ป๋าวซ่าวยกมือขึ้นลูบไล้รอยเย็บปักถักร้อยอย่างประณีตด้วยความสนใจ เมื่อหลายวันก่อนวังหลวงนำชุดสำหรับใส่ไปงานเลี้ยงมาส่งให้
ทว่าป๋ายจีที่ได้ลูบไล้ชุดเ่าั้ดูแล้วกลับรู้สึกว่าฝีมือการถักไม่ได้เื่สู้นางถักเองจะยังดีกว่า
หลินเมิ้งหยาทำเพียงมองด้วยความสนใจ ก่อนจะสั่งให้ป๋ายจีทอผ้าขึ้นใหม่อีกหนึ่งผืน
คิดไม่ถึงเลยว่าสาวใช้คนนี้จะรีบลงมือทำในทันทีอีกทั้งยังทำออกมาจนสำเร็จ
“ฝีมือข้าหาได้ดีอย่างที่พวกเ้าชมไม่ขอเพียงนายหญิงไม่รังเกียจก็เพียงพอแล้ว”
ใบหน้าของป๋ายจีแดงระเรื่อ ก่อนจะตอบคำถามเชิงเขินอาย
หลินเมิ้งหยายิ้มขณะมองป๋ายจี หลังจากนั่งทอผ้าหลายวันติดต่อกันดวงตาของนางกลายเป็สีแดงก่ำ
“เ้านี่หนา อย่าได้ถ่อมตัวไปเลยนับั้แ่วันที่เ้าเข้ามาอยู่กับข้าเื่เล็กเื่ใหญ่ล้วนเป็เ้าที่เข้าไปดูแลแม้แต่ข้ายังรู้สึกสบายกว่าแต่ก่อนมาก”
สาวใช้ทั้งสามกลายเป็คนสนิทของนางไปแล้ว
ป๋ายจีละเอียดรอบคอบ ดังนั้นเื่เย็บปักถักร้อยทั้งเสื้อผ้าและรองเท้าล้วนเป็นางที่จัดการดูแล
ป๋ายซ่าวใจกล้าบ้าบิ่น สดใสซื่อตรงนางคอยคุ้มกันดูแลทรัพย์สมบัติส่วนตัวของหลินเมิ้งหยาอีกทั้งยังเป็คนคอยดูแลสาวใช้ในจวนอีกด้วย
ป๋ายจื่อถนัดเื่ของกินแต่ถึงกระนั้นนางกลับจริงใจกว่าใครทั้งหมดนางเป็ผู้ควบคุมดูแลอาหารที่หลินเมิ้งหยากินในแต่ละวัน
เมื่อมีสาวใช้ทั้งสามอยู่หลินเมิ้งหยาจึงมิต้องกังวลว่าจะมีคนนอกเข้ามาย่ำกรายในตำหนักหลิวซินของนาง
“ไม่ใช่หรืออย่างไรเล่า! พี่ป๋ายจีดีที่สุดแม้แต่รองเท้าของข้ากับป๋ายซ่าวเองก็เป็พี่ป๋ายจีที่ทำให้”
ป๋ายจื่อยกถ้วยโจ๊กธัญพืชเข้ามาวางลงบนโต๊ะ
“ถึงข้าจะดีอย่างไรก็คงไม่อาจเทียบได้กับเหอเถาซู1ของเ้านายหญิงเ้าคะ ่นี้ป๋ายจื่อตะกละมากจริงๆก่อนหน้านั้นไม่กี่วันหนู่ปี้ฉันวัดตัวนางเพื่อเตรียมตัดชุดสำหรับฤดูหนาว เฮ้อเกรงว่าจะต้องเพิ่มขนาดแล้ว”
ป๋ายจีเคาะศีรษะของป๋ายจื่อ ทุกคนจึงพากันหัวเราะ
หลินจงอวี้ยืนอยู่หน้าโต๊ะอ่านหนังสือเพื่อฝึกเขียนตัวอักษรร่างที่สั่นไหวเพราะอาการหัวเราะทำให้น้ำหมึกกระเซ็น
“พวกเ้าหัวเราะข้าเหรอ ฮึ! ต่อไปนี้ข้าจะไปเปลี่ยนเอาของอร่อยมาให้พวกเ้าแล้ว!”
ป๋ายจื่อหน้านิ่วคิ้วขมวด แสร้งโมโห
แม้เมื่อก่อนนางจะเคยระแวดระวังพี่สาวทั้งสองคนนี้
ทว่าหลังจากได้อยู่ด้วยกันมานาน นางจึงใช้ใจแลกใจ
“เอาล่ะ เอาล่ะ พวกเราไม่หัวเราะเ้าแล้วคืนนี้ป๋ายซ่าวจงเข้าวังกับข้า เสี่ยวอวี้ เ้าจะไปด้วยหรือไม่?”
การเข้าวังหาใช่เื่ดี เหตุเพราะต้องเจอทั้งฮองเฮาและไท่จื่อ
ทว่าเสี่ยวอวี้จำต้องเดินบนเส้นทางของเหล่าขุนนาง ดังนั้นนางจึงอยากใช้โอกาสนี้พาเขาไปทำความรู้จักกับผู้อื่น
“ไปแน่นอนขอรับ คนพวกนั้นล้วนอยู่ที่นั่นข้ากลัวพวกเขาจะรังแกพี่สาว”
เวลาเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้นทว่าอุปนิสัยของเสี่ยวอวี้เปลี่ยนไปมาก
จะพูดว่าอย่างไรดีนะ เมื่อก่อนเสี่ยวอวี้มิต่างอะไรจากจิ้งจอกเ้าเล่ห์เขามักจะขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่เสมอเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่น
ทว่า่นี้หลินเมิ้งหยาพบว่า จิ้งจอกน้อยตนนั้นเปลี่ยนเป็คนที่นางพอจะพึ่งพาอาศัยได้แล้ว
เขาปฏิบัติทุกคนอย่างมีมารยาท คำพูดคำจาหวานหยดย้อยหากใครหาเื่เขาหรือทำไม่ดีกับเขาแล้วละก็ เขาจะโต้กลับอย่างไม่ไว้หน้า
เดือนนี้เจียงหรูฉินถูกเล่นงานไปนับครั้งไม่ถ้วนส่วนหลินจงอวี้กลับไร้ซึ่งรอยขีดข่วน ดูท่าเด็กคนนี้ได้ก้าวหน้าไปอีกขั้นแล้ว
“ได้ เช่นนั้นคืนนี้พวกเราเข้าวังด้วยกัน”
ทันทีที่เปลวเทียนถูกจุด หลินเมิ้งหยานั่งลงบนรถม้าของจวนอวี้ พร้อมทั้งพาสาวใช้และเสี่ยวอวี้เข้าวัง
เหตุเพราะเป็งานเลี้ยงระดับประเทศ ดังนั้นหลงเทียนอวี้และพระสนมเต๋อเฟยได้ล่วงหน้าเข้าวังไปก่อนแล้ว
ด้านหลังคือรถม้าของจวนเจิ้นหนานโหว หลินเมิ้งหวู่และซ่างกวนฉิงนั่งอยู่ภายใน
“นายหญิงเหตุใดฮูหยินหลินและคุณหนูรองจึงต้องไปร่วมงานเลี้ยงในคราวนี้ด้วยหรือเ้าคะ?”
่นี้ซ่างกวนฉิงสงบเสงี่ยมขึ้นมากแม้วันนั้นพระสนมเต๋อเฟยจะโกรธเกรี้ยวนางสักเพียงไหน
แต่ถึงกระนั้นก็มิได้ไล่นางไปทว่าสองแม่ลูกกลับหมกตัวอยู่แต่ในเรือนไม่ยอมออกไปไหนมิรู้ว่ากำลังปรึกษากันเื่อะไร
“นางเป็ฮูหยินของเจิ้นหนานโหว เมื่อท่านพ่อไม่อยู่ดังนั้นนางจึงต้องไปเป็ตัวแทน”
หลินเมิ้งหยาแค่นหัวเราะเสียงเย็น รู้สึกเสมอว่าทุกที่ที่มีสองแม่ลูกคู่นี้อยู่ที่นั่นจะต้องมีกลอุบายแอบซ่อนเอาไว้
“แต่หนู่ปี้ยังมีเื่ไม่เข้าใจเ้าค่ะท่านโหวเป็ถึงขุนนางชั้นหนึ่ง เหตุใดตำแหน่งของฮูหยินจึง...?”
หลินเมิ้งหยาหยักยิ้มก่อนจะตอบ
“ตอนนั้นท่านพ่อของข้าถูกบังคับให้แต่งกับนางก่อนแต่งงานท่านพ่อเคยพูดเอาไว้ว่าฮูหยินของเจิ้นหนานโหวจะมีได้เพียงคนเดียวเท่านั้นต่อให้ซ่างกวนฉิงเข้ามาอยู่ในจวน แต่นางจะมิได้เข้ามาเป็ฮูหยินอันดับหนึ่งดังนั้นนางจึงมิได้ถูกเลื่อนบรรดาศักดิ์”
อันที่จริงเื่นี้เปรียบเสมือนการดูถูกเหยียดหยามซ่างกวนฉิงอย่างถึงที่สุด
ทว่าผู้หญิงคนนั้นไม่สนใจ ต่อให้ตายอย่างไรก็อยากแต่งงานกับท่านพ่อ
พฤติกรรมของนางช่างเป็เื่น่าเหลือเชื่อ
“เพราะเหตุนี้คนที่จวนจึงเรียกนางแต่เพียงฮูหยินแต่มิเรียกว่าฮูหยินของท่านโหวสินะเ้าคะ”
หลินเมิ้งหยาพยักหน้าลง ตอนนั้นท่านพ่อหลงรักท่านแม่ของนางหัวปักหัวปลำ
ส่วนซ่างกวนฉิง อันที่จริงแทบจะไม่ได้รับความสนใจใดๆ เลย
ขณะเดียวกันในรถม้าของจวนเจิ้นหนานโหวหลินเมิ้งหวู่จับจ้องเสื้อผ้าหรูหราโดดเด่นของตนเอง
“ท่านแม่ ฮองเฮามีวัตถุประสงค์อะไรกันแน่? แต่ก่อนข้าเคยร้องขอชุดผีเสื้อโบยบินชุดนี้นานกว่าครึ่งปีทว่าพระองค์ทรงไม่พระราชทานให้แก่ลูกหรือวันนี้ที่ให้มาก็เพราะ้าให้ข้าแต่งงานกับองค์ชายรัชทายาทเช่นนั้นหรือ?”
สีหน้าของซ่างกวนฉิงเคร่งขรึม คิดไม่ถึงเลยว่าท่านพี่จะเตรียมแผนสำรองเอาไว้แล้ว
ทำร้ายหลินเมิ้งหยาไม่สำเร็จ จากนั้นเปลี่ยนความสนใจมาที่หวู่เอ๋อร์แทน
แต่ในเมื่อเื่ราวมาถึงขั้นนี้แล้วนางคงทำได้เพียงรอแก้ปัญหาทีละก้าว
“วางใจเถิดหวู่เอ๋อร์ แม่ไม่มีทางปล่อยให้เ้าไปดูตัวอย่างแน่นอนชุดนี้มิมีทางมิมีความหมายอันใด”
มองดูลูกสาวที่ตนรักประหนึ่งไข่ในหิน ซ่างกวนฉิงอยากพาลูกสาวกลับบ้านเสียเดี๋ยวนี้
หวู่เอ๋อร์ของนางเป็เด็กสาวที่มีรูปร่างหน้าตางดงามแล้วแบบนี้จะยอมปล่อยให้นางไปอยู่ไกลถึงซีฟานได้อย่างไร?
เดินผ่านประตูจัดงานเลี้ยงเข้ามา ทุกคนต่างพากันทยอยเข้าวัง
แต่เพราะหลินเมิ้งหยาเป็พระชายา ดังนั้นจึงมีเกี้ยวเล็กๆ มารอรับอยู่ด้านหน้าพระราชวัง
“เชิญพระชายาอวี้...”
เสียงของขันทีดังขึ้น หลินเมิ้งหยาเข้าไปนั่งในเกี้ยวก่อนจะถูกขันทีสองคนยกเข้าวังหลวงไป
แม้ว่าฮ่องเต้จะยังประชวรไม่หายดีแต่ถึงอย่างนั้นวังหลวงก็ยังประดับโคมไฟหลากสีสันสวยงาม
ทุกคนล้วนถูกพาเข้าไปภายในงาน หลินเมิ้งหยาเพิ่งเดินเข้ามาดังนั้นจึงมิได้เป็จุดสนใจแต่อย่างใด
ถึงอย่างไรนางก็ได้ชื่อว่าเป็ชายาอวี้อีกทั้งยังพ่วงด้วยตำแหน่งลูกสาวสกุลหลินผู้มีสติฟั่นเฟือน
มิมีใครรู้เลยว่าหญิงสาวรูปร่างหน้าตางามสง่าคนนี้คือพระชายาอวี้ผู้นั้น
“ได้ยินหรือเปล่า? ท่านอ๋องพานังบ้านั่นมาด้วยล่ะ!”
หลินเมิ้งหยาพาป๋ายซ่าวไปยังมุมหนึ่งแล้วนั่งลง
อันที่จริงตำแหน่งที่นั่งของนางค่อนข้างโดดเด่นอีกทั้งที่ตรงนี้ยังมีชายาโฉมงามของฮ่องเต้นั่งอยู่สองสามคน
นางไม่อยากทำตัวเป็จุดสนใจ ทว่าทันทีที่นั่งลงนางกลับได้ยินคนซุบซิบนินทาเื่ของตนเอง
“จริงหรือ! น่าเสียดายท่านอ๋องผู้งามสง่าไม่น่าอภิเษกกับหญิงโง่เขลาเช่นนั้นเลย”
มิรู้ว่าฮูหยินจากสกุลไหนที่กำลังแอบนินทาท่านอ๋องอวี้
หลินเมิ้งหยาทำเพียงยิ้มแล้วสดับฟัง
ตอนนี้สงบเสงี่ยมก่อนสักหน่อย อีกเดี๋ยวถ้าต้องออกไปค่อยทำให้พวกนางตกตะลึงเล่นจะดีกว่า
เมื่อถึงเวลานั้นมิรู้ว่าจะมีดวงตาและริมฝีปากสักกี่คู่ที่ต้องชะงักค้างหรือใบหน้าของใครจะแหลกละเอียดจนเก็บไม่หมดหรือไม่
“ข้าได้ยินมาว่าเจิ้นหนานโหวใช้ความดีความชอบทางการทหารของเขา ทำให้นางได้อภิเษกสมรสกับท่านอ๋องได้มีพ่อเป็เทพเ้าแห่งาดีเยี่ยงนี้นี่เองหากข้าเองก็เป็บุตรสาวของเจิ้นหนานโหวป่านนี้ข้าก็คงได้เป็ชายาขององค์ชายเช่นกัน”
พวกผู้หญิงมักชอบติฉินนินทาเป็ที่สุด
หลินเมิ้งหยากดตัวป๋ายซ่าวที่คิดจะเข้าไปสั่งสอนพวกนางเอาไว้นางแสร้งยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย จากนั้นก้มหน้าจิบชา
ขณะที่กำลังสดับรับฟังเสียงติฉินนินทาร่างของหลินเมิ้งหวู่พลันปรากฏขึ้น
บางทีซ่างกวนฉิงอาจถูกฮองเฮาเรียกไปพบหลินเมิ้งหวู่จึงอยู่เพียงลำพัง
เดินผ่านประตูเข้ามา มองหาที่นั่งสายตาพลันสะดุดอยู่ที่ที่นั่งสะอาดสะอ้านและถูกจัดเรียงเป็แถวเอาไว้นางเดินเข้าไปนั่งลงยังตำแหน่งของหลินเมิ้งหยาโดยไม่คิด
ขณะนี้สายตาของเหล่าฮูหยินและคุณหนูทั้งหลายพลันมองนางด้วยความสงสัย
“ขออภัยคุณหนู นี่คือตำแหน่งที่นั่งของพระชายาอวี้ ที่ของท่านคือทางนั้น...”
ขันทีที่รับหน้าที่ดูแลงานรีบเข้ามาเอ่ยอย่างมีมารยาท
หลินเมิ้งหวู่อารมณ์ไม่ดีเป็ทุนเดิมอยู่แล้วดวงตาขึงขังพลางส่งเสียงเอาแต่ใจ
“ฮึ ชายาอวี้ ข้าจะนั่งตรงที่นั่งของนาง ขนาดนางยังไม่ว่าแล้วเ้ามีสิทธิ์อะไร!”
เพียงประโยคเดียว สีหน้าของขันทีพลันเปลี่ยนไป
ครุ่นคิด คนที่นี่ล้วนเป็บรรดาลูกหลานของเหล่าขุนนางชั้นสูงบางทีนางอาจจะกลายเป็พระชายาในอนาคตเขาควรจะมองข้ามเื่นี้เพื่อไม่ให้เกิดเื่ใหญ่
ทว่าหลังจากที่ออกไป หญิงสาวที่สวมใส่ชุดของพระราชวังต่างพากันชักสีหน้า
“คิดว่าตัวเองเป็ใครกัน เหตุใดจึงกล้านั่งตำแหน่งเดียวกับพวกเรา?”
หญิงสาวเ่าั้ล้วนเป็หญิงสาวขององค์รัชทายาท
ในนั้นมีชายารองอยู่หลายคน ทว่าบางคนก็มีตำแหน่งสูงกว่า
แม้ชุดที่หลินเมิ้งหวู่สวมใส่จะหรูหรา แต่นางหาใช่ชายาขององค์ชายแต่เพราะความเอาแต่ใจ นางจึงได้นั่งลงที่ตำแหน่งนั้น
“เ้าพูดอะไร? ถ้าอยากมีเื่ก็พูดอีกรอบ!”
หลินเมิ้งหวู่กลับไม่ระงับอารมณ์ของตนเอง เหตุเพราะนางมีความโกรธในใจเป็ทุนเดิมอยู่แล้วยิ่งไปกว่านั้นยังนั่งอยู่ในตำแหน่งที่เป็ของหลินเมิ้งหยาดังนั้นนางจึงไม่ยอมลุกขึ้น
ตอนอยู่ที่จวน นางเคยชินกับการแสดงท่าทีหยิ่งยโสโอหังทว่าแเื่ที่นี่ล้วนเป็ชนชั้นสูง ดังนั้นจึงไม่มีใครเห็นหัวนาง
“ข้าพูดถึงเ้านั่นแหละ ดูจากลักษณะท่าทางของเ้าแล้วเกรงว่าจะหลงรักท่านอ๋องอวี้ใช่หรือไม่? น่าเสียดาย ท่านอ๋องอวี้ทำดีกับพระชายาผู้โง่เขลาของเขาเพียงคนเดียวเท่านั้นส่วนเ้า...ฮึ เทียบไม่ได้แม้แต่คนโง่”
ท่ามกลางคนเ่าั้ หญิงสาวสวมใส่ชุดสตรีชาววังสีแดงเอ่ยออกมาอย่างไม่ไว้หน้า
ขณะเดียวกัน เปลวไฟในหัวใจของหลินเมิ้งหวู่พลันถูกจุดขึ้นมันคือเพลิงพิโรธของความอิจฉาริษยา
“วันนี้ข้าจะสั่งสอนเ้า ข้าจะทำให้เ้าได้รู้ว่าอะไรที่ควรพูดอะไรไม่ควรพูด”
หลินเมิ้งหวู่โกรธจนแทบบ้า ก่อนจะพุ่งตัวไปทางหญิงสาวคนนั้น
แต่ใครจะรู้ว่าหญิงสาวผู้นั้นหาใช่คนที่จะเข้ามาทำให้นางขุ่นเคืองได้ง่ายๆท่วงท่าสี่ตำลึงปาดพันชั่งถูกนำมาใช้ หลินเมิ้งหวู่พลันร่วงลงไปกองกับพื้นอย่างน่าเวทนา
ครู่ต่อมาชุดของนางพลันยับยู่ยี่ ผมเผ้ารุงรังความงดงามหายวับไปกับตา
หลินเมิ้งหยาแอบอยู่ในฝูงชน ฉีกยิ้มกว้างประหนึ่งดอกไม้เบ่งบาน
สนุกชะมัด!
***********************
1 เหอเถาซูคือคุกกี้วอลนัท
