ตอนที่ 10 อัสนีบาตกลางทุ่งน้ำแข็ง
ราตรีกาลแผ่ปกคลุมหมู่บ้านมู่ซานด้วยความเงียบสงัดที่น่าสะพรึงกลัว เกล็ดหิมะยังคงโปรยปรายลงมาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทว่าท่ามกลางความหนาวเหน็บที่ควรจะทำให้ทุกชีวิตหยุดนิ่ง บริเวณทุ่งร้างท้ายหมู่บ้านกลับมีกระแสลมประหลาดพัดวน ไอความร้อนจางๆ จากพื้นดินปะทะกับลมเหมันต์จนเกิดเป็ม่านหมอกสีขาวขุ่นบดบังทัศนียภาพรอบกระท่อมดิน
มู่หว่านเอ๋อร์นั่งนิ่งอยู่หลังบานหน้าต่างไม้เก่าๆ มือเรียวบางลูบไล้ไปตามขวดแก้วเล็กๆ ที่บรรจุผงสีดำสนิท ดวงตาที่เคยเรียบเฉยบัดนี้ประกายกร้าวด้วยสัญชาตญาณของผู้ที่คุ้นเคยกับการควบคุมตัวแปรในห้องทดลอง นางไม่ได้กลัว... ในพจนานุกรมของด็อกเตอร์สาวจากศตวรรษที่ 21 คำว่ากลัวถูกแทนที่ด้วยคำว่า การวิเคราะห์สถานการณ์ ไปนานแล้ว
“พี่สาว... ท่านยังไม่นอนหรือขอรับ?” เสียงอู้อี้ของมู่เสี่ยวสือดังมาจากกองผ้าห่มขนเป็ดหนานุ่ม เด็กน้อยขยับกายเล็กน้อย ดวงตากลมโตที่เริ่มมีประกายสดใสจ้องมองพี่สาวด้วยความสงสัย
หว่านเอ๋อร์หันไปยิ้มให้อ่อนโยน รอยยิ้มนั้นอบอุ่นดุจแสงตะวันในฤดูใบไม้ผลิที่ซึมลึกไปถึงหัวใจคนมอง
“เ้าหลับเถิดเสี่ยวสือ พี่สาวแค่อยากดูว่าัใต้ดินจะซนหรือเปล่า คืนนี้อาจจะมีเสียงฟ้าร้องเล็กน้อย เ้าไม่ต้องใไปนะ”
“ฟ้าร้องในฤดูหนาวหรือขอรับ? แปลกจัง...” เสี่ยวสือพึมพำก่อนจะหลับตาลงด้วยความเชื่อมั่นในตัวพี่สาวอย่างที่สุด สำหรับเขาแล้ว หากพี่สาวบอกว่าจะมีฟ้าร้อง ต่อให้ฟ้าถล่มลงมาเขาก็จะถือว่าเป็เพียงเื่ธรรมดา
หว่านเอ๋อร์หันกลับมามองความมืดนอกหน้าต่าง ทันใดนั้น เงาดำสายหนึ่งก็พุ่งพ่านผ่านพุ่มไม้ห่างออกไปไม่ถึงสิบก้าว ตามด้วยเสียงเหยียบหิมะที่เบาแสนเบา... หากไม่ใช่เพราะประสาทััที่ถูกลับให้คมกริบด้วยพลังจากมิติิญญา นางคงไม่มีทางรับรู้ได้เลย
“มาแล้วสินะ... แขกที่ไม่ได้รับเชิญ” นางพึมพำ
ชายชุดดำหกคนเคลื่อนที่ดุจภูตพราย พวกเขาคือมือสังหาร เงาโลหิต ที่ถูกจ้างวานมาโดยอำนาจลึกลับจากเมืองหลวง เป้าหมายคือการกำจัดเด็กสาวที่หยกัและ่ชิงความลับของพื้นดินที่อุ่นร้อนนี้
“หัวหน้า... มีคนอยู่ข้างในเพียงสองคน เด็กสาวหนึ่งคนและเด็กชายหนึ่งคน” มือสังหารคนหนึ่งกระซิบข้างหูชายร่างกำยำ
“จัดการให้เร็ว อย่าให้เหลือร่องรอย” หัวหน้ามือสังหารสั่งเสียงเย็น
“และจำไว้... ป้ายหยกัคาบแก้วต้องกลับมาอยู่ในมือเรา”
ทว่า ทันทีที่พวกเขาเท้าแตะเขตทุ่งข้าวสาลีเกล็ดหิมะ พื้นดินที่ควรจะร่วนซุยกลับส่งเสียง คลิก เบาๆ
“นั่นเสียงอะไร?”
ยังไม่ทันสิ้นคำพรรณนา เปลวไฟสีส้มสว่างจ้าก็ะเิขึ้นใต้เท้าของมือสังหารสองคนแรก!
ตูม!!!
เสียงะเิดังกึกก้องะเืเลื่อนลั่นไปทั่วหุบเขา แรงอัดอากาศมหาศาลฉีกกระชากความเงียบงัน แรงะเินั้นไม่ได้รุนแรงถึงขั้นทำลายทุกอย่าง แต่ปูนขาวและผงพริกแห้งที่หว่านเอ๋อร์ผสมลงไปใน กับดักดินะเิ กลับฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ
“อ๊ากกกก! ตาข้า! ตาข้า!” มือสังหารสองคนล้มลงชักดิ้นชักงอ มือปิดหน้าด้วยความแสบร้อนถึงขีดสุด
หว่านเอ๋อร์ก้าวออกมาจากกระท่อมช้าๆ ในมือนางไม่ได้ถือกระบี่หรืออาวุธยาว แต่ถือ ท่อไม้ไผ่ เล็กๆ ที่ปลายเป็ชนวนสีดำ
“ในยุคของข้า เราเรียกสิ่งนี้ว่าการทดสอบภาคสนามเ้าค่ะ” นางกล่าวเสียงเรียบ ใบหน้างดงามภายใต้แสงไฟจากการะเิดูน่าเกรงขามจนมือสังหารที่เหลือถึงกับชะงัก
“พวกท่านคงไม่ได้คิดว่าการบุกรุกบ้านผู้อื่นในยามวิกาลจะเป็เพียงเื่สนุกๆ หรอกนะ?”
“นังเด็กปีศาจ! เ้าใช้คุณไสยอะไร!” หัวหน้ามือสังหารคำรามพลางชักดาบโค้งออกมาสะท้อนแสงจันทร์
“คุณไสยหรือ?” หว่านเอ๋อร์แค่นหัวเราะ
“ท่านอธิบดีกรมอาญาคงลืมสอนพวกท่านกระมังว่า ดินประสิวและกำมะถันเมื่อรวมกันในสัดส่วนที่ถูกต้อง มันไม่ได้เรียกว่าคุณไสย... แต่มันเรียกว่า จุดจบ ของพวกท่านต่างหาก”
ในจังหวะที่หัวหน้ามือสังหารพุ่งตัวเข้าหาหว่านเอ๋อร์ดุจลูกธนูที่หลุดจากแล่ง เงาสีดำที่ว่องไวยิ่งกว่าก็ร่วงหล่นลงมาจากฟ้า!
เคร้ง!
เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นจนแสบแก้วหู เซียวจิ้งเหยียนในชุดคลุมสีนิลสะบัดชายเสื้อคราเดียว แรงปะทะจากกระบี่ของเขาก็ส่งร่างของหัวหน้ามือสังหารกระเด็นไปกระแทกต้นไม้ใหญ่จนกระอักเืออกมาคำโต
“ข้าบอกเ้าแล้วว่าให้ระวังแขกที่ไม่ได้รับเชิญ...” จิ้งเหยียนกล่าวโดยไม่หันกลับมามองนาง แผ่นหลังกว้างของเขาบดบังร่างบางของหว่านเอ๋อร์ไว้ประดุจกำแพงเหล็กที่ไม่มีวันพังทลาย
“ข้าก็บอกท่านแล้วเช่นกันว่าข้าเตรียมของขวัญไว้ให้พวกเขา” หว่านเอ๋อร์ยักไหล่พลางจุดชนวนที่ท่อไม้ไผ่ในมือ
“ท่านอ๋อง... ท่านช่วยถอยไปสักสามก้าวได้ไหมเ้าคะ? ข้าไม่อยากให้เกราะไหมฟ้าของท่านต้องเปื้อนขี้เถ้า”
จิ้งเหยียนขมวดคิ้ว แต่เมื่อเห็นประกายตาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของนาง เขาก็ยอมถอยหลังตามคำขอ
หว่านเอ๋อร์สะบัดข้อมือโยนท่อไม้ไผ่ไปยังกลุ่มมือสังหารที่เหลือที่กำลังรวมตัวกันจะเข้ามาล้อม
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงะเิต่อเนื่องประดุจประทัดั์ แต่ความรุนแรงกลับมากกว่าหลายเท่า ควันสีเทาหนาทึบปกคลุมพื้นที่ พร้อมกับเสียงโหยหวนของมือสังหารที่ถูกแรงอัดจนหมดสติและถูกพิษพริกแสบร้อนเล่นงานจนสิ้นฤทธิ์
เมื่อควันจางลง พื้นดินรอบกระท่อมเต็มไปด้วยร่างของมือสังหารที่นอนกองอยู่ราวกับใบไม้ร่วง มีเพียงหัวหน้ามือสังหารที่ยังพยายามยันกายลุกขึ้นด้วยสภาพที่ดูไม่ได้
จิ้งเหยียนเดินเข้าไปช้าๆ ปลายกระบี่จ่อที่ลำคอของอีกฝ่าย
“ใครส่งเ้ามา?”
ชายชุดดำถ่มเืทิ้งพลางหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
“ท่านอ๋อง... ท่านปกป้องนางได้วันนี้ แต่ท่านไม่มีทางปกป้อง ความลับใต้ดินนี้ได้ตลอดไป คนในวังหลวงรู้แล้วว่า ตราัดินอยู่ที่นี่!”
พูดจบ เขาก็ขบยาพิษที่ซ่อนอยู่ในฟันปลอมและสิ้นใจไปทันที
บรรยากาศกลับคืนสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง หว่านเอ๋อร์ถอนหายใจยาว นางเดินเข้าไปหาจิ้งเหยียนที่ยังคงยืนนิ่งมองซากศพเ่าั้ด้วยสายตาเคร่งเครียด
“ตราัดิน... มันคืออะไรกันแน่เ้าคะ? เหตุใดคนในวังหลวงถึง้ามันนัก?” นางถามเสียงเบา
จิ้งเหยียนเก็บกระบี่เข้าฝัก เขาหันมาสบตานาง แววตาของเขาในยามนี้ไม่มีความเ็าเหลืออยู่ มีเพียงความกังวลที่ปิดไม่มิด
“มู่หว่านเอ๋อร์... ตราัดินไม่ใช่เพียงแค่สัญลักษณ์ แต่มันคือกุญแจที่ควบคุมเส้นชีพจริญญาของทั้งแผ่นดิน ใครที่มันได้ จะสามารถควบคุมความอุดมสมบูรณ์หรือความแห้งแล้งของทุกแคว้นได้ตามใจปรารถนา”
เขาก้าวเข้าไปใกล้นาง มือหนาเอื้อมมาลูบผมที่ยุ่งเหยิงของนางอย่างแ่เบาโดยไม่รู้ตัว “พ่อของเ้า... มู่ฉิน ไม่ได้หายสาบสูญไปในาเฉยๆ แต่เขาคือผู้พิทักษ์ตรานี้คนสุดท้าย และเขายอมตายเพื่อปกปิดที่อยู่ของมัน”
หว่านเอ๋อร์ใจกระตุก ความเ็ปที่ไม่ได้เป็ของนางแต่เป็ของเ้าของร่างเดิมบีบรัดหน้าอกจนน้ำตาคลอเบ้า
“แล้วท่านล่ะ... ท่านมาที่นี่เพื่อตรานี้ด้วยหรือเปล่า?”
จิ้งเหยียนนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ในตอนแรก... ใช่ ข้ามาเพื่อมัน แต่ตอนนี้... ข้ามาเพื่อปกป้องเ้าของ ของมันต่างหาก”
คำพูดนั้นเรียบง่ายแต่กลับทรงพลังจนหว่านเอ๋อร์รู้สึกร้อนที่ใบหน้า นางรีบเบือนหน้าหนีพลางแสร้งทำเป็ตรวจดูแปลงข้าวสาลี
“ท่านอ๋อง... ท่านควรจะฝึกพูดบทพูดที่ดูดีแบบนี้ให้น้อยลงนะเ้าคะ หัวใจข้าไม่ใช่แปลงทดลองที่จะให้ท่านมาหยอดเมล็ดพันธุ์แปลกๆ ลงไปได้ง่ายๆ”
จิ้งเหยียนหลุดหัวเราะออกมาอย่างที่หาได้ยาก
“เ้าช่างเป็สตรีที่ไร้อารมณ์สุนทรีย์เสียจริง ข้ากำลังบอกความนัยที่สั่นคลอนไปทั้งหัวใจ แต่เ้ากลับห่วงเื่แปลงข้าว”
ในขณะที่บรรยากาศกำลังเริ่มจะ หวานจนมดแทบไต่ เสียงประหลาดก็ดังมาจากพุ่มไม้ข้างกระท่อม
“ฮือออ... ัพ่นไฟจริงๆ ด้วย! ข้าบอกแล้วว่าอย่ามา! ท่านแม่ช่วยลูกด้วย!”
หว่านเอ๋อร์และจิ้งเหยียนหันไปมองพร้อมกัน และพบกับร่างที่สั่นเทาของ มู่ไห่ ลุงใหญ่ที่แอบซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลา บัดนี้เขาขดตัวเป็ก้อนกลมอยู่หลังกองฟาง กางเกงของเขาเปียกชุ่มไปด้วยปัสสาวะเพราะความหวาดกลัวเสียงะเิ
“ลุงใหญ่?” หว่านเอ๋อร์เลิกคิ้ว
“ท่านยังขุดดินไม่ครบห้าหมู่ไม่ใช่หรือเ้าคะ? เหตุใดถึงมาแอบดูฟ้าร้องยามวิกาลเช่นนี้?”
“หว่านเอ๋อร์! หลานรัก! ยกโทษให้ลุงด้วย!” มู่ไห่ถลาออกมาคุกเข่ากราบกรานจนหัวกระแทกหิมะ
“ลุงแค่จะมาดูว่าหลานปลอดภัยไหม... จริงๆ นะ! ข้าไม่ได้จะมาขโมยข้าวเลยจริงๆ!”
“ข้ายังไม่ได้ว่าอะไรสักคำเลยนะเ้าคะ” หว่านเอ๋อร์ยิ้มตาหยีแต่แฝงไปด้วยไอสังหาร “แต่ในเมื่อท่านมาแล้ว และเห็นความลับของข้า... ท่านอ๋องเ้าคะ ท่านว่าข้าควรจะปิดปากเขาด้วยวิธีไหนดี? ะเิพริกแห้งขวดเมื่อครู่ยังเหลืออยู่นะเ้าคะ”
“ข้าว่า... ให้เขาไปกินนอน อยู่ในแปลงนาห้าหมู่นั้นจนกว่าข้าวจะออกรวงดีไหม? ห้ามก้าวออกไปแม้แต่ก้าวเดียว” จิ้งเหยียนเสนอด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทำเอาคนฟังขนลุก
“ดีเ้าค่ะ! ลุงใหญ่ ท่านยินดีรับหน้าที่ หุ่นไล่กาหน้าหนาว หรือไม่เ้าคะ?”
“ยินดี! ยินดีเป็อย่างยิ่งขอรับ! ข้าจะเฝ้า มดไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอมเลยจ๊ะ!” มู่ไห่รีบรับคำพลางวิ่งแจ้นไปที่กลางทุ่งนาทันที ท่ามกลางเสียงหัวเราะเบาๆ ของเสี่ยวสือที่ตื่นขึ้นมาดูเหตุการณ์พอดี
หลังจากลากศพมือสังหารออกไปทิ้งห่างจากหมู่บ้าน และจัดการ หุ่นไล่กา จำเป็เรียบร้อย หว่านเอ๋อร์ชวนจิ้งเหยียนเข้ามาในกระท่อม นางต้มน้ำแกงกระดูกหมูตุ๋นโสมิญญาร้อนๆ ให้เขาหนึ่งถ้วย
“ท่านจะไปเมื่อไหร่เ้าคะ?” นางถามพลางมองดูเขาจิบน้ำแกง
“พรุ่งนี้ข้าต้องกลับไปจัดการเื่ที่ว่าการเมืองกิมจิว ใต้เท้ากัวต้องได้รับการสะสางบัญชีแค้น” จิ้งเหยียนวางถ้วยลง สายตาของเขาเปลี่ยนเป็อ่อนโยนเมื่อมองดูหว่านเอ๋อร์ที่กำลังจัดผ้าห่มให้เสี่ยวสือ
“แต่ข้าจะทิ้งกองกำลังเงาไว้คุ้มครองเ้าที่นี่... จนกว่าข้าจะกลับมา”
“ข้าดูแลตัวเองได้เ้าค่ะ” หว่านเอ๋อร์ตอบสั้นๆ แม้ในใจจะรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด
“ข้าทราบดีว่าเ้าเก่ง...” จิ้งเหยียนลุกขึ้นยืน เขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้านางและก้มลงกระซิบที่ข้างหู
“แต่เ้าเป็ ขุมทอง เพียงหนึ่งเดียวที่ข้าจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาชิงไปได้... จำไว้ มู่หว่านเอ๋อร์”
ชายหนุ่มเดินจากไปในม่านหิมะ ทิ้งให้หว่านเอ๋อร์ยืนนิ่งอยู่กลางห้อง หัวใจของนางเต้นผิดจังหวะไปหลายครั้ง นางยกมือขึ้นกุมหน้าอก พลางนึกถึงภารกิจที่ได้รับจากมิติิญญา
ตามหาตราัดิน... เพื่อปลดล็อกพลังที่แท้จริง
นางมองไปที่พื้นดินใต้ฝ่าเท้า บัดนี้นางไม่ได้เพียงแค่้ามีชีวิตรอดอีกต่อไป แต่นางต้องกลายเป็ เ้าของ ผืนปฐีนี้อย่างแท้จริง เพื่อปกป้องครอบครัวและปกป้องชายที่เพิ่งจากไป
“ตราัดินงั้นหรือ... ต่อให้ต้องขลิบแผ่นดินหา ข้าก็จะหาให้เจอ!”
หว่านเอ๋อร์กำหมัดแน่น ดวงตาส่องประกายมุ่งมั่นท่ามกลางแสงไฟตะเกียงที่สั่นไหว การต่อสู้เพื่ออำนาจและความมั่งคั่งที่แท้จริง... เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น!
