เฝิงต้าจู้มีรูปร่างสูงผอม ใบหน้าเหลี่ยม ดวงตาเล็กเหมือนช้าง โหนกแก้มสูง หูสองข้างค่อนข้างกาง เขาทำงานหนักมาทั้งวัน เหนื่อยสายตัวแทบขาด หลังจากทานแป้งทอดเสร็จก็ถือเป็โอกาสเหมาะที่จะเอ่ยชม “อร่อยจริงๆ”
เฝิงเอ้อร์จู้มีรูปร่างสูงผอมเหมือนเฝิงต้าจู้ ทั้งๆ ที่ยังไม่ทันโตเต็มวัย ในบรรดาคนทางใต้ เขาก็ถือว่าเป็คนตัวสูงแล้ว ใบหน้าของเขามีลักษณะเหลี่ยมเช่นกัน ทว่าดวงตาใหญ่กว่าเฝิงต้าจู้เล็กน้อย ส่วนใบหูมิได้กางรับลมเหมือนพี่ชาย
เขากินแป้งทอดคำโตโดยไม่คิดจะเงยศีรษะขึ้นเลยแม้แต่น้อย ในแป้งทอดมีกลิ่นของหัวหอมสับและน้ำมันทอดหอมๆ เด็กหนุ่มมีชีวิตมาสิบสามปี นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้ทานอาหารที่แสนเลิศรสเช่นนี้ “สิ่งนี้ทำมาจากแป้งขาวนี่”
หวังเลี่ยงเองก็เป็คนที่ไม่ค่อยทานแป้งเช่นกัน ทว่าครั้งนี้เขากลับทานอย่างเอร็ดอร่อย “พี่สะใภ้สามบอกว่า นี่เป็แป้งทอดหัวหอมที่นับว่าล้มเหลวในการหมักเล็กน้อย”
เฝิงซานจู้มีรูปร่างสูงกว่าหวังเลี่ยง ทว่าเขาเองก็ผอมมากเช่นกัน รูปร่างดูคล้ายไม้เท้าด้ามยาว หน้าตาของเขาไม่เหมือนกับเฝิงต้าจู้เฝิงเอ้อร์จู้พี่ชายทั้งสอง ว่ากันว่าหน้าตาของเขากลับไปคล้ายท่านลุง มิเหมือนบิดามารดา
นิสัยของเขาค่อนข้างกระตือรือร้นมีชีวิตชีวา เด็กหนุ่มะโลั่นเสียงแหลม “หา นี่ยังเรียกว่าล้มเหลวได้หรือ อร่อยมากขนาดนี้!”
ในปากของหวังเลี่ยงเต็มไปด้วยแป้งทอดอันหอมกรุ่น ยามที่เอ่ยปากจึงพูดได้ไม่ค่อยชัดนัก “ฝีมือการทำอาหารของพี่สะใภ้สามของข้าช่างล้ำเลิศ มีมาตรฐานที่สูงยิ่ง”
“อาหารที่พี่สะใภ้ของข้าทำก็อร่อยเช่นกัน” เฝิงซานจู้นึกถึงความอร่อยของอาหารที่หลี่ชิงชิงทำเมื่อสองวันก่อน อีกทั้งซาลาเปาที่เขายังไม่เคยกินที่ไหน ก่อนจะเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา “แต่ก็อร่อยไม่ทำเท่าอาหารที่พี่ชิงชิงทำ”
“ฝีมือการทำอาหารของพี่สะใภ้สามน่ะ ดีจนเหลาอาหารเซียงเยวี่ยไจมาขอซึ้อสูตรเชียวนะ” น้ำเสียงของหวังเลี่ยงเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
เป็ในตอนนั้นเอง ด้านนอกพลันแว่วเสียงเคาะประตู
เฝิงซานจู้จำใจวางแป้งทอดลงเพื่อไปเปิดประตู
กฎของตระกูลเฝิงคือหากในบ้านมีบุรุษอยู่ ก็ให้บุรุษเป็คนเปิดประตู ไม่จำเป็ต้องให้สตรีไปเปิด
ปรากฏว่าเป็เทียนเป่ากับคนในครอบครัวของเขาที่มาแสดงความขอบคุณ ทั้งบิดามารดาของเทียนเป่า ภรรยาและบุตรชายทั้งสองล้วนเดินทางมาอย่างพร้อมเพรียง พวกเขาพร้อมใจกันโขกศีรษะให้หลี่ชิงชิง ก่อนจะวางตะกร้าที่ใส่กบไว้ที่หน้าประตู
ครอบครัวของเทียนเป่ารีบร้อนเดินทางมาจากหมู่บ้าน มุ่งหน้ามายังตำบลไท่พร้อมน้ำตาที่นองหน้า เพื่อเตรียมดูใจและบอกลาเทียนเป่าเป็ครั้งสุดท้าย ทว่าผู้ใดจะคาดคิด พิษงูที่กัดเทียนเป่าได้ถูกหลี่ชิงชิงกำจัดจนสามารถมีชีวิตรอดต่อไปได้แล้ว
หลังจากพ้นผ่านเวลาแห่งความปีติยินดี พวกเขาก็รู้สึกขอบคุณหลี่ชิงชิงยิ่งนัก แต่ด้วยพวกเขามาเพราะความเร่งรีบจึงมิได้พกเงิน เมื่อได้ข่าวว่ายามนี้หลี่ชิงชิงเป็แขกของตระกูลเฝิง จึงได้พากันเดินทางมาที่นี่ และมอบกบที่ขายไม่หมดทั้งตะกร้าให้
ด้วยฝีมือการทำอาหารที่เลิศล้ำและวิชาแพทย์ที่ล้ำเลิศ เพียงครู่เดียว พี่น้องตระกูลเฝิงทั้งสามก็มองหลี่ชิงชิงด้วยแววตาเคารพยกย่อง
หลังจากที่เฝิงซื่อสี่รอจนคนสกุลเทียนและชาวบ้านจากตำบลไท่กลับไป นางก็เอ่ยถามว่า “ข้าได้ยินมาว่าครอบครัวพ่อค้ากบมีบุตรห้าคนมิใช่หรือ เหตุใดถึงมากันแค่สองคนเล่า?”
หลี่หลานหลานพ่นเสียงหัวเราะเบาๆ ก่อนเอ่ย “เ้าไม่เห็นหรือว่าเด็กที่มาทั้งสองคนนั้นเป็บุรุษ เป็บุตรชายเท่านั้นถึงจะได้ดูใจครั้งสุดท้ายก่อนตาย เข้าใจหรือไม่?” เมื่อเห็นเฝิงซื่อสี่ยังมีท่าทีสับสน นางจึงเอ่ยขึ้นอีกว่า “บุตรที่เหลืออีกสามคนต้องเป็บุตรสาวอย่างแน่นอน”
ยามที่ผู้าุโของตระกูลเฝิงทั้งสองจากโลกนี้ไป เฝิงซื่อสี่ยังเด็กนัก นางล้วนลืมสิ้นแล้วว่าด้วยฐานะบุตรสาวของตน นางหาได้มีคุณสมบัติที่จะเข้าร่วมหลายๆ ขั้นตอนในพิธีศพของผู้าุโทั้งสอง
หวังจวี๋ดึงแขนเสื้อของเฝิงซื่อสี่เบาๆ ก่อนเอ่ยเสียงกระซิบว่า “เป็ไปได้ว่าคนในครอบครัวนั้นเร่งรีบเดินทาง ถึงได้ลืมใส่ใจที่จะพาเด็กอีกสามคนมาด้วย”
ให้เอ่ยตามตรง จากการสังเกตที่ผ่านมาในสองวันนี้ หวังจวี๋พบว่าหลี่หลานหลานค่อนข้างมีแิที่ให้ความสำคัญกับบุรุษมากกว่าสตรี นางปฏิบัติต่อน้องชายสามีทั้งสองดีกว่าน้องสาวของสามี สำหรับบุตรสาวคนโตเองก็ไม่ได้ใส่ใจเท่าไรนัก
ทว่าอย่างไรเสีย แคว้นต้าถังแห่งนี้ั้แ่ฮ่องเต้ไปจนถึงชาวบ้านธรรมดา ล้วนเคารพบุรุษเหนือกว่าสตรี
การกระทำของหลี่หลานหลานหาได้ละเมิดศีลธรรมหรือฝ่าฝืนกฎหมายข้อใดไม่ ยิ่งไปกว่านั้น นางยังถือได้ว่ามีน้ำใจมากกว่าสตรีหลายคนในหมู่บ้านสกุลหวังเสียด้วยซ้ำ
พี่สาวอีกคนของหลี่ชิงชิง หลี่หงหงเองก็มีแิที่ให้ความสำคัญกับบุรุษมากกว่าสตรี
หวังจวี๋โชคดีที่หลี่ชิงชิงมิได้ให้ความสำคัญกับบุรุษมากกว่าสตรี ยามที่หลี่ชิงชิงขึ้นเขาเพื่อเก็บสมุนไพรก็มักจะพานางไปด้วย ยามที่มีงานมงคลในตระกูลก็อนุญาตให้นางไปเข้าร่วม ยามที่กลับไปเยี่ยมญาติฝั่งมารดาก็พานางไปด้วยเช่นกัน... เรียกได้ว่าหลี่ชิงชิงปฏิบัติต่อนางดีกว่าหวังเลี่ยงเสียด้วยซ้ำ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ในใจของหวังจวี๋ก็ยิ่งรู้สึกขอบคุณหลี่ชิงชิง นางตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้วว่า ยามที่หวังเฮ่ากลับมาที่บ้าน นางจะต้องบอกเขาให้ได้ว่าหลี่ชิงชิงดีมากมายเพียงใด
เฝิงซานจู้ทานข้าวเสร็จก็เตรียมจะหยิบกบออกมาให้เฝิงจินเล่น ปรากฏว่าเพราะทานแป้งทอดมากเกินไป สุดท้ายจึงมิอาจก้มตัวนั่งยองได้ เขาขอให้หวังเลี่ยงช่วย ผลปรากฏว่าหวังเลี่ยงเองก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกันกับเขา
เด็กน้อยทั้งสองคนถูกคนทั้งครอบครัวหยอกเย้าแล้ว
เฝิงต้าจู้เอ่ยกับเฝิงเอ้อร์จู้ว่า “เ้าเก็บกบเอาไว้ให้ดี มิเช่นนั้นตอนกลางคืนมันจะร้องโวยวายทำคนหนวกหูมิอาจหลับนอน”
เฝิงเอ้อร์จู้เหลือบสายตามองหลี่ชิงชิงอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นก็เอ่ยพึมพำว่า “กบเ่าั้ถูกมอบให้พี่ชิงชิง พี่ชิงชิงจะนำพวกมันกลับบ้านด้วย”
เฝิงเอ้อร์จู้อายุน้อยกว่าหลี่ชิงชิงเพียงสองปี เด็กหนุ่มคิดว่าในคราวนั้นหากมิใช่เพราะสกุลเฝิงยากจนเกินไป เฝิงเอ้อร์จู้ก็คงจะขอให้พี่ชายเฝิงต้าจู้และภรรยา ช่วยเอ่ยปากเื่แต่งงานกับหลี่ชิงชิงไปแล้ว
มาวันนี้หลี่ชิงชิงแต่งเข้าตระกูลหวัง วันคืนของนางผ่านพ้นไปอย่างมีความสุข ในใจของเฝิงเอ้อร์จู้เองก็ยินดีแทนหลี่ชิงชิงเช่นกัน เพียงแต่ว่าบางครั้งยามที่นึกขึ้นมาได้ ก็ยังมิวายรู้สึกเสียดายอยู่ดี
เฝิงต้าจู้เอ่ยว่า “พี่สะใภ้ของเ้ายังเรียนวิธีทำแป้งไม่สำเร็จ พี่ชิงชิงของเ้ายังต้องรั้งอยู่ในบ้านพวกเราอีกหลายวัน กบมิอาจอยู่ได้นานขนาดนั้น หากไม่กินมันเข้าไปแล้วจะเอาไปทำสิ่งใดได้?”
“พี่สะใภ้ยังเรียนทำแป้งไม่สำเร็จอีกหรือ?” เฝิงเอ้อร์จู้เอ่ยจบ จู่ๆ มวลความสุขก็แผ่กระจาย เช่นนี้เขาก็สามารถกินอาหารที่หลี่ชิงชิงปรุงได้ต่อไปอีกสองสามวัน
“เ้าคิดว่าการทำแป้งง่ายเหมือนการสร้างบ้านหรือ เฮอะ ยังดีที่เป็ข้า หากเป็คนอื่น ให้เรียนทั้งชาติก็ยังทำไม่เป็” หลี่หลานหลานกล่าวย้ำความสำคัญแก่หลี่ชิงชิง ในครอบครัวนี้ นางต้องหมั่นเพียรตอกย้ำบุรุษทั้งสามหลากหลายวิธี ทำเช่นนี้ถึงจะสามารถควบคุมจัดการทุกอย่างภายในบ้านได้ พูดคำใดออกมาก็จะมีคนรับฟังและให้ความสำคัญ
หลี่ชิงชิงเอ่ยสำทับ “ใช่แล้ว พี่หญิงเอ่ยได้ถูกต้อง”
หลี่หลานหลานเคยบอกหลี่ชิงชิงเมื่อนานมาแล้วว่า ฝีมือการหมักแป้งมีเพียงนางที่เรียนได้ คนอื่นๆ ในบ้านตระกูลเฝิง ต่อให้เป็เฝิงต้าจู้ก็ไม่มีทางเรียนสำเร็จ
หลี่หลานหลานสามารถช่วยเฝิงต้าจู้ในการเลี้ยงดูน้องชายน้องสาวของเขาจนเติบใหญ่ได้ เลี้ยงดูจนกระทั่งพวกเขาแต่งงานออกไปได้ ทว่าจะไม่สอนทักษะการทำครัวเพื่อเอาชีวิตรอดให้พวกเขาอย่างแน่นอน
ยามนี้น้องชายน้องสาวทั้งสามของสามีล้วนมีชีวิตที่ดี ทว่าต่อไปในภายภาคหน้า หากพวกเขาแต่งงานออกไปก็เป็เื่ที่ยากจะเอ่ยแล้ว
เฝิงซานจู้เอ่ยว่า “หวังเลี่ยง มิใช่เ้าเคยพูดว่าการทำอาหารง่ายกว่าการสร้างบ้านหรือ?”
“ที่ข้าบอกคือการขายอาหาร มิใช่การทำอาหาร” หวังเลี่ยงกล่าวเสริมอีกว่า “ฝีมือการทำอาหารของพี่สะใภ้สาม มิใช่เื่ที่ผู้ทรงภูมิธรรมดาจะสามารถเรียนรู้ได้ง่ายๆ”
“รอจนข้าเรียนวิธีทำซาลาเปาสำเร็จเมื่อใด ข้าจะทำซาลาเปาเยอะๆ ทุกวัน เมื่อถึงเวลานั้นพวกเ้าพี่น้องก็ไม่จำเป็ต้องไปลำบากใช้แรงงานที่ต่างเมือง เพียงขายซาลาเปาที่ข้าทำก็พอ” หลี่หลานหลานเสนอความคิดนี้ออกมาอีกครั้ง
ทว่าเฝิงต้าจู้กลับเอ่ยว่า “ลองดูก่อนเถิด”
ในครอบครัวมีเงินเก็บไม่มาก หาก้าทำกิจการค้าขายซาลาเปาก็ย่อมต้องหาซื้อหมอนึ่งขนาดใหญ่ ซื้อกล่องไม้ อะไรต่อมิอะไรเยอะแยะ...
อีกอย่างหนึ่ง วันนี้ในอำเภอมีอดีตเพื่อนบ้านสองคนมาหาเขา และบอกว่าพวกเขามีงานให้เขาทำซึ่งอาจกินเวลาหลายวัน แม้จะบอกว่าเป็งานที่เหนื่อยและสกปรก ทว่าขอเพียงมีแรงสักหน่อย ไม่ต้องใช้ความรู้ความสามารถก็สามารถเก็บเงินได้แล้ว
หลี่ชิงชิงเข้าใจความกังวลของเฝิงต้าจู้ดี นางจึงเอ่ยว่า “พี่หญิงใหญ่และพี่เขยใหญ่ของข้าได้เริ่มทำการค้าขายอาหารที่ทำจากแป้งแล้ว พี่เขย ท่านสามารถสอบถามพี่สาวคนโตของข้าในเื่นี้ได้เ้าค่ะ”
หลี่หลานหลานถามว่า “ต้าจู้ พรุ่งนี้เ้าลองไปถามที่บ้านพี่ใหญ่ดีหรือไม่?”
“ข้าจะไปวันนี้เลย” เฝิงต้าจู้คิดจะไปทำงานที่อำเภอพรุ่งนี้
หลี่หลานหลานขมวดคิ้วเล็กน้อย นางเอ่ยว่า “ยามนี้ฟ้ามืดแล้ว ระยะทางไปกลับก็หลายสิบลี้...”
ถนนหนทางในปัจจุบันค่อนข้างปลอดภัย เพียงแต่ว่าอาหารของตระกูลเฝิงมิได้บำรุงด้วยน้ำมัน ทันทีที่พระอาทิตย์ตกดิน สายตาของทั้งครอบครัวก็จะพร่ามัว มองเห็นถนนไม่ชัดในตอนกลางคืน หลี่หลานหลานเกรงว่าเฝิงต้าจู้จะเกิดอุบัติเหตุเจ็บตัวระหว่างเดินทาง
ในครอบครัวนี้มีเพียงเฝิงต้าจู้เท่านั้นที่เป็บุรุษหนุ่มโตเต็มวัย ดังนั้นจึงห้ามเกิดเื่อันใดกับเขาเป็อันขาด
