ตู้เจิ้งฉุนมาถึงก็พบว่าพื้นที่โดยรอบเละเทะ ลู่เต้ามีาแทั่วร่าง และมีชายหัวโล้นเปลือยท่อนบนอยู่ข้างๆ
“เอ๊ะ? สหาย ท่านไม่ได้บอกว่าจะไปฝึกตนหรือ? ทำไมถึงได้อยู่ที่ป่าไผ่กับชายเปลือยกายเช่นนี้เล่า” ยิ่งตู้เจิ้งฉุนพูดก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดแปลกไป แล้วตาเขาก็เบิกกว้าง “หรือว่าท่านกำลัง...ฝึกวิชาบำเพ็ญเพียรคู่กับเขา”
“เ้าคิดอะไรของเ้าน่ะ” ลู่เต้าฟังแล้วก็งง แต่การปรากฏตัวของตู้เจิ้งฉุนได้ขับไล่ชายชุดดำไปก็เป็เื่จริง เขาจึงยิ้มพลางเอ่ยชม “แต่ว่าเ้ามาได้จังหวะพอดิบพอดีเลยเชียว!”
“จริงหรือ” ตู้เจิ้งฉุนมองไปมาระหว่างคนทั้งสองอย่างไม่วางตา ก่อนกล่าวอย่างเขินอาย “ข้ากลับรู้สึกว่ามาผิดเวลา เหมือนรบกวนท่านทั้งสองเสียอย่างนั้น”
ลู่เต้าเล่าเื่ที่พบกับนักพรตไร้ข้อห้ามและถูกชายชุดดำโจมตีั้แ่ต้นจนจบให้ฟัง เมื่อตู้เจิ้งฉุนฟังจบก็เบิกตากว้างอีกครั้ง คิ้วถูกยกขึ้นด้วยความตะลึง “พูดเช่นนั้น แสงสว่างบนท้องฟ้าเมื่อครู่ไม่ใช่ดอกไม้ไฟ แต่เป็ดัชนีวานรของท่านหรือ”
ตอนนั้นตู้เจิ้งฉุนหาในป่าไผ่อยู่นานก็ยังไม่พบร่องรอยใดๆ เขาคิดจะกลับไปที่กระท่อมซ่งไห่ แล้วรอจนกว่าลู่เต้าจะกลับมา พอดีกับที่บนท้องฟ้ายามค่ำคืนก็มีดอกไม้ไฟสีทองอร่ามสว่างไสว!
ตู้เจิ้งฉุนคิดว่านี่อาจเป็สัญญาณขอความช่วยเหลือที่ลู่เต้าส่งมาให้เขา เขาจึงล้มเลิกความคิดที่จะกลับไปยังกระท่อม ก่อนจะเดินไปยังทิศทางที่ดอกไม้ไฟะเิ และก็ได้พบกับคนทั้งสองที่ถูกชายชุดดำไล่ล่าจริงๆ
เมื่อได้ยินว่าชายหัวโล้นคือนักพรตไร้ข้อห้าม หนึ่งในเจ็ดมหาประลัยกัลป์แห่งสี่แคว้น เขาไม่เพียงไม่รู้สึกกลัวเท่านั้น แต่กลับรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก เขาคิดในใจ ‘สหายข้าเป็ยอดฝีมือจริงๆ แม้แต่เพื่อนก็เป็บุคคลผู้เลื่องชื่อในยุทธภพ!’
เมื่อคิดว่าได้ร่วมเดินทางไปกับยอดฝีมืออย่างลู่เต้า ตู้เจิ้งฉุนก็รู้สึกว่าระดับของตนเองก็สูงขึ้นไปด้วย จึงรู้สึกภาคภูมิใจยิ่งนัก
“รีบไปกันเถอะ!” เมื่อเห็นคนทั้งสามยังคงยืนนิ่งอยู่ ไป๋เสียจึงเอ่ยเตือน “เกรงว่าเ้าพวกนั้นอาจจะย้อนกลับมาอีก”
“มีเหตุผล” ลู่เต้ากล่าวกับคนทั้งสอง “กลับไปค่อยคุยกันต่อเถิด!”
ตู้เจิ้งฉุนกล่าวอย่างกระตือรือร้น “ถูกต้อง! กลับไปค่อยคุยกัน!”
“ที่กระท่อมมีของกินหรือไม่” ระหว่างทางกลับ ลู่เต้ารู้สึกหิวจนท้องร้องครืนๆ ซึ่งดังราวกับฟ้าร้อง “ข้าหิวแทบตายแล้ว!”
เมื่อครู่นี้ใช้พลังไปมากเกินไป ตอนนี้ลู่เต้าอยากจะอิ่มหนำสำราญแล้วนอนหลับให้เต็มเหนี่ยว
“แน่นอน!” ตู้เจิ้งฉุนยิ้ม “ตอนกลางวันข้าให้ซ่งไห่เตรียมอาหารเย็นไว้ให้พวกเรา ข้าไม่ได้แตะตะเกียบเลยแม้แต่นิดเดียว รอท่านกลับมา!”
“แต่ว่า...” ตู้เจิ้งฉุนเกาหัวอย่างลำบากใจ “เตรียมไว้แต่กับข้าวที่มีเนื้อสัตว์ เกรงว่าท่านนักพรตคงจะไม่คุ้นเคย”
อู่ไฮ่ยกมือขึ้นหัวเราะลั่น “อมิตาพุทธ! คนอื่นฝึกปากไม่ฝึกใจ แต่อาตมาฝึกใจไม่ฝึกปาก!”
“เอ๋?” ตู้เจิ้งฉุนฟังไม่เข้าใจและเกรงว่าจะทำให้ผู้ฝึกตนขุ่นเคือง จึงกล่าวด้วยท่าทีระมัดระวัง “ท่านหมายความว่าเช่นไรนะ”
อู่ไฮ่ยิ้มพลางตบบ่าเขา “ยี่หร่าน้อยๆ พริกเยอะๆ อาตมาชอบหมู ปลา เป็ดมากที่สุด!”
“ดียิ่ง!” ตู้เจิ้งฉุนปรบมือด้วยความดีใจ “ข้าก็ชอบทานเผ็ดเช่นกัน!”
เมื่อคนทั้งสามกลับไปถึงกระท่อม ชายผมขาวซ่งไห่ที่มาเปิดประตูก็ตกตะลึง เขาคิดในใจว่าอยู่ๆ ทำไมถึงมีชายหัวโล้นโผล่มาอีกคนได้เล่า
ซ่งไห่ปฏิบัติกับพวกเขาเหมือนคนในครอบครัว กินดื่มอย่างเอร็ดอร่อย
ตู้เจิ้งฉุนและอู่ไฮ่ต่างชนจอกร่ำสุรา คนหนึ่งพูดคุยเื่การค้า อีกคนหนึ่งพูดคุยเื่สตรี ถึงแม้ทั้งสองเื่จะดูเหมือนไม่ข้องเกี่ยวกัน แต่พวกเขากลับคุยกันถูกคออย่างน่าอัศจรรย์ใจ
ลู่เต้าถามด้วยความสงสัยว่าทำไม ทั้งสองคนจึงยกแก้วขึ้นพร้อมกันด้วยความเมามายแล้วหัวเราะ “เพราะต้องใช้เงินมากเหมือนกันอย่างไรเล่า!”
เสียงหัวเราะสดใสดังมาจากกระท่อม จนกระทั่งเช้าตรู่ คนทั้งบ้านต่างก็หลับใหลไป
ลู่เต้าถูกเสียงกรนราวกับเสียงวัวของนักพรตไร้ข้อห้ามและตู้เจิ้งฉุนปลุกให้ตื่นพอดี เขาคอแห้ง จึงลุกจากเตียงไปตักน้ำจากบ่อน้ำมาดื่ม
ณ ข้างบ่อน้ำ ลู่เต้าใช้หลังมือเช็ดมุมปาก แล้วก็ถอนหายใจด้วยความสดชื่น “เฮ้อ...”
‘น้ำในบ่อเย็นเฉียบ ดื่มแล้วชื่นใจนัก’
ตอนนี้ยังเช้าอยู่ เขาจึงคิดจะกลับไปนอนต่อ แต่พอเขานอนลงบนเตียง ก็ถูกเสียงกรนรบกวนจนข่มตาไม่หลับ
เขาที่หายง่วงแล้วจึงเพ่งสมาธิตรวจสอบร่างกายอีกครั้ง เพื่อยืนยันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากกล้วยทองคำ แต่กลับพบว่าไป๋เสียกำลังหลับสนิทอยู่ในทะเลิญญา
ถึงแม้เสียงกรนภายนอกจะดังสนั่น แต่ภายในทะเลิญญากลับไม่ได้รับผลกระทบเลยแม้แต่น้อย ยังคงเงียบสงบเช่นเดิม
เมื่อเห็นว่าไป๋เสียหลับสนิท ลู่เต้าก็ยิ้มอย่างคนมีลับลมคมใน แล้วเดินเข้าไปหา
ไป๋เสียไม่มีทีท่าว่าจะตื่น ลู่เต้าคิดในใจ ‘เ้าหมอนี่หลับลึกนัก เรียกเท่าไรก็ไม่ตื่น’
ตอนที่เมืองเซียนก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด หากไป๋เสียตื่นช้ากว่านี้ไปอีกสักหน่อย เกรงว่าเขาคงถูกหูต้าเซียนจับไปหลอมเป็ยากินเข้าไปแล้ว
“น่าเบื่อชะมัด...”
ทันใดนั้น ไป๋เสียก็พึมพำออกมาจากปาก เหมือนกำลังบ่นอะไรบางอย่างในความฝัน
‘เ้าหมอนี่ฝันอะไรอีกน่ะ’ ลู่เต้าเอื้อมมือไปหาไป๋เสียด้วยความสงสัย
เมื่อมือใกล้จะแตะต้องไป๋เสีย ก็รีบชักกลับอย่างรวดเร็ว ที่หยุดชะงัก เป็เพราะนึกถึงคำขู่ของอีกฝ่ายได้ ‘หากเ้ายังกล้าแอบดูความฝันของข้าอีก ข้าจะสั่งสอนเ้าให้หลาบจำ!’
เขาไม่อยากไปนรกอีกแล้ว ตอนนี้แค่คิดถึงเื่ในตอนนั้น ร่างกายก็สั่นโดยไม่รู้ตัว ในขณะเดียวกันก็พยายามคิดเื่อื่นเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
“อุ๊...”. ลู่เต้าเกือบจะอาเจียนออกมา
เห็นได้ชัดว่าไป๋เสียอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่เขากลับเอื้อมมือไปไม่ถึง...
“...หรือ?” ไป๋เสียพึมพำอีกครั้ง “ต้องทนทุกข์ทรมานไปถึงเมื่อไร...”
‘เ้าหมอนี่กำลังเ็ปอย่างนั้นหรือ!?’ ลู่เต้าพลันอยากรู้อยากเห็นยิ่งนัก ใจของเขาร้อนรุ่มราวกับมีมดไต่ อยากรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังเผชิญกับความทรงจำเลวร้ายอะไรอยู่
แต่การลงโทษของไป๋เสียก็ไม่ใช่เื่ล้อเล่น คนอื่นสั่งสอนก็เพื่อไม่ให้ทำผิดซ้ำอีก
แต่เ้าหมอนี่กลับตั้งใจสร้างาแทางจิตใจให้คนอื่น เลวร้ายที่สุด!
“บัดซบ ทำให้ข้าต้องทนมาจนถึงระดับหกดาราถึงจะได้เสพสุขด้วย เื่นี้ข้ายังไม่ได้คิดบัญชีเลย! แค่ดูความทรงจำของเ้าแวบเดียวจะเป็ไรไป”
ลู่เต้ารู้สึกว่าตนเองนั้นมีเหตุผลเต็มเปี่ยม ความกล้าหาญพลุ่งพล่าน มือจึงแตะลงบนร่างไป๋เสียโดยไม่ลังเล
ทิวทัศน์โดยรอบบิดเบี้ยวและเปลี่ยนแปลงไปช้าๆ...
ยอดเขาจารึกิญญา ห้องเรียนอสรพิษดีบุก
แคว้นบูรพาครามตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของสี่แคว้น มีัศักดิ์สิทธิ์เป็สัตว์เทพผู้พิทักษ์...
อาจารย์วัยชรานั่งอยู่เบื้องหน้าเหล่าบัณฑิต และกำลังพูดพร่ำเหมือนขับกล่อมเพลงกล่อมเด็ก
บัณฑิตที่นั่งอยู่ด้านหน้าต่างมีท่าทีง่วงเหงาหาวนอน เปลือกตาราวกับถูกเทด้วยตะกั่วจนหนักอึ้ง
ทุกคนต่างพยายามรักษาสติอย่างสุดกำลัง ไป๋เสียที่นั่งอยู่บนเก้าอี้มีสีหน้าเบื่อหน่าย และพึมพำไม่หยุด “น่าเบื่อชะมัด...ทำไมข้าต้องมาทนทุกข์ทรมานเช่นนี้ด้วย...”
นับั้แ่ถูกโจวเทียนหยวนหลอกมาที่ยอดเขาจารึกิญญา ไป๋เสียก็ใช้ชีวิตซ้ำซากจำเจในสำนักทุกวัน
บัณฑิตใหม่ของยอดเขาจารึกิญญาจะต้องผ่านการทดสอบการจัดชั้นเรียนก่อน จากนั้นจะถูกจัดเข้าห้องเรียนอสรพิษทั้งห้าอย่างอสรพิษสุวรรณ อสรพิษหิรัญ อสรพิษทองแดง อสรพิษเหล็ก และอสรพิษดีบุกตามความสามารถ โดยอสรพิษสุวรรณนั้นมีคุณภาพดีที่สุด ส่วนอสรพิษดีบุกนั้นย่ำแย่ที่สุด
ซึ่งไป๋เสียอยู่ชั้นเรียนอสรพิษดีบุกที่ไม่มีผู้ใดคาดหวังเอาเสียเลย
