ไม่ใช่เสียงกีบม้าของผู้ส่งสารอย่างที่เคยเป็ในยุคก่อน แต่เป็เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่วิ่งมาหยุดกึกหน้าร้านยาใน่สาย...พร้อมกับร่างของทหารไทยนายหนึ่ง หน้ายังละอ่อน หอบจนตัวโยน
"คุณสาวิตรี...ครับ" เขาป้องปากไอ พยายามเค้นเสียงออกมา "ท่านทาเคดะ...เรียกตัวด่วน"
นิพาวางผ้าพันแผลในมือลง สายตาประเมินทหารหนุ่มตรงหน้าอย่างรวดเร็ว เหงื่อกาฬซึมไรผม ดวงตาหลุบต่ำไม่กล้าสบตรงๆ...สารที่เขานำมาคงไม่ใช่ข่าวดี และเธอตัวเองก็คงไม่รู้ว่ากำลังถือสาส์นแห่งความเป็ความตายชนิดใดอยู่
"รอสักครู่ ขอฉันไปบอกพ่อก่อน"
"แต่ท่านสั่งว่าด่วนมากครับ!"
"รู้" นิพาสวนกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น "แต่ฉันไม่อาจทิ้งพ่อไปโดยไม่บอกกล่าว"
นายทหารหนุ่มชะงักงัน ราวกับไม่เคยมีใครปฏิเสธคำสั่งซึ่งหน้าเช่นนี้มาก่อน
---
โรงพยาบาลทหารครานี้อึกทึกและเคร่งเครียดยิ่งกว่าครั้งก่อน เสียงฝีเท้าหนักแน่นของทหารญี่ปุ่นในเครื่องแบบต่างๆ สวนกันขวักไขว่ ทุกคนมีปลายทางชัดเจนในแววตา มีเพียงพยาบาลชาวไทยสองสามคนที่ยืนชิดริมผนัง...เป็ส่วนหนึ่งของที่นี่ แต่ก็เป็เพียงผู้เฝ้ามองในบ้านของตนเอง กลิ่นอีเธอร์ฉุนกึก หนาแน่นกว่าครั้งก่อน เป็สัญญาณว่ามีเืเนื้อต้องชำระล้างมากขึ้น
ทาเคดะรอเธออยู่ในห้องเดิม ห้องที่คุ้นเคย แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้นั่ง เขายืนหันหลังให้ประตู มองออกไปนอกหน้าต่างบานแคบ กรอบร่างสูงสงบ แต่มีบางอย่างในความนิ่งนั้นที่ตึงเครียด พอเขาหันกลับมา แววตาหลังกรอบแว่นนั้นก็ฉายชัดถึงความขุ่นมัวที่หาได้ยากในชายผู้เก็บงำอารมณ์เป็นิจ
ความหงุดหงิด
"เธอมาช้า" เขาเอ่ยขึ้น
"ฉันต้องเรียนให้คุณพ่อทราบก่อนค่ะ"
ทาเคดะจ้องหน้านิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะปัดเื่นั้นทิ้งไป
"มีผู้ป่วย" เขาเข้าประเด็น "แพทย์สองนายของฉันตรวจแล้ว แต่ยังหาสาเหตุไม่พบ อาการทรุดลงทุกวัน"
"เขาเป็ใครหรือคะ"
"นายพันโทอิชิกาวะ ผู้บัญชาการกองทหารประจำเมืองนี้" น้ำเสียงของเขาบ่งบอกว่านี่คือข้อเท็จจริง ไม่ใช่คำร้องขอ "หากเขาเป็อะไรไป การเปลี่ยนตัวผู้บัญชาการกะทันหันจะสร้างความไร้เสถียรภาพให้แก่เมืองนี้"
ความหมายก็คือ หากเธอรักษาเขาไม่ได้ มันไม่ใช่แค่การสูญเสียผู้ป่วยหนึ่งคน แต่คือการเปลี่ยนสมดุลอำนาจ ซึ่งอาจจะดี...หรือเลวร้ายยิ่งกว่าเดิมก็ได้
"ฉันจะลองตรวจดูให้ค่ะ แต่ไม่รับประกันผลการรักษา"
"ฉันรู้" ทาเคดะตอบสั้นๆ แล้วหมุนตัวเดินนำออกจากห้องไปทันที
---
ห้องพักของนายพันโทอิชิกาวะอยู่สุดปลายทางเดิน มีทหารยามยืนนิ่งขึงดุจรูปสลักเฝ้าอยู่สองนาย ห้องนี้ใหญ่กว่าห้องสามัญ มีหน้าต่างถึงสองบาน ทำให้อากาศถ่ายเทได้ดีกว่า
ชายบนเตียงน่าจะอายุราวห้าสิบ รูปร่างกำยำบ่งบอกว่าเคยแข็งแรงมาก่อน เรือนผมสีดำขลับเริ่มแซมด้วยสีเทาบริเวณขมับ บัดนี้เขานอนนิ่งอยู่บนเตียง ผิวพรรณมีสีเหลืองจางๆ ฉาบอยู่ ซึ่งนิพาสังเกตเห็นได้ทันทีแม้แสงในห้องจะสลัวก็ตาม
เหลืองจาง...ไม่ใช่ดีซ่านเข้มจัด แต่ก็ผิดโทนไปจากคนปกติ
นายแพทย์ทหารญี่ปุ่นสองคนยืนอยู่ฉันงเตียง สายตาสองคู่จับจ้องมาที่เธอ...เ็าและเต็มไปด้วยการดูแคลน
นิพาไม่ใส่ใจสายตาเ่าั้ เธอเดินตรงไปยังเตียงผู้ป่วย
"ขอฉันตรวจดูอาการได้หรือไม่คะ"
ทาเคดะออกคำสั่งเป็ภาษาญี่ปุ่น นายแพทย์ทั้งสองจึงล่าถอยไปอย่างไม่เต็มใจนัก
เธอเริ่มการตรวจวินิจฉัย...นิ้วเรียวแตะลงบนข้อมือเพื่อจับชีพจร ไล่ตรวจั้แ่เปลือกตา ลิ้น ไปจนถึงผิวพรรณ จากนั้นจึงค่อยๆ กดลงบนช่องท้องอย่างระมัดระวัง พลางสังเกตปฏิกิริยาของผู้ป่วย เธอซักถามอาการต่างๆ โดยมีทาเคดะเป็ล่าม...ไข้ขึ้นเมื่อสี่วันก่อน เบื่ออาหาร คลื่นไส้ และปัสสาวะสีเข้มขึ้น
ปัสสาวะสีเข้ม...ผิวเหลือง...คลื่นไส้...กดเจ็บบริเวณท้องด้านขวาบน
ตับอักเสบ
ไม่ใช่การติดเชื้อจากาแ ไม่ใช่ไข้มาลาเรีย ไม่ใช่โรคที่แพทย์ทหารทั้งสองคนนี้กำลังพยายามรักษาอยู่เลยแม้แต่น้อย
นิพาตรวจซ้ำอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ
ท้องด้านขวาบน...เมื่อเธอใช้ปลายนิ้วกดลงไปเบาๆ ผู้ป่วยก็เกร็งตัวขึ้นมาทันที
ใช่...ชัดเจนแล้ว
"ขอทราบประวัติอาหารและน้ำดื่มใน่สี่สัปดาห์ที่ผ่านมาได้ไหมคะ" เธอหันไปถามทาเคดะ
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย "ด้วยเหตุใด"
"เพราะหากฉันเข้าใจไม่ผิด...อาการป่วยนี้ไม่ได้มาจากการติดเชื้อภายนอก แต่มันมาจากบางสิ่งที่ท่านรับประทานเข้าไปค่ะ"
ทาเคดะนิ่งเงียบไป
นายแพทย์คนหนึ่งโพล่งอะไรบางอย่างออกมาเป็ภาษาญี่ปุ่น แม้นิพาจะไม่เข้าใจ แต่สำเนียงนั้นเต็มไปด้วยการปฏิเสธ
ทาเคดะตวัดสายตาไปปรามสั้นๆ อีกฝ่ายจึงสงบปากลง
"มีอาหารมื้อไหนที่ท่านนายพันโทรับประทาน แต่คนอื่นไม่ได้ทานด้วยไหมคะ" นิพาถามต่อ
ทาเคดะหันไปซักทหารยามหน้าห้อง ครู่หนึ่งจึงหันกลับมา "สามวันก่อน เขาทานหอยที่ซื้อมาจากตลาด...เพียงคนเดียว"
หอย...ไวรัสตับอักเสบเอที่ปนเปื้อนมากับหอยดิบ
หากเป็ปี 2024 ฉันคงแนะนำให้พักผ่อน งดอาหารไขมันสูง ดื่มน้ำมากๆ แล้วคอยประคับประคองอาการไป ไวรัสตับอักเสบเอไม่มียารักษาโดยตรง ต้องปล่อยให้ร่างกายเยียวยาตัวเอง แต่หากดูแลถูกวิธี ผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็จะหายเป็ปกติ
แต่ในยุคนี้...หากปล่อยให้อาการทรุดลงจนตับวายเฉียบพลัน มันก็ไม่ต่างอะไรจากโทษปะา
นิพาเงยหน้าขึ้นสบตาทาเคดะโดยตรง
"อาการนี้รักษาได้ค่ะ...แต่ไม่ใช่ด้วยยาที่ท่านใช้อยู่ตอนนี้"
ทาเคดะขยับแว่น "อธิบาย"
"ตับของท่านอักเสบค่ะ ไม่ใช่การติดเชื้อจากาแ" เธอพูดอย่างหนักแน่น "การรักษาที่ถูกต้องคือการประคับประคอง หยุดยาทุกชนิดที่สร้างภาระให้ตับ พักผ่อนให้มากที่สุด งดอาหารมันและของหมักดอง ดื่มน้ำต้มสุกมากๆ แล้วรอให้ตับฟื้นฟูตัวเอง...ห้ามเร่งเด็ดขาด"
ความเงียบเข้าปกคลุมทั้งห้อง
นายแพทย์คนที่สองเอ่ยขัดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
"เขาบอกว่า...การรักษาแบบนั้นไม่ต่างอะไรกับการไม่ทำอะไรเลย" ทาเคดะแปลให้
"บางครั้ง...การไม่ทำอะไรเลยคือการรักษาที่ดีที่สุดค่ะ" นิพาสวนกลับเรียบๆ "ตับไม่ใช่กระดูกหักที่จะดามให้เข้าที่ได้ แต่มันคืออวัยวะที่ต้องใช้เวลาเยียวยาตัวเองโดยปราศจากการรบกวน ยิ่งท่านให้ยามากเท่าไหร่ ตับก็ยิ่งต้องทำงานหนักขึ้นเท่านั้น และจะยิ่งฟื้นตัวช้าลง"
กระบวนการคิดที่เธออธิบายนั้นเรียบง่าย...จนเกือบจะฟังดูไม่ใช่การแพทย์แผนปัจจุบัน แต่มันคือความจริงตามหลักการที่วิทยาการแพทย์ในปี 2024 เข้าใจอย่างถ่องแท้...และเป็สิ่งที่แพทย์ในปี 2484 ยังไม่ล่วงรู้
ทาเคดะจ้องหน้านิพานิ่งนาน เขาไม่ได้หันไปมองนายแพทย์ทั้งสอง ไม่ได้ชายตามองผู้ป่วยบนเตียงด้วยซ้ำ สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่เธอเพียงผู้เดียว ประหนึ่งกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างเกียรติของกองทัพกับสัญชาตญาณของตัวเอง
"ยาตัวไหนที่ต้องหยุด"
"ขอฉันดูรายการยาทั้งหมดที่ท่านนายพันโทได้รับใน่สามวันที่ผ่านมาได้ไหมคะ"
---
รายการยาที่ทาเคดะนำมาให้ยาวเหยียดเกือบสองหน้า ส่วนใหญ่เป็ภาษาญี่ปุ่น แต่ยังดีที่ชื่อตัวยามีกำกับเป็ภาษาอังกฤษไว้ด้วย
นิพาไล่สายตาไปตามชื่อยาแต่ละตัวช้าๆ...แล้วปลายนิ้วของเธอก็หยุดลงที่ชื่อหนึ่ง
"ตัวนี้ค่ะ" เธอชี้ "ยาแก้ปวดชนิดนี้ส่งผลโดยตรงต่อตับ หากตับกำลังอักเสบอยู่แล้ว การให้ยาตัวนี้ต่อเนื่องก็ไม่ต่างอะไรกับการซ้ำเติมให้ตับทำงานหนักขึ้นไปอีก"
"เป็ยาที่แพทย์ของฉันสั่ง"
"หากไม่ทราบว่าตับอักเสบ การสั่งยานี้ก็สมเหตุสมผลค่ะ...แต่ตอนนี้เรารู้แล้ว"
ทาเคดะกำกระดาษในมือแน่น สีหน้าที่เคยเรียบเฉยนั้นปรากฏริ้วรอยบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ภายใต้ิั ไม่ใช่ความโกรธ ไม่ใช่ความเสียใจ...แต่เป็บางสิ่งที่หนักหน่วงกว่านั้น
เขากำลังรู้สึกในสิ่งที่แพทย์ทุกคนรู้จักดี...ความรู้สึกเมื่อตระหนักว่าตนได้วินิจฉัยพลาดไป
"หยุดยาตัวนี้" เขาหันไปสั่งนายแพทย์ทั้งสองเป็ภาษาญี่ปุ่น
คนหนึ่งเถียงขึ้นมาทันทีด้วยน้ำเสียงร้อนรน
ทาเคดะตอกกลับไปสั้นๆ เพียงคำเดียว...อีกฝ่ายก็เงียบกริบ
เขาหันกลับมาหานิพา "มีอะไรอีก"
"เื่อาหารค่ะ ห้ามของมันและของหมักดองเด็ดขาด ให้ทานเพียงข้าวต้มกับผักต้ม ดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ" เธอเว้นจังหวะ "และที่สำคัญที่สุดคือต้องรอค่ะ หากทำทุกอย่างถูกต้อง ภายในสองสัปดาห์อาการน่าจะเริ่มดีขึ้น"
"สองสัปดาห์..."
"ตับซ่อมแซมตัวเองไม่เร็วขนาดนั้นค่ะ ไม่มีทางลัด"
ทาเคดะพยักหน้าช้าๆ สายตาที่มองเธอผ่านเลนส์แว่นนั้นเปลี่ยนไปแล้ว...ไม่ใช่ความกังขาอีกต่อไป แต่เป็บางสิ่งที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่า
เขาเริ่มเชื่อเธอแล้ว...เชื่ออย่างสนิทใจ
---
ขากลับ ทาเคดะเดินออกมาส่งเธอด้วยตนเอง แทนที่จะเป็ทหารนำทาง
เมื่อเดินห่างจากห้องผู้ป่วยพอสมควรแล้ว เขาจึงเอ่ยขึ้นโดยไม่หยุดฝีเท้า
"เธอรู้เื่นี้ได้อย่างไร"
"ฉันอ่านหนังสือเยอะค่ะ"
"ตำราแพทย์ภาษาไทยไม่มีเนื้อหาเช่นนี้...ฉันตรวจสอบแล้ว"
นิพาก้าวต่อไปเงียบๆ
"เป็ตำราแพทย์ภาษาอังกฤษค่ะ คุณพ่อสะสมไว้ ฉันอ่านมาั้แ่เด็ก"
ทาเคดะเดินต่อไปอีกสองก้าว...แล้วก็หยุด
เธอจึงหยุดตาม
"สาวิตรี" เขาเรียกชื่อเธอ น้ำเสียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่ใช่โทนเสียงของนายทหารผู้คุมเชิง แต่เป็น้ำเสียงของคนที่กำลังจะเปิดอกคุยกันตรงๆ "ฉันไม่สนว่าเธอเรียนรู้มาจากไหน...ฉันสนแค่ว่าเธอรู้ในสิ่งที่แพทย์ผู้ช่ำชองของฉันไม่รู้"
เธอรอฟังคำต่อไป
"กองทัพ้าคนเช่นเธอ"
"ฉันเป็เพียงลูกสาวหมอยาในตรอก ไม่ใช่แพทย์"
"ฉันรู้" เขาตอบ "แต่ฉัน้าคนที่ 'รู้' ไม่ใช่คนที่มี 'ตำแหน่ง'"
นิพาไม่ได้ตอบในทันที
นี่คือสิ่งที่สรวิชญ์เตือนไว้...ทาเคดะ้าหมอ และตอนนี้เขาก็ได้ประจักษ์แล้วว่าเธอทำได้จริง
คำถามคือ...เธอควรจะตอบว่าอย่างไร
"ฉันขอเวลาคิดดูก่อนค่ะ" เธอเอ่ยในที่สุด
ทาเคดะพยักหน้ารับช้าๆ เหมือนคาดการณ์คำตอบนี้ไว้อยู่แล้ว
"เธอมีเวลาถึงรุ่งเช้าวันพรุ่งนี้"
---
นิพาเดินกลับบ้านโดยเลือกใช้เส้นทางที่เลี่ยงถนนสายหลักซึ่งเต็มไปด้วยทหาร
ในหัวยังคงวนเวียนอยู่กับแววตาของทาเคดะหลังกรอบแว่นโลหะ...แววตาของคนฉลาดที่รู้ว่าตนกำลังมองเห็นอะไร และรู้ว่าสิ่งที่เห็นนั้นมีมูลค่ามหาศาล
เขาเสนอความร่วมมือ ไม่ใช่การบังคับ...นั่นหมายความว่าเขาฉลาดกว่าที่เธอคิด เพราะการบีบบังคับมีแต่จะทำให้เธอทำงานได้ไม่เต็มที่
แต่การร่วมมือกับกองทัพญี่ปุ่นในฐานะแพทย์...มันหมายถึงอะไรสำหรับคนในชาติของเธอ?
เธอเลี้ยวเข้าตรอกไฟ กลิ่นควันจากเตาตีเหล็กเก่าที่จางหายไปนานหลายสัปดาห์ แต่ยังคงฝังลึกอยู่ในกำแพงอิฐ
บ้านของเธอยังคงอยู่ที่เดิม
แต่มีรองเท้าคู่หนึ่งที่ไม่คุ้นตาวางอยู่หน้าประตู
รองเท้าหนังสีดำขัดมันวาววับ ดูแลรักษาอย่างดี เป็รองเท้าของคนที่ให้ความสำคัญกับระเบียบวินัยในชีวิต...ดูแปลกแยกและผิดที่ผิดทางอย่างที่สุดในตรอกดินแห่งนี้
นิพาหยุดชะงักที่หน้าประตู...เงี่ยหูฟัง
เสียงคนคุยกันสองคนดังแว่วออกมาจากในบ้าน...เบาเกินกว่าจะจับใจความได้ แต่พอจะแยกแยะน้ำเสียงได้...หนึ่งคือปทิตตา ส่วนอีกเสียงเป็ของผู้ชายที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน
เธอไม่ผลีผลามเข้าไป
ยืนนิ่งอยู่ที่ขอบประตู...จมอยู่ในเงามืด
"...บุตรสาวของสงวน...ความร่วมมือ...จะเป็ประโยชน์..."
เสียงปทิตตาตอบกลับไปเบาๆ ด้วยความระมัดระวัง
แล้วทุกอย่างก็เงียบลง...ก่อนจะมีเสียงฝีเท้าเดินไปยังหน้าต่างหลังบ้าน
นิพาถอยหลังกลับไปหนึ่งก้าว ทันใดนั้นเสียงประตูหลังก็เปิดออก
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก นับหนึ่งถึงสิบในใจ แล้วจึงเดินเข้าบ้าน ทำทีเหมือนเพิ่งกลับมาถึง
ปทิตตานั่งอยู่ที่โต๊ะ ข้างๆ มีถ้วยชาวางอยู่สองใบ ใบหนึ่งยังเต็ม ส่วนอีกใบที่วางอยู่ฝั่งตรงข้ามนั้นว่างเปล่า
ดวงตาที่อ่านยากคู่นั้นตวัดขึ้นมองเธอ ใบหน้ายังคงเรียบเฉยเช่นเคย
แต่ปลายนิ้วที่วางบนโต๊ะ...กดลงเล็กน้อย...ทิ้งรอยบุ๋มจางๆ บนผิวไม้ กิริยาที่เล็กน้อยเกินกว่าใครจะสังเกตเห็น...หากไม่จ้องจับผิด
นางรู้ว่าฉันได้ยิน
หรืออย่างน้อย...นางก็กลัวว่าฉันอาจจะได้ยิน
"กลับมาแล้วเหรอ" ปทิตตาเอ่ยทัก น้ำเสียงเรียบสนิท
"ค่ะ" นิพาตอบ "คุณพ่ออยู่ที่ไหนคะ"
"ในห้องนอน...กำลังพักผ่อนอยู่"
"ขอบคุณที่ช่วยดูแลค่ะ"
เธอเดินผ่านปทิตตาไปยังห้องของพ่อ ไม่หันกลับไปมอง ไม่เอ่ยถามสิ่งใดอีก
ในห้องนอน...นายแพทย์สงวนกำลังหลับใหล ลมหายใจสม่ำเสมอ แขนข้างที่เข้าเฝือกวางนิ่งอยู่ข้างลำตัว
นิพานั่งลงข้างเตียง ฟังเสียงของเมืองที่ดังอยู่ภายนอก...เสียงล้อเกวียนที่ทหารใช้บรรทุกสัมภาระ เสียงผู้คนจอแจในตลาดที่เริ่มกลับมามีชีวิต...เสียงปกติของวิถีชีวิตที่กำลังปรับตัวให้อยู่รอดภายใต้การยึดครอง
ทาเคดะ้าตัวเธอ
สรวิชญ์้าตัวเธอ
และปทิตตา...กำลังขายข้อมูลเกี่ยวกับเธอให้ใครบางคน
ฉันมีไพ่เหนือกว่าอยู่ในมือ...แต่กำลังมีคนแอบบอกไพ่ของฉันให้ฝ่ายตรงข้ามรู้
เธอผุดลุกขึ้น เดินไปยังลิ้นชักตู้ยา หยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กออกมา แล้วเปิดไปยังหน้าว่าง
บรรจงเขียนชื่อ "ปทิตตา" ไว้บนสุดของหน้ากระดาษ
แล้วเขียนต่อ...ไม่ใช่ด้วยความโกรธแค้น ไม่ใช่การวางแผนแก้แค้น แต่เป็การบันทึกข้อเท็จจริงอย่างเยือกเย็น...เฉกเช่นแพทย์ที่กำลังบันทึกอาการของโรค ระบุสิ่งที่รู้ สิ่งที่ยังไม่รู้ และสิ่งที่ต้องสืบหาต่อไป
นางไม่ใช่คนชั่วร้าย
นางเป็แค่คนที่ขลาดกลัว
แต่ความกลัวที่ผลักดันให้คนทรยศได้...คือสิ่งที่ปล่อยไว้ไม่ได้ ฉันต้องรู้ให้แน่ชัด...ว่านางขายอะไรไป และขายให้ใคร
