หวาชิงเสวี่ยอดไม่ได้ที่จะมองสำรวจอีกฝ่าย
นางเคยได้ยินคนเรียกฟู่ถิงเย่ว่าท่านแม่ทัพ เคยได้ยินคนเรียกฟู่ถิงเย่ว่าท่านอ๋อง แม้แต่ฉินเหลาอู่ในตอนที่รีบร้อนขึ้นมาก็จะเรียกฟู่ถิงเย่ว่าหัวหน้าหรือพี่ใหญ่ แต่ทว่า นางไม่เคยได้ยินใครเรียกเขาว่าคุณชายเลย
“ท่านลุงโจวเป็พ่อบ้านของจวนโหว” ฟู่ถิงเย่แนะนำกับหวาชิงเสวี่ย “เขาช่วยท่านพ่อของข้าดูแลกิจการของจวนโหวมาตลอด เป็คนเก่าแก่ของจวนโหว”
ชายชราที่ถูกเรียกว่าลุงโจวยิ้มน้อยๆ ไม่ได้พูดอะไร ให้ความรู้สึกอ่อนน้อมถ่อมตนและสุขุม
“สวัสดีค่ะท่านลุงโจว” หวาชิงเสวี่ยกล่าวเล็กน้อย เพื่อเป็การทักทายอย่างเป็ทางการ
ฟู่ถิงเย่พูดเสียงเรียบ “ขึ้นรถม้าก่อนเถอะ วันนี้ฟ้ามืดแล้ว พวกเราไปพักที่คฤหาสน์ชานเมืองกันก่อนสักคืน พรุ่งนี้เช้าค่อยเดินทางต่อ”
ตระกูลใดก็ตามที่มีทรัพย์สมบัติในเซิ่งจิง ต่างก็ต้องมีที่ดินและไร่นาไว้ที่นอกตัวเมือง จวนเว่ยหย่วนโหวก็เช่นกัน
หวาชิงเสวี่ยฟังจากน้ำเสียงของเขาแล้ว ดูเหมือนว่าระยะทางไปยังเซิ่งจิงจะยังอีกไกล อย่างน้อยคืนนี้ก็ไปไม่ถึงแน่
นางเหลือบมองฟู่ถิงเย่อย่างแวบหนึ่ง ไม่รู้ว่าคิดมากไปเองหรือไม่ เหตุใดนางจึงรู้สึกว่าั้แ่ฟู่ถิงเย่ลงจากเรืออารมณ์ของเขาก็ไม่ค่อยดีกันนะ?
ไม่ได้กลับบ้านมาหลายปีขนาดนั้น ไม่ใช่ว่าควรดีใจหรอกหรือ? ...ท่าไม่ดีแล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะเข้ากับคนในบ้านไม่ได้จริงๆ ด้วยสิ
หวาชิงเสวี่ยคาดเดาในใจ แล้วตามฟู่ถิงเย่ขึ้นรถม้า
ม้าของทหารองครักษ์ต้องใช้เวลาอีกสองสามวันกว่าจะมาถึง มีแต่ต้องตามมาทีหลัง
ฟู่ถิงเย่นั่งเงียบไม่พูดอะไรอยู่บนรถม้า เขาหลุบตาลงต่ำไม่รู้เลยว่ากำลังคิดอะไรอยู่ หวาชิงเสวี่ยเห็นว่าสีหน้าของเขาดูเคร่งขรึมจึงไม่กล้าพูดอะไรออกไป
นางมองทิวทัศน์นอกรถม้าเงียบๆ ไม่รู้ว่าเป็เพราะความลำเอียงหรือไม่ ภายใต้เขตอำนาจของฮ่องเต้ ชัดเจนว่าดูเจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่งโอ่อ่ามาก แต่นางกลับรู้สึกว่าไม่ดีเท่าเมืองผานสุ่ย
ถนนหนทางที่นี่กว้างขวางและราบเรียบ แม้กระทั่งถนนลูกรังก็ยังตรงและสะดวก รถมาวิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว มองไปสองข้างทางก็เห็นแต่ไร่นาที่เขียวชอุ่มกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา
เมื่อมาถึงคฤหาสน์ชานเมือง คนรับใช้ที่นั่นก็พาฟู่ถิงเย่กับหวาชิงเสวี่ยไปพักผ่อนที่ห้องนอน
ฟู่ถิงเย่ไม่ได้รั้งรอ สักพักก็ออกไปแล้ว หวาชิงเสวี่ยเห็นเขาเดินออกไปที่ลานและคุยอยู่กับพ่อบ้านชรา ท่านลุงโจว
พวกเขาอยู่ห่างไกล หวาชิงเสวี่ยไม่ได้ยินเนื้อหาที่พูดกันทั้งหมด แต่โดยรวมๆ แล้วคงจะไม่ใช่เื่ดี เพราะสีหน้าของฟู่ถิงเย่ไม่มีรอยยิ้มเลยแม้แต่น้อย
นางมาถึงที่นี่ใหม่ๆ ยังไม่รู้สถานการณ์ เลยคิดว่าแสร้งทำเป็หูหนวกตาบอดไปก่อนจะดีกว่า ถ้าฟู่ถิงเย่ไม่พูด นางก็ไม่ถาม จะได้ไม่ไปพูดกระทบสิ่งต้องห้ามเข้า
ผู้ดูแลคฤหาสน์แห่งนี้อายุประมาณสี่สิบปี ผิวคล้ำ ดูเป็คนซื่อตรงรู้จักประมาณตน
เมื่อพวกเขาเพิ่งมาถึง หัวหน้าผู้ดูแลก็ไปทำอาหารเย็นด้วยตนเอง ภรรยาของเขาก็เข้ามาช่วยเตรียมอาหาร ทั้งสองยังมีลูกชายฝาแฝดที่น่ารักคู่หนึ่ง กำลังปีนต้นไม้และไต่กำแพง ดูซนเป็พิเศษ
ภรรยาของหัวหน้าผู้ดูแลตำหนิเด็กๆ สองคนอย่างรุนแรง! แล้วยัดซาลาเปาเนื้อก้อนโตให้คนละลูก จากนั้นไล่พวกเขาออกไปเล่นข้างนอก เพื่อไม่ให้รบกวนแขก เพราะเกรงว่าคนทั้งคฤหาสน์แห่งนี้จะถูกลงโทษไปด้วย
หวาชิงเสวี่ยมองดูเด็กแสบทั้งสองคนที่วิ่งออกไปอย่างร่าเริงพร้อมกับซาลาเปาก้อนโตในมือ ก็รู้สึกะเืใจ
นี่สิถึงจะเรียกว่าเด็ก...ได้ซาลาเปาเนื้อก็ดีใจขนาดนี้แล้ว
หวาชิงเสวี่ยอดไม่ได้ที่จะจินตนาการว่าหากหลี่จิ่งหนานถือซาลาเปาจะเป็อย่างไร อืม...เขาคงจะทำหน้าดูแคลน ราวกับว่าหากเขายอมกินเข้าไปสักคำก็เป็พระคุณอันยิ่งใหญ่แล้ว
ทั้งๆ ที่อายุของเขาก็พอๆ กับเด็กสองคนนั้นแท้ๆ ...
...
อาหารเย็นเป็อาหารแบบพื้นบ้านที่มีปริมาณเหลือเฟือ หม้อเหล็กที่เต็มไปด้วยปลาและผักต่างๆ ต้มรวมกัน รสชาติอร่อยเป็พิเศษ
หวาชิงเสวี่ยอยู่บนเรือมาสักพัก กินปลาจนรู้แจ้งแล้วว่าส่วนไหนของเนื้อปลานุ่มและมีก้างน้อย
ฟู่ถิงเย่เห็นนางกินอย่างตั้งอกตั้งใจ สีหน้าที่เคร่งขรึมก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย เดิมทีเขาไม่มีความอยากอาหาร แต่เมื่อได้มองหน้าหวาชิงเสวี่ย ก็ทานข้าวไปถึงสองชาม
พวกเขามาถึงช้า เวลาอาหารเย็นจึงช้าไปด้วย เมื่อทานอาหารเย็นเสร็จ ท้องฟ้าก็มืดสนิทเสียแล้ว
ฟู่ถิงเย่กล่าวว่า “เ้าพักผ่อนก่อนเถิด ข้ากับลุงโจวมีเื่ต้องหารือกันสักหน่อย”
“อืม” หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าอย่างว่าง่าย
ฟู่ถิงเย่กับลุงโจวเข้าไปในอีกห้องหนึ่ง เมื่อปิดประตู แสงเทียนก็ส่องเงาของคนทั้งสองบนกระดาษหน้าต่าง
หวาชิงเสวี่ยยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก็กลับเข้าไปในห้องเพื่อล้างหน้าล้างตาและพักผ่อน
ฟู่ถิงเย่เป็พวกมีความชายเป็ใหญ่มาก เขาเคยชินกับการจัดการทุกสิ่งทุกอย่าง หวาชิงเสวี่ยทำได้แค่ต้องยอมรับ
นี่อาจจะเป็นิสัยโดยทั่วไปของชายในยุคนี้ โชคดีที่หวาชิงเสวี่ยเป็คนอ่อนโยนและไม่แย่งชิงความเป็ใหญ่ ไม่อย่างนั้นก็คงจะรู้สึกว่าไม่ได้รับการเคารพ...
ห้องพักของหวาชิงเสวี่ยอยู่ข้างห้องของฟู่ถิงเย่
นางนอนตะแคงอยู่บนเตียง คอยสังเกตความเคลื่อนไหวจากห้องข้างๆ อยากรู้ว่าฟู่ถิงเย่จะคุยเื่งานเสร็จเมื่อใด
ตลอดการเดินทางนั้นก็เหนื่อยมามากแล้ว นางเหนื่อยมาก แต่ทว่าเมื่อนอนอยู่บนเตียง กลับนอนไม่หลับเสียอย่างนั้น
ได้ยินเสียงเห่าของสุนัขดังมาจากที่ไกลๆ เป็ระยะๆ ทำให้คืนนี้เงียบสงัดยิ่งขึ้นไปอีก
หวาชิงเสวี่ยได้ยินเสียงฝีเท้า
หัวใจของนางเต้นระรัว รีบลุกไปใส่รองเท้าเดินไปยังประตูห้อง แล้วเปิดมันออก
ฟู่ถิงเย่ที่กำลังจะกลับเข้าห้องของตนพอดี ชะงักไปทันที “ยังไม่นอนอีกหรือ?”
“นอนไม่หลับเ้าค่ะ” นางตอบเบาๆ แล้วถามเขา “ท่านคุยธุระกับท่านลุงโจวเสร็จแล้วหรือ?”
“อืม” ฟู่ถิงเย่เห็นความอ่อนเพลียในดวงตาของนาง จึงลูบศีรษะนางเบาๆ อย่างเอ็นดู แล้วกล่าวเสียงเบา “ทูตของต้าเหลียวมาถึงเซิ่งจิงแล้ว เ้าพักอยู่ที่คฤหาสน์ไปก่อนสักสองสามวัน รอให้ข้าจัดเตรียมคนในเมืองหลวงให้เรียบร้อยก่อน ค่อยพาเ้าเข้าเมือง”
หวาชิงเสวี่ยหาวเบาๆ ไม่ว่าอย่างไร ได้เจอเขาแล้วก็สบายใจขึ้นมาบ้าง “รู้แล้ว ท่านก็รีบพักผ่อนด้วยแล้วกัน”
นางกล่าวราตรีสวัสดิ์กับฟู่ถิงเย่ แล้วกลับเข้าไปในห้องนอน คราวนี้ในที่สุดนางก็ง่วงแล้ว ไม่นานก็หลับไป
แต่ในขณะที่กำลังหลับๆ อยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายเหมือนไก่ตีปีกสุนัขเห่า!
เสียงทุบประตูดังกระหึ่มราวกับจะปลุกคนทั้งคฤหาสน์!
เกิดอะไรขึ้น?
หวาชิงเสวี่ยเปิดเปลือกตาทั้งที่ยังพร่ามัวอยู่ ลุกขึ้นนั่งบนเตียง ลังเลว่าจะออกไปดูดีหรือไม่
ในตอนนั้นเอง เสียงข้างนอกก็หายไปอย่างกะทันหัน...
แปลกจัง...
ในขณะที่นางกำลังจะล้มตัวลงนอนอีกครั้ง ก็ได้ยินเสียงหลี่จิ่งหนานเรียกนางอยู่นอกประตู “หวาชิงเสวี่ย! เ้านอนหลับอยู่หรือ? ตื่นได้แล้ว! นี่...”
กำลังฝันใช่หรือไม่?!
หลี่จิ่งหนานจะมาได้อย่างไร?!
“ฝ่าาโปรดรอสักครู่ ตอนนี้ยังเช้าอยู่มาก ให้นางได้ล้างหน้าล้างตาและเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถิด...”
นี่เป็เสียงของฟู่ถิงเย่ น้ำเสียงทั้งทุ้มและต่ำ แสดงว่ากำลังระงับโทสะ
“ไม่เช้าแล้ว! พระอาทิตย์ใกล้จะขึ้นแล้ว!” หลี่จิ่งหนานแถไถ แล้วก็เรียกชื่อนางที่หน้าประตูอีก “หวาชิงเสวี่ย หวาชิงเสวี่ย...”
หวาชิงเสวี่ยรีบลุกขึ้นมาทันที แล้วรีบวิ่งไปเปิดประตู
ก็เห็นข้างนอกมีคนเต็มไปหมด!
หลี่จิ่งหนานนำขบวนขันทีและทหารองครักษ์จำนวนมากมาที่คฤหาสน์แห่งนี้!
หวาชิงเสวี่ยใจนพูดอะไรไม่ออก “เ้าหนีออกมาอีกแล้วหรือ?”
หลี่จิ่งหนานขมวดคิ้ว “อะไรที่ว่าหนีออกมาอีก? คราวนี้ข้าออกมาอย่างถูกต้องต่างหาก! ไปๆๆ รีบลุกขึ้นมา ข้าจะส่งเ้าเข้าเมืองหลวง พาไปเยี่ยมชมบ้านใหม่ของเ้า!”
“บ้านใหม่ของข้า?” หวาชิงเสวี่ยมีสีหน้าเลื่อนลอย
หลี่จิ่งหนานกลอกตามองบน “นี่ เ้าความจำไม่ดีขนาดนี้เลยหรือ ตอนนั้นถามว่าจะเอาอะไรเป็รางวัล เ้าไม่ได้บอกหรือว่าอยากมีบ้านของตัวเองในเมืองหลวง ข้าช่วยเลือกที่ดีๆ ไว้ให้เ้าแล้ว!”
พอหวาชิงเสวี่ยได้ยินก็ตื่นเต็มตาทันที “จริงหรือ? สร้างเสร็จแล้ว?”
“ในเซิ่งจิงที่ดินแพงราวกับทองคำ จะมีที่ให้เ้าสร้างบ้านได้อย่างไร? ข้าเลือกเอาบ้านเก่าของเสด็จอาสามมา เขาเดินทางไปอยู่ในที่ดินศักดินาของตนแล้ว บ้านในเมืองหลวงเลยต้องขาย มีขุนนางหลายคนอยากจะซื้อ ข้าเลยยึดไว้ก่อนอย่างไรเล่า! ฮ่าฮ่า!” หลี่จิ่งหนานพูดพลางหัวเราะอย่างภาคภูมิใจ
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกตื่นเต้น นี่เป็ทรัพย์สินของนางสินะ!
นางมองไปที่ฟู่ถิงเย่ด้วยความคาดหวัง “ท่านแม่ทัพ ข้าไปเมืองหลวงกับฝ่าาก่อนได้หรือไม่เ้าคะ?”
อย่างไรฟู่ถิงเย่ก็มีธุระที่ต้องทำใน่สองสามวันนี้ ดูท่าทางจะไม่สามารถดูแลนางได้ เอาเป็ว่าไปดูบ้านกับหลี่จิ่งหนานก่อนก็แล้วกัน!
หลี่จิ่งหนานพูดเสียงดัง “อยากไปก็ไปสิ จะต้องให้เขาอนุญาตเพราะเหตุใด? เขาไม่ได้เป็อะไรกับเ้าเสียหน่อย!”
“...” สีหน้าดำมืดของฟู่ถิงเย่ยิ่งดำคล้ำลงไปอีก!
แต่เขากลับไม่สามารถบอกว่าตนเป็คู่หมั้นของหวาชิงเสวี่ย เพราะ่ไว้ทุกข์ของแคว้นนั้น ห้ามพูดถึงเื่แต่งงานโดยเด็ดขาด! แอบตกลงกันได้ แต่ถ้าพูดออกมาอย่างเปิดเผย นั่นก็เท่ากับเป็การดูิ่พระราชอำนาจ!
ฟู่ถิงเย่ทำหน้าบึ้งตอบว่า “ตอนนี้ทูตจากต้าเหลียวอยู่ในเซิ่งจิง ในเมืองอาจจะมีพวกหน่วยสอดแนมอยู่ ขอฝ่าาทรงระมัดระวังด้วยพ่ะย่ะค่ะ เพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวม”
หลี่จิ่งหนานโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “เมื่อคืนหนิงอ๋องเลี้ยงต้อนรับพวกเขากันอย่างเอิกเกริก ทุกคนดื่มจนเมามายกันหมดแล้ว ไม่มีอะไรหรอกน่า”
“หนิงอ๋อง?” ฟู่ถิงเย่ชะงักไปเล็กน้อย
หลี่จิ่งหนานไม่สนใจเขา เอื้อมมือมาผลักหวาชิงเสวี่ยเบาๆ “เ้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเร็วเข้า ไม่ต้องห่วง ข้าพาทหารองครักษ์มาด้วยเยอะแยะ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก!”
“เช่นนั้นก็ดี ท่านรอข้าสักครู่” หวาชิงเสวี่ยกลับเข้าไปในห้องด้วยความดีใจแล้วปิดประตู
หลี่จิ่งหนานเตะประตูแล้วะโ “แต่งให้สวยๆ หน่อยนะ อย่าทำให้ข้าต้องเสียหน้า!”
ฟู่ถิงเย่ “...” ไหนลองพูดอีกที?! แท้จริงนางเป็คนของใครกันแน่?!
หวาชิงเสวี่ยไม่รู้จักแต่งตัว
นางใส่เสื้อผ้าเพียงสองแบบเท่านั้น แบบแรกคือชุดทำงานที่ใส่ในห้องทดลอง แบบที่สองคือชุดนอนที่ใส่ในบ้าน
ต่อมาเมื่อนางข้ามภพมา เสื้อผ้าทั้งหมดก็เป็ของที่จ้าวเซิงจัดหามาให้ มีอะไรก็ใส่ๆ ไป นางไม่ได้เลือกอะไรมาก
หวาชิงเสวี่ยล้างหน้าล้างตาและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เร็วที่สุด เมื่อออกมาก็ยังคงสภาพเดิมคือเรียบง่าย นอกจากนั้นก็มีเพียงเนื้อผ้าที่ดูดีขึ้นเล็กน้อย
หลี่จิ่งหนานมองนางั้แ่หัวจรดเท้า แล้วส่ายหน้าพร้อมกับถอนหายใจ “ไม่อยากจะเชื่อ เ้ามาต้าฉีนานขนาดนี้แล้ว ทำไมตอนนี้ยังเกล้าผมไม่เป็อีก?”
หวาชิงเสวี่ยลูบผมเปียที่ปล่อยลงมาแล้วหน้าแดงเล็กน้อย
เื่นั้น...มันยากจริงๆ นะ
หลี่จิ่งหนานใช้เสี่ยวโต้วจื่อที่อยู่ข้างหลัง “ไป หวีผมให้นางใหม่”
ในวัง คนที่ต้องรับใช้นอกจากฮ่องเต้ก็คือเหล่าพระสนม ดังนั้นการหวีผมและเกล้าผมจึงเป็ทักษะที่ขันทีในวังต้องมี
แต่หวาชิงเสวี่ยนั้นมัดผมเปียเดียวมาโดยตลอด ไม่มีทั้งเชือกมัดผมและปิ่นปักผม แม้เสี่ยวโต้วจื่อจะมีมือที่ว่องไว แต่ก็ทำได้เพียงรวบผมเป็มวยคู่แบบง่ายๆ
เมื่อเปลี่ยนทรงผมแล้ว หวาชิงเสวี่ยก็ดูสวยหวานขึ้นมาทันที แม้แต่อายุก็ดูอ่อนเยาว์ลงอีกหลายปี
ฟู่ถิงเย่มองดูนางที่ดูสดใสน่ารัก ดวงตาเป็ประกาย แล้วคิดในใจ ‘ฮ่องเต้น้อยคนนี้ก็ไม่ได้ไร้ประโยชน์ไปเสียหมด’
“ไปแต่เช้ากลับแต่เช้า ยามค่ำคืนมีกฎห้ามออกจากเรือน อย่ามัวแต่เที่ยวเล่นอยู่ในเมืองนานเกินไปเล่า”
ก่อนจะออกไป ฟู่ถิงเย่ได้กำชับกับนาง
หลี่จิ่งหนานไม่ใส่ใจ “มีข้าอยู่ทั้งคน ใครจะกล้าห้ามกันล่ะ?”
พูดจบก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง เด็กน้อยขมวดคิ้ว ทำท่าทางเหมือนผู้ใหญ่ แล้วถามฟู่ถิงเย่ “ท่านแม่ทัพฟู่ ทำไมท่านต้องยุ่งกับหวาชิงเสวี่ยด้วย? นางไม่ใช่เด็กน้อยแล้วนะ!”
ฟู่ถิงเย่หัวเราะเยาะในใจ แล้วคิดว่า ‘เ้านั่นแหละเด็กน้อย แต่ข้ายุ่งกับเ้าได้หรืออย่างไร?’
