี้ เขาก็คงไม่ยอมแต่งกับเหอเซียวเซียวที่มีภูมิหลังเป็ลูกหลานแลนด์ลอร์ดจอมมารหรอก
หลังแต่งงาน สถานะทางชนชั้นของเหอเซียวเซียวก็ดีขึ้นตามสามี กลายเป็คนในพวกเดียวกันกึ่งหนึ่ง งานที่ทำก็เบาลง และแต้มค่าแรงก็คิดคำนวณเท่ากับชาวบ้านทั่วไป
แต่ใครจะคิดว่าความสุขนั้นสั้นนัก ไม่ถึงหนึ่งเดือนมาต้าจู้ก็เผยธาตุแท้ออกมา เขาชอบทุบตีเมียเป็อาจิณ ไม่ว่าจะอารมณ์ดีหรือร้ายก็ลงไม้ลงมืออยู่เสมอ
ชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านตบตีเมียไม่ใช่เื่แปลก ทว่าไม่มีใครลงมือเหี้ยมโหดเท่ามาต้าจู้ ชาวบ้านต่างพากันมาตักเตือนอยู่บ่อยครั้ง เมื่อเตือนทีเขาก็หยุดไปพักหนึ่ง แล้วก็กลับมาตีใหม่ วนเวียนอยู่อย่างนี้จนเป็เื่ปกติ...
ทว่าภายหลังทุกคนเริ่มเพิกเฉย ไม่ใช่เพราะความชาชิน แต่เป็เพราะเหอเซียวเซียวเองก็ทุบตีลูกสาวของนางเช่นกัน เมื่อถูกมาต้าจู้ตี นางก็จะไประบายอารมณ์กับลูก ซึ่งมาต้าจู้ก็ไม่เคยใยดี ชาวบ้านที่ทนดูไม่ได้เข้าไปห้ามกลับถูกนางด่าทอว่าสอดรู้สอดเห็นเื่ในบ้าน
์ทรงโปรดแท้ๆ เด็กหญิงวัยแปดขวบกลับมีร่างกายเล็กกว่าเด็กห้าขวบเสียอีก ผอมโซจนหนังหุ้มกระดูกดูราวกับโครงกระดูกเดินได้ ในที่สุด ‘สวี่เถี่ยจู้’ พี่ชายของมาต้าจู้ที่ทนดูต่อไปไม่ไหว จึงรับเด็กน้อยไปเลี้ยงดูที่บ้านตนเอง มิเช่นนั้นเด็กคนนี้คงถูกพ่อแม่ใจั์คู่นี้ทุบตีจนตายไปนานแล้ว
ด้วยเหตุนี้ เมื่อเห็นมาต้าจู้ลงมือกับเหอเซียวเซียว ทุกคนจึงเลือกที่จะยืนดูอยู่ห่างๆ แม้แต่สวี่เซี่ยงกั๋วเองก็นึกเอือมระอา ทว่าในฐานะหัวหน้ากองผลิต เขาไม่อาจปล่อยผ่านไปได้
“ปล่อยมือสิ!” หลิวหงเจินเห็นเหอเซียวเซียวกอดชายหนุ่มของนางไม่ยอมคลาย ก็โกรธจัดจนหยิกเข้าที่เนื้ออ่อนบนแขนของหญิงสาวอย่างแรง ยามนี้พวกปัญญาชนต่างพากันเสียสติเพียงเพื่อ้าใบรับรองกลับเข้าเมือง เมื่อวันก่อนนางเพิ่งเห็นปัญญาชนหญิงคนหนึ่งส่งสายตาหยาดเยิ้มให้สวี่เว่ยจู้ ยามนี้นางจึงมองปัญญาชนหญิงทุกคนราวกับนางสุนัขจิ้งจอกเ้าเล่ห์
เหอเซียวเซียวเจ็บจนต้องคลายมือออก และถูกมาต้าจู้หิ้วขึ้นมาปานลูกไก่ในกำมือ นางดิ้นรนเตะถีบอย่างเสียสติ ทันใดนั้นมาต้าจู้ก็ร้องเสียงหลงพลางคู้ตัวลงกุมเป้ากางเกงด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว ถลึงตามองหญิงสาวอย่างอาฆาต “อีตัวแสบ!”
เหอเซียวเซียวสะดุ้งสุดตัว ภาพความทรงจำที่ถูกทุบตีมาตลอดสิบกว่าปีพรั่งพรูเข้ามา สมองพลันว่างเปล่า เหลือเพียงสัญชาตญาณในการเอาตัวรอด นางจึงรีบวิ่งหนีไปทางช่องว่างของฝูงชนทันที
ทิศทางนั้นพุ่งตรงไปยังประตูใหญ่ของบ้านสกุลสวี่ ซึ่งสวี่ชิงเจียยืนอยู่ตรงนั้นพอดี เมื่อเห็นเหอเซียวเซียวพุ่งเข้ามาอย่างไม่คิดชีวิต สวี่ชิงเจียจึงก้าวถอยหลังตามสัญชาตญาณ ทว่านางกลับลืมไปว่าเื้ัมีธรณีประตูที่สูงเกือบเท่าหน้าแข้ง
สวี่ชิงเจียเสียหลักหงายหลังล้มพับเข้าไปในห้อง ซุนซิ่วฮวาที่เห็นดังนั้นก็ใแทบสิ้นสติ รีบเข้าไปหมายจะประคองหลานสาว ทว่ากลับปะทะเข้ากับเหอเซียวเซียวที่พุ่งเข้ามาอย่างจัง
ซุนซิ่วฮวาถูกชนจนถลาไปตามแรง และถูกธรณีประตูเกี่ยวล้มลงตามสวี่ชิงเจียไปอีกคน
“โอ๊ย!” หญิงชราร้องลั่นด้วยความเ็ปขณะล้มลงข้างหลานสาว มือข้างหนึ่งกุมเอวไว้แน่น ใบหน้าซีดเผือด “เอวฉัน... เอวฉันหักแล้ว!”
สวี่ชิงเจียใจหายวับ รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้น “คุณย่า!”
ผู้คนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ต่างกรูเข้ามาหมายจะช่วยพยุงซุนซิ่วฮวาให้ลุกขึ้น
“อย่าขยับ! อย่าขยับเด็ดขาด! ท่าทางเอวจะเคล็ด” สวี่ไจ้ชุน ‘หมอเท้าเปล่า’ (หมอพื้นบ้าน) ที่เดินตามมาดูเหตุการณ์รีบเอ่ยปราม เพราะหากสุ่มสี่สุ่มห้าพยุงอาจทำให้าเ็สาหัสกว่าเดิม
เขาสอบถามอาการครู่หนึ่ง ก่อนจะสั่งให้บรรดาลูกชายของบ้านสกุลสวี่ค่อยๆ ช่วยกันหามหญิงชราไปนอนบนเตียงอย่างระมัดระวัง
“อาสะใภ้ อดทนหน่อยนะครับ มันจะเจ็บสักนิด!” สวี่ไจ้ชุนเอ่ยเตือน
ซุนซิ่วฮวาบอกตนเองว่า ความลำบากประเภทไหนนางก็เคยฝ่ามาหมดแล้ว แค่นี้เื่เล็ก
ทว่านางกลับถูกความจริงตบหน้าเข้าอย่างจัง เพราะยามที่หมอลงมือนวดเฟ้นถอนพิษ นางกลับร้องลั่นบ้านด้วยความโกรธแค้น “ไอ้ลูกชายตัวแสบ เบามือหน่อย แกจะเอาชีวิตย่าสะใภ้คนนี้หรือไง!” สวี่ไจ้ชุนเป็ลูกชายของลูกพี่ลูกน้องสวี่เฒ่า นางจึงเห็นเขามาั้แ่เล็กแต่น้อย คำพูดคำจาจึงไม่ได้ถือสาหาความนัก
“ถ้าผมไม่ลงแรง วันข้างหน้าอาสะใภ้จะต้องปวดไปอีกครึ่งค่อนเดือนนะครับ” สวี่ไจ้ชุนหัวเราะแหะๆ
หลังนวดเสร็จ เขาจึงกำชับคนในบ้าน “ภายในเจ็ดวันนี้อย่าเพิ่งลงจากเตียง ให้รักษาสมดุลของร่างกายไว้บนเตียงก่อน หลังจากเจ็ดวันก็อย่าเพิ่งทำงานหนัก รอให้พ้นปีใหม่ไปก็น่าจะหายเป็ปกติแล้วครับ”
ทุกคนในบ้านสกุลสวี่ต่างพยักหน้าเกร็งรับคำสั่ง
ซุนซิ่วฮวาเมื่อเริ่มทุเลาปวดลงบ้างก็ั์ตาหรี่เล็กลง “เหอเซียวเซียวอยู่ไหน!” ทำนางเจ็บตัวขนาดนี้ ดีนักที่ไม่ได้เหยียบโดนหลานรักของนาง ไม่อย่างนั้นเื่นี้ไม่มีทางจบง่ายๆ แน่
“หวงเสวียอู่พาตัวไปแล้วละแม่” หลิวหงเจินที่เพิ่งเดินเข้ามาเอ่ยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเสียดาย
ไม่ต้องรอให้ใครถาม หลิวหงเจินก็ร่ายยาวราวกับเทน้ำออกจากถังถึงเหตุการณ์หลังจากนั้น “พอเห็นว่าก่อเื่ใหญ่เข้า มาต้าจู้ก็คว้าไม้จะเข้าไปตีเหอเซียวเซียว แต่ตีไปได้ไม่กี่ที หวงเสวียอู่ก็พาคนเข้ามาขวางไว้ มาต้าจู้น่ะมันไอ้ขี้ขลาด พอเห็นคนเยอะเข้าหน่อยก็หุบปากเงียบกริบ”
หวงเสวียอู่เป็หัวหน้ากลุ่มปัญญาชน เห็นว่าเหอเซียวเซียวเป็ปัญญาชนเหมือนกันจึงไม่อาจเพิกเฉยได้ เขาพาชายฉกรรจ์ในกลุ่มเข้ามาห้ามมาต้าจู้ไว้ เหอเซียวเซียวร้องไห้อ้อนวอนไม่ยอมกลับบ้านไปกับสามี บรรดาปัญญาชนหญิงเห็นเข้าก็ใจอ่อน จึงพาตัวนางกลับไปยังจุดพักปัญญาชนด้วยกัน
ซุนซิ่วฮวาโกรธจนอกแทบะเิ ชนคนาเ็แล้วกลับหายหัวไปไม่เห็นแม้แต่เงา นางถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างแค้นเคือง “คิดว่าหนีไปแล้วเื่จะจบงั้นรึ ฝันไปเถอะ!” รอให้นางหายดีก่อนเถิด จะได้เห็นดีกัน
ยามเมื่อเหลือบไปเห็นสวี่ไจ้ชุนที่ยังยืนอยู่ ซุนซิ่วฮวาจึงล้วงหยิบลูกกุญแจออกมาจากสาบเสื้อ
ดวงตาของหลิวหงเจินเป็ประกายขึ้นมาทันที นางขยับก้าวเข้าไปหา เพราะนั่นคือกุญแจตู้กับข้าวที่เก็บทั้งน้ำตาล น้ำมัน และไข่ไก่เอาไว้ข้างใน
“สะใภ้สาม ไปหยิบไข่ไก่มาห้าฟองให้ไจ้ชุนติดมือกลับบ้านไปด้วย” ซุนซิ่วฮวายื่นกุญแจให้โจวชุ่ยชุ่ย สำหรับชาวบ้านทั่วไป การหาหมอมักจะจ่ายเป็ธัญญาหารหรือผักสดเป็ค่าครู หากใจกว้างหน่อยก็ให้ไข่ไก่ ซุนซิ่วฮวาอาจจะดูงกในบางเื่ แต่นางรู้ดีว่าไม่อาจขี้เหนียวกับหมอได้ เพราะคนเราย่อมมีวันเจ็บป่วยเป็ธรรมดา
หลิวหงเจินหน้าตึงขึ้นมาทันทีอย่างไม่ไว้หน้าแขก
สวี่ไจ้ชุนแสร้งทำเป็มองไม่เห็น พลางเอ่ยถ่อมตัวตามมารยาท “โอย อาสะใภ้ มันมากเกินไปแล้ว ผมเกรงใจจริงๆ ครับ” ทว่าพอไข่ไก่ถูกส่งมาถึงมือ เขากลับรับไปอย่างแคล่วคล่องพลางเอ่ยอย่างเบิกบาน “ถ้าอาสะใภ้รู้สึกไม่สบายตรงไหน ก็ให้คนไปตามผมได้ทันทีเลยนะครับ”
ซุนซิ่วฮวานึกในใจว่า ฉันคงไม่กล้าเรียกแกบ่อยนักหรอก ไข่ไก่ตั้งห้าฟองเชียวนะ!
สวี่เซี่ยงหัวเดินออกไปส่งสวี่ไจ้ชุน คนอื่นๆ ก็ถูกหญิงชราไล่ออกไปจนหมด เหลือเพียงสวี่ชิงเจียที่ยืนอยู่เพียงลำพัง ดวงหน้าเล็กๆ ของนางเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด หากไม่ใช่เพราะช่วยนางไว้ หญิงชราก็คงไม่ต้องมาเจ็บตัวเช่นนี้ โชคดีที่อาการไม่รุนแรงนัก
ซุนซิ่วฮวาลูบแก้มเนียนนุ่มของหลานสาวพลางปลอบประโลม “ย่าไม่เป็ไรหรอก ถือเสียว่าได้โอกาสนอนพักผ่อนบนเตียงสักไม่กี่วันก็แล้วกัน”
“หนูจะอยู่ดูแลคุณย่าเองค่ะ จะคอยยกน้ำยกท่าส่งข้าวส่งน้ำให้นะคะ” สวี่ชิงเจียรีบเอ่ยแสดงเจตจำนง
ซุนซิ่วฮวาฟังแล้วรู้สึกอุ่นซาบซ่านไปถึงขั้วหัวใจยิ่งกว่ากินน้ำผึ้ง “เจียเจียของย่าช่างกตัญญูเหลือเกิน!” สำหรับหญิงชราแล้ว หลานสาวคนนี้ดีเลิศไปเสียทุกอย่างั้แ่เส้นผมจรดปลายเท้า
ยามที่ย่าหลานคุยกันสัพเพเหระ สวี่ชิงเจียก็ขันอาสาไปยกน้ำร้อนมาให้หญิงชราล้างหน้าล้างเท้า
พอเข้าไปในห้องครัว นางกลับพบว่าน้ำร้อนสองหม้อใหญ่เหลือเพียงไม่ถึงครึ่งหม้อ
จังหวะนั้นเอง เสียงสาดน้ำก็ดังซ่ามาจากกลางลานบ้าน เมื่อมองออกไปก็เห็นหลิวหงเจินกำลังสาดน้ำที่มีไอความร้อนพุ่งพล่านลงบนพื้นหน้าห้องของตน เพียงเท่านี้สวี่ชิงเจียก็เข้าใจกระจ่างแจ้ง สวี่เจียเฉวียนคงต้องแช่เท้าทุกวันนั่นเอง
หลิวหงเจินเหลือบมองสวี่ชิงเจียแวบหนึ่ง ก่อนจะสะบัดหน้าเดินเข้าห้องลูกชายไปอย่างสำราญใจ
สวี่ชิงเจียรู้สึกอึดอัดใจนัก หากจะไปโวยวายเื่น้ำร้อนเพียงเล็กน้อย คนอื่นคงจะหาว่านางเื่มาก
ในความทรงจำของร่างเดิม ป้าสะใภ้ใหญ่คนนี้มักจะชอบทำเื่เล็กน้อยให้น่ารำคาญใจเช่นนี้เสมอ จะว่าชั่วร้ายก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพียงแต่เป็คนเห็นแก่กิน ี้เี และปากคอเราะร้ายจนน่ารำคาญใจยิ่งนัก
ฉินฮุ่ยหรูเองก็เคยถูกป้าสะใภ้คนนี้รังแกจนร้องไห้อยู่บ่อยครั้ง จนเมื่อปีก่อนถึงกับเร่งเร้าให้สวี่เซี่ยงหัวแยกบ้าน ตามธรรมเนียมที่นี่ เมื่อลูกๆ แต่งงานมีครอบครัวแล้วก็ควรจะแยกบ้านกันไป แต่ผู้เฒ่าสกุลสวี่ชอบความครึกครื้น แม้แต่สวี่เฟินฟังลูกสาวคนเล็กจะแต่งออกไปได้สี่ปีแล้ว ทว่าบ้านนี้ก็ยังไม่ยอมแยกจากกัน
ทนอยู่ด้วยกันมาหลายปี ฉินฮุ่ยหรูเริ่มแบกรับไม่ไหวที่ต้องคอยมารองรับอารมณ์ของคนบางวันที่จ้องจะจับผิดอยู่ตลอดเวลา ใครไม่โดนเองย่อมไม่รู้ซึ้ง
ความจริงแม้แต่สวี่เซี่ยงหัวเองก็เริ่มจะทนไม่ไหว เขาเป็คนรักเมียและลูก ทำงานมีเงินเดือนสูงและมีโบนัสอยู่บ่อยครั้ง จึงมักจะหาของดีๆ มาให้เมียและลูกกินอยู่เสมอ แต่พอหลิวหงเจินรู้เข้าก็มักจะพูดจาเหน็บแนมราวกับเขาเอาเงินของนางไปใช้
โดยไม่นึกบ้างเลยว่า ขนาดพี่ชายคนโตของเขาที่ได้เงินเบี้ยเลี้ยงหัวหน้ากองผลิตสิบสองหยวนยังต้องส่งเข้ากองกลางแค่หกหยวน ที่เหลือก็เก็บเป็เงินส่วนตัว ทว่าสวี่เซี่ยงหัวที่มีเงินเดือนถึงห้าสิบแปดหยวนเจ็ดเหมา กลับส่งเข้ากองกลางถึงครึ่งหนึ่ง ทั้งยังคอยหาธัญญาหารและน้ำมัน และผ้าพับกลับมาให้บ้านเสมอ เขาคิดว่าตนเองทำเพื่อครอบครัวนี้มากเกินพอแล้ว เงินที่เหลือเขาจะใช้จ่ายอย่างไร ย่อมไม่ใช่กงการอะไรของนาง!
สวี่ชิงเจียขมวดคิ้วมุ่น นางจำได้ว่าสวี่เซี่ยงหัวเคยรับปากฉินฮุ่ยหรูไว้ว่า หลังพ้นปีใหม่ไปจะขอแยกบ้าน ทว่ายามนี้ฉินฮุ่ยหรูจากไปแล้ว ก็ไม่รู้ว่าเขาจะยังยกเื่นี้ขึ้นมาพูดอีกหรือไม่
