ตอนที่ 3 กลิ่นหมึกที่เจือด้วยหยาดเื
เสียงล้อรถม้าบดขยี้ไปบนแผ่นน้ำแข็งดัง กรอบแกรบ เป็จังหวะสม่ำเสมอ รุ่ยเอ๋อร์นั่งอยู่ภายในพื้นที่แคบๆ ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอับของเบาะรองนั่งเก่าๆ นางเอนหลังพิงผนังรถม้าที่สั่นะเื หลับตาลงช้าๆ เพื่อทบทวนความทรงจำที่หลั่งไหลเข้ามาดั่งสายน้ำหลาก
ในโลกก่อน นางคืออัจฉริยะผู้โดดเดี่ยวที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางกองตำราและน้ำหมึก แต่ในโลกนี้ ความทรงจำของ เหยารุ่ย กลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายของดินโคลน ความหิวโหย และเสียงร่ำไห้ที่ไร้คนได้ยิน
"พี่สาว ข้าหนาวเหลือเกิน"
เสียงเล็กๆ ของเด็กชายคนหนึ่งแว่วเข้ามาในมโนสำนึก นั่นคือ เหยาอัน น้องชายร่วมอุทรของนางเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่
เมื่อเจ็ดปีก่อน ครอบครัวของรุ่ยเอ๋อร์ไม่ได้ตกต่ำถึงเพียงนี้
เหยาซูหลิน บิดาของนาง เป็บุตรชายคนที่สามของบ้านสกุลเหยา เขาเป็คนเดียวในบรรดาพี่น้องสามคนที่เฉลียวฉลาดและมีพร์ด้านการประพันธ์อย่างหาตัวจับยาก เขาสอบได้เป็ซิ่วไฉ ั้แ่อายุเพียงสิบเจ็ดปี และถูกคาดหวังว่าจะกลายเป็ขุนนางใหญ่เพื่อเชิดชูวงศ์ตระกูล
แต่ความรุ่งโรจน์นั้นกลับเป็ดาบสองคม
ในยามที่เหยาซูหลินเดินทางไปสอบ จวี้เหริน ที่เมืองหลวง เขาถูกคนของตระกูลเหยาสายหลักใส่ร้ายว่าทุจริตการสอบ โดยการแอบยัดโพยคำตอบลงในย่ามของเขาในห้องสอบ เหตุผลเพียงเพราะลูกชายของผู้นำตระกูลสายหลักในตอนนั้นมีความสามารถด้อยกว่า และพวกเขาเกรงว่าเหยาซูหลินจะโดดเด่นเกินหน้าเกินตาจนทำให้ตระกูลเหยาสายหลักมัวหมอง
เหยาซูหลินถูกลบชื่อออกจากทำเนียบบัณฑิต ถูกโบยจนปางตาย และถูกเนรเทศ มายังหมู่บ้านชนบทแห่งนี้พร้อมกับตราบาปที่ไม่มีวันลบเลือน
"รุ่ยเอ๋อร์ พ่อไม่ได้ทำ"
นั่นคือคำพูดสุดท้ายที่เขากระซิบบอกนางก่อนจะสิ้นใจในคืนที่พายุหิมะถล่มหนักเมื่อสามปีก่อน เขาตายไปพร้อมกับความคับแค้นใจที่ไม่อาจชำระ และทิ้งให้ หลินซื่อ มารดาของรุ่ยเอ๋อร์ ต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูลูกสองคนท่ามกลางการโขกสับของบ้านรอง
หลินซื่อเป็หญิงสาวจากตระกูลบัณฑิตที่ตกอับ นางอ่อนโยนและบอบบางเกินกว่าจะรับมือกับความใจดำของนางหวัง (ป้าสะใภ้รอง) ได้ หลังจากสามีตาย นางก็ถูกบังคับให้ทำงานหนักไม่เว้นแต่ละวัน จนกระทั่งล้มป่วยลง
ในคืนที่หลินซื่อใกล้จะสิ้นลม นางกุมมือรุ่ยเอ๋อร์ไว้แน่น น้ำตาอาบแก้มพร้อมมอบแท่งหมึกเก่าๆ ที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวใส่มือของเธอ
"ดูแลน้อง อย่าให้เขาต้องลำบากเหมือนพ่อของเ้า"
แต่คำขอสุดท้ายนั้นกลับถูกเหยาต้าฉวนเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี เพียงไม่กี่เดือนหลังจากหลินซื่อจากไป เหยาต้าฉวนที่ติดหนี้พนันในตัวเมืองก็ได้แอบทำสัญญาลับ ขายเหยาอันที่มีอายุเพียงห้าขวบให้เป็เด็กรับใช้ในจวนขุนนางใหญ่ที่เมืองหลวง เพื่อแลกกับเงินมัดจำเพียงไม่กี่ตำลึง
รุ่ยเอ๋อร์ในตอนนั้นพยายามขัดขวางจนถูกนางหวังใช้ไม้พายตีจนสลบไป เมื่อนางฟื้นขึ้นมา เหยาอันก็หายไปแล้ว เหลือเพียงรอยล้อรถม้าบนพื้นดินที่เปียกแฉะ
"คุณหนูรุ่ยเอ๋อร์ ถึงจุดพักม้าแล้วเ้าค่ะ"
เสียงเรียกของสาวใช้ที่ติดตามรถม้ามาด้วยปลุกรุ่ยเอ๋อร์ให้ตื่นจากภวังค์ นางลืมตาขึ้น ดวงตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของเด็กสาวที่อ่อนแออีกต่อไป
รุ่ยเอ๋อร์เลิกม่านรถม้าออก มองดูทัศนียภาพภายนอกที่เริ่มเปลี่ยนจากป่าเขาเป็เมืองท่าที่พลุกพล่าน นางก้าวลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าที่สงบนิ่ง จนสาวใช้คนนั้นถึงกับขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ
เด็กคนนี้ ใช่คนเดียวกับที่ลือกันว่าเป็นังเด็กกำพร้าในคอกม้าจริงหรือ?
"อีกนานไหมกว่าจะถึงเมืองหลวง" รุ่ยเอ๋อร์ถามเสียงเรียบ
"หากเดินทางด้วยความเร็วเท่านี้ อีกสามวันก็ถึงจวนใหญ่แล้วเ้าค่ะ" สาวใช้ตอบพลางมองสำรวจชุดปะชุนของรุ่ยเอ๋อร์
"ท่านควรจะเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียหน่อยนะเ้าคะ คุณหนูเจินเจินสั่งไว้ว่าห้ามให้ใครเห็นว่าแขกของนางมีสภาพดูไม่ได้"
รุ่ยเอ๋อร์แค่นยิ้ม
"แขก? หรือหุ่นเชิดกันแน่"
"คุณหนู! พูดจาอันตรายเกินไปแล้วนะเ้าคะ!" สาวใช้รีบหันซ้ายหันขวาด้วยความใ
"เ้าชื่ออะไร" รุ่ยเอ๋อร์ถามโดยไม่สนใจคำเตือน
"ข้าชื่อ เสี่ยวเถา เ้าค่ะ เป็สาวใช้ระดับล่างจากจวนใหญ่"
"เสี่ยวเถา เ้าทำงานที่จวนใหญ่มานานแค่ไหนแล้ว"
"ห้าปีแล้วเ้าค่ะ"
รุ่ยเอ๋อร์เดินเข้าไปใกล้เสี่ยวเถา ระยะห่างที่ลดลงทำให้นางเห็นความประหม่าในดวงตาของสาวใช้
"ห้าปี เช่นนั้นเ้าคงพอจะรู้เื่เด็กรับใช้ ที่ถูกส่งเข้าไปในจวนต่างๆ บ้างกระมัง โดยเฉพาะเด็กที่มาจากหมู่บ้านสกุลเหยาเมื่อสองปีก่อน"
เสี่ยวเถาหน้าซีดลงเล็กน้อย
"เื่นั้น ข้าไม่ทราบจริงๆ เ้าค่ะ บ่าวไพร่ในเมืองหลวงมีเป็หมื่น การจะตามหาเด็กคนหนึ่งยากกว่างมเข็มในมหาสมุทร"
"ยาก แต่ไม่ใช่ว่าเป็ไปไม่ได้" รุ่ยเอ๋อร์หยิบเงินหนึ่งตำลึงเงินที่นางแบ่งมาจากทองมัดจำยัดใส่มือเสี่ยวเถา
"นี่เป็สินน้ำใจล่วงหน้า หากเ้าช่วยข้าสืบหาข่าวของเด็กที่ชื่อเหยาอันได้ เงินที่เหลือจะเป็ของเ้า"
เสี่ยวเถามองเงินในมือด้วยความโลภที่ปิดไม่มิด เงินหนึ่งตำลึงเท่ากับค่าจ้างของนางทั้งปี!
"คุณหนู ท่านไปเอาเงินมากมายขนาดนี้มาจากไหนเ้าคะ?"
"เื่ของข้า เ้าไม่จำเป็ต้องรู้ รู้เพียงแค่ว่าหากเ้าภักดีต่อข้า เ้าจะได้มากกว่าที่เ้าเคยฝันถึง แต่หากเ้าตลบตะแลง" รุ่ยเอ๋อร์เว้นจังหวะ สายตาคมปลาบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเสี่ยวเถา
"ข้ามีวิธีที่จะทำให้เ้าไม่มีที่ยืน แม้แต่ในนรก"
เสี่ยวเถาขนลุกซู่ นางรีบเก็บเงินเข้าอกเสื้อและก้มหัวให้รุ่ยเอ๋อร์อย่างนอบน้อมกว่าเดิม "ข้า! ข้าจะลองสืบดูให้เ้าค่ะ"
การเดินทางดำเนินต่อไปจนถึงกำแพงเมืองหลวงที่สูงตระหง่าน รุ่ยเอ๋อร์มองลอด หน้าต่างรถม้าเห็นความรุ่งเรืองที่ฉาบไว้ด้วยหยาดเหงื่อของชนชั้นล่าง ตึกรามบ้านช่องโอ่อ่า ผู้คนสวมเสื้อผ้าไหมเนื้อดี แต่นางกลับััได้ถึงกลิ่นอายของการแก่งแย่งชิงดีที่รุนแรงยิ่งกว่าพายุหิมะในชนบท
เมื่อรถม้าเลี้ยวเข้าสู่เขตที่ตั้งของจวนขุนนาง และหยุดลงหน้าประตูบานใหญ่ที่ทาสีแดงสด สลักลวดลายัคาบแก้ว (ซึ่งเป็การอาจเอื้อมฐานะเล็กน้อยตามสไตล์ตระกูลที่อยากเด่น) ป้ายหินหน้าจวนสลักตัวอักษรทองคำคำว่า จวนสกุลเหยา
รุ่ยเอ๋อร์ก้าวลงจากรถม้า บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็ความเงียบสงัดที่กดดัน บ่าวรับใช้ชายหญิงยืนเรียงรายต้อนรับ แต่สายตาของพวกเขากลับเต็มไปด้วยการดูิ่เมื่อเห็นสภาพของนาง
"มาถึงแล้วหรือ คนรับใช้ของข้า!"
เสียงหวานแหลมที่แฝงไปด้วยความถือตัวดังมาจาก้าบันไดหิน
หญิงสาวในชุดกระโปรงสีชมพูกลีบบัว ปักลวดลายดอกโบตั๋นด้วยดิ้นทองอร่าม ใบหน้าของนางถูกแต่งแต้มอย่างประณีตจนดูงดงามราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ แต่ั์ตากลับฉายแววริษยาและลำพองใจ
นางคือ เหยาเจินเจิน ลูกพี่ลูกน้องของรุ่ยเอ๋อร์ บุตรสาวของลุงใหญ่ที่กุมอำนาจสูงสุดในตระกูลขณะนี้
รุ่ยเอ๋อร์ไม่ได้ก้มหัวทำความเคารพในทันที แต่นางกลับยืนนิ่ง จ้องมองเหยาเจินเจินด้วยสายตาที่สงบราบเรียบ เพราะอย่างน้อยพวกเธอก็อายุไล่เลี่ยกัน เหยาเจินเจิน อายุ 15 ปี ส่วนรุ่ยเอ๋อร์ อายุ 14 ปี
"เ้า! นังเด็กชนบท! เห็นคุณหนูใหญ่แล้วทำไมไม่คุกเข่า!" แม่นมคนสนิทข้างกายเหยาเจินเจินะโด่า
รุ่ยเอ๋อร์ขยับยิ้มเล็กน้อย
"ข้ามาที่นี่ตามคำเชิญของท่านลุงใหญ่ เพื่อมาเป็ที่ปรึกษา และผู้ช่วยส่วนตัว ของคุณหนูเจินเจิน ในสัญญาที่ข้าทำไว้กับท่านลุงรองระบุชัดเจนว่าข้ามิใช่บ่าวรับใช้ แต่เป็แขกพิเศษที่ต้องได้รับความเคารพเช่นกัน"
เหยาเจินเจินหัวเราะร่า เสียงหัวเราะของนางบาดลึกเข้าไปในโสตประสาท
"แขกพิเศษ? เ้าดูสารรูปตัวเองในกระจกบ้างหรือไม่รุ่ยเอ๋อร์? ที่นี่คือเมืองหลวง ไม่ใช่คอกม้าที่เ้าเคยนอน อย่าเอาสัญญาขยะๆ จากพวกบ้านนอกมาข่มข้า!"
"หากสัญญาของท่านลุงรองเป็ขยะ เช่นนั้นการคัดเลือกพระสนมที่กำลังจะมาถึงก็คงเป็เื่เล่นๆ สำหรับคุณหนูเช่นกัน" รุ่ยเอ๋อร์ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ความกดดันจากตัวนางทำให้เหยาเจินเจินถึงกับชะงัก
"ข้าได้ยินมาว่า ปีนี้ฮ่องเต้ทรงเน้นเื่การประชันบทกวีสดต่อหน้าพระพักตร์ คุณหนูเจินเจิน ท่านเตรียมบทกวี สด ไว้กี่บทแล้วเ้าคะ? หรือจะให้ข้าเดินทางกลับหมู่บ้านเสียตอนนี้?"
ใบหน้าของเหยาเจินเจินเปลี่ยนจากสีชมพูเป็สีแดงก่ำด้วยความโกรธ แต่นางกลับเถียงไม่ออก
"เ้า! เ้ากล้าขู่ข้าหรือ!"
"มิได้ขู่เ้าค่ะ! เพียงแต่เตือนสติ" รุ่ยเอ๋อร์เดินผ่านเหยาเจินเจินไปทางประตูจวนโดยไม่รอคำอนุญาต
"อากาศข้างนอกหนาวนัก รบกวนคุณหนูช่วยจัดห้องพักที่สะอาดและมีเครื่องเขียนครบมือให้ข้าด้วย อ้อ และขอเป็ห้องที่อยู่ใกล้หอตำราที่สุดนะเ้าคะ ข้าไม่อยากเสียเวลาเดินไกล"
เหยาเจินเจินยืนตัวสั่นด้วยความโกรธอยู่กลางลานจวน นางมองตามหลังรุ่ยเอ๋อร์ไปด้วยสายตาอาฆาต
"นังตัวแสบ! ข้าจะให้เ้าลำพองไปก่อนเถอะ พอข้าได้เข้าวังเมื่อไหร่ ข้าจะสั่งโบยเ้าให้ตายคามือ!"
รุ่ยเอ๋อร์ที่เดินเข้าไปในโถงจวนแล้ว ได้ยินคำอาฆาตนั้นชัดเจน แต่นางเพียงแค่ยกมุมปากขึ้นเป็รอยยิ้มเ็า
โบยข้าให้ตาย?
นางลูบแท่งหมึกในอกเสื้อเบาๆ
เจินเจินเอ๋ย! เ้ายังไม่รู้หรอกว่า พู่กันในมือของข้านี่แหละ ที่จะเขียนบทสรุปชีวิตของเ้าให้ตกลงสู่ขุมนรกที่ลึกที่สุด ยิ่งเ้าปีนขึ้นไปสูงเท่าไหร่ ยามที่เ้าตกลงมา กระดูกของเ้าก็จะยิ่งแตกละเอียดเท่านั้น
คืนแรกในจวนสกุลเหยา รุ่ยเอ๋อร์ไม่ได้นอนพัก นางนั่งอยู่ท่ามกลางแสงเทียนที่ริบหรี่ เริ่มร่างแผนผังความสัมพันธ์ของคนในจวนใหญ่ที่นางสังเกตเห็นเพียงไม่กี่ชั่วยาม
นางรู้ดีว่าการล้างแค้นตระกูลเหยาไม่ใช่เื่ง่าย แต่นางมีสิ่งที่พวกเขาไม่มี นั่นคือ ความรู้ ที่ข้ามผ่านกาลเวลา และ หัวใจ ที่ถูกชุบด้วยไฟแห่งความแค้นจนแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า
"อาอัน พี่สาวมาถึงแล้ว รอพี่ก่อนนะ"
นางพึมพำกับความมืด ก่อนจะเริ่มตวัดพู่กันลงบนกระดาษเป็ชื่อแรกที่นางต้องจัดการ
เหยาต้าเหริน ผู้นำตระกูลสายหลัก คนที่สั่งให้ใส่ร้ายพ่อของนาง
น้ำหมึกสีดำสนิทซึมลึกลงไปในเนื้อกระดาษ ราวกับคำสาปแช่งที่จะติดตามพวกเขาไปชั่วนิรันดร์
