ลู่เต้าก้าวออกจากป่ามาถึงทางเล็กๆ บนไหล่เขา มองออกไปไกลๆ เห็นยอดเขาสูงตระหง่านปกคลุมไปด้วยหมอกขาว มองเห็นต้นไม้บนเขาเพียงเลือนราง มีนกบินเข้าออกในหมอกเป็ระยะ ดูราวกับแดน์
เบื้องล่างเชิงเขามีเมืองเล็กๆ ที่ดูคึกคัก ลู่เต้ามองเห็นพ่อค้าขับรถม้าบรรทุกสินค้าเข้าออกเมืองไม่ขาดสาย ขณะที่ขบวนรถม้าขบวนหนึ่งออกไป ก็มีขบวนรถม้าอีกขบวนเข้ามาแทนที่ คลาคล่ำไปด้วยผู้คน และเสียงจอแจไม่หยุด
ทันใดนั้นก็มีเสียงดังเอ็ดอึงมาจากทางซ้าย ลู่เต้าหันไปมองก็เห็นขบวนรถม้าพ่อค้ากำลังเคลื่อนผ่าน รถม้าของคนอื่นล้วนแต่เป็รถชั้นดี ม้าก็สง่างาม มีอย่างน้อยห้าคันขึ้นไป แต่ขบวนนี้มีเพียงคันเดียว รถก็ดูโทรม ม้าที่ลากรถก็แก่หง่อม หอบหายใจไม่หยุด
ลู่เต้าคิดว่าหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ต้องเร่งความเร็วหลบหนี คงไม่พ้นรถพังหรือม้าล้มตายเป็แน่
แต่ถึงแม้จะเกิดเหตุไม่คาดฝัน เ้าของขบวนรถม้านี้คงไม่สูญเสียอะไรมากนัก เพราะบนรถแทบไม่มีสินค้าเลย
“หยุดรถ” จู่ๆ ก็มีเสียงสั่งมาจากในรถม้า สารถีจึงรีบดึงบังเหียนให้ม้าแก่หยุดลง
แล้วก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งร้องออกมาจากขบวนรถม้าที่ดูเหมือนจะค้าขายขาดทุน “อ้า! เ้าเองหรือนี่!”
ตู้เจิ้งฉุนยื่นหน้าออกมาจากรถม้า แล้วชี้นิ้วมาที่ตัวเองพลางยิ้ม “ยังจำข้าได้หรือไม่”
“คนที่เจอในเขตผนึกพญาอสรพิษ” ลู่เต้าเอ่ยออกมาโดยไม่รู้ตัว “ข้าจำได้ว่าเ้าชื่อตู้...”
ภาพลักษณ์อันสง่างามของลู่เต้าที่เป่าขลุ่ยควบคุมกระดูกต่อสู้กับพญาอสรพิษนั้น ฝังลึกอยู่ในความทรงจำของตู้เจิ้งฉุนอย่างไม่มีวันลืมเลือน เขาหวังว่าสักวันหนึ่งตนเองจะมีความสามารถเช่นนั้นบ้าง
ดังนั้นการที่จอมยุทธ์เช่นลู่เต้าจดจำนามสกุลของเขาได้ ทำให้เขาดีใจจนเนื้อเต้น “ตู้เจิ้งฉุน! ข้าชื่อตู้เจิ้งฉุน เรียกข้าว่าเสี่ยวตู้ก็ได้”
ตู้เจิ้งฉุนมองเมืองคึกคักอยู่ลิบๆ แล้วเอ่ยถามอย่างกระตือรือร้น “พี่ชาย ท่านจะไปเมืองเซียนหรือ”
ลู่เต้ามองตามสายตาเขาไป แล้วตอบอย่างตะกุกตะกัก “น่าจะใช่กระมัง”
เมื่อตู้เจิ้งฉุนได้ยินดังนั้นก็ดีใจยิ่งนัก เขารีบจัดการพื้นที่บนรถม้าแล้วเชิญชวนลู่เต้า “พอดีเลย ข้าก็จะไปรับสินค้าที่เมืองเซียนเช่นกัน หากไม่รังเกียจ เชิญท่านขึ้นมานั่งด้วยกันเถิด”
ถึงแม้ลู่เต้าอยากจะขึ้นรถม้า แต่เมื่อเห็นม้าแก่ที่ลากรถดูเหมือนจะไปไม่รอด ตู้เจิ้งฉุนที่เข้าใจสีหน้าของเขาก็หัวเราะลั่น “อย่าไปหลงกลมัน มันแค่แกล้งตายเพื่อขออาหารเท่านั้น”
ตู้เจิ้งฉุนยิ้มแล้วพูดกับสารถี “ให้อาหารมันหน่อย อย่าโดนมันแกล้งอีกเล่า”
“ขอรับ” สารถีหยิบข้าวสาลีที่มีกลิ่นหอมกรุ่นออกมาจากถุงที่เอว
เมื่อม้าแก่ได้กลิ่นข้าวสาลี มันก็หยุดหอบ แล้วหันมากินข้าวสาลีในมือสารถีอย่างตะกละตะกลาม ราวกับไม่ใช่ตัวเดียวกับที่ใกล้จะตายเมื่อครู่นี้
หลังจากกินเสร็จ ม้าแก่ก็เรอออกมาเสียงดัง มันมองคนทั้งสามแวบหนึ่ง แล้วก็แกล้งหอบหายใจอีกครั้ง
“เห็นหรือไม่” ตู้เจิ้งฉุนยิ้ม “ข้าว่ามันใกล้จะกลายเป็ปีศาจแล้ว”
“นี่ช่าง...”
***
เมื่อน้ำหนักบนรถม้าเพิ่มขึ้น ม้าแก่กัดฟันส่งเสียงฟึดฟัดไม่พอใจ
สารถีบังคับบังเหียนอยู่ข้างหน้า ลู่เต้ากับตู้เจิ้งฉุนนั่งอยู่ด้านหลังรถม้าเฝ้ามองทิวทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ พร้อมพูดคุยกัน
ตู้เจิ้งฉุนหยิบส้มออกมาจากกองสินค้าแล้วยื่นให้ลู่เต้า เขารับมาแล้วปอกเปลือกออก ก่อนจะแบ่งเป็ชิ้นๆ แล้วนำเข้าปาก น้ำส้มที่หวานอมเปรี้ยวแตกโผละเต็มปาก ลู่เต้าลั่นออกมา “อร่อย”
“อร่อยใช่หรือไม่! นี่เป็ส้มขึ้นชื่อของเมืองัทมิฬ ข้าคิดจะนำไปขายที่อื่น คุณภาพแบบนี้ต้องทำกำไรได้มหาศาลแน่! ท่านว่าเช่นนั้นหรือไม่” ตู้เจิ้งฉุนกล่าวด้วยท่าทีตื่นเต้น
“รสชาติดีเยี่ยมเช่นนี้ ต้องขายได้แน่นอน!” ลู่เต้าหยิบส้มเข้าปากทีละชิ้น
“ในเมื่อสหายก็คิดเช่นนั้น ย่อมต้องได้กำไรแน่!” ตู้เจิ้งฉุนที่กำลังพูดอย่างออกรสพลันหดหู่ลง “เฮ้อ น่าเสียดายที่ข้ามีเงินทุนซื้อสินค้าได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น”
“เกิดอะไรขึ้นหรือ”
“ยังจำการแข่งขันทำอาหาริญญาได้หรือไม่” ตู้เจิ้งฉุนกล่าวด้วยสีหน้าจนใจ “มีพ่อครัวิญญาคนหนึ่งจ้างข้าไปเป็องครักษ์ให้เขา ข้าเตือนเขาแล้วว่าอย่าไปทะเลสาบัทมิฬ แต่เขากลับไม่ฟัง สุดท้ายก็ถูกดูดเข้าไปในเขตผนึกและตายในนั้น”
“ไม่ได้รับเงินค่าจ้างก็ช่างเถอะ แต่ต้องเอาชีวิตไปทิ้งเช่นนี้ไม่คุ้มเลย!” ตู้เจิ้งฉุนขมวดคิ้วส่ายหน้า “เดิมทีข้ายังคิดจะถือโอกาสนี้ขนสินค้าไปขายให้ได้กำไรมากขึ้น ใครจะรู้ว่ากลับต้องเสียเที่ยวไม่ได้อะไรเลย”
“ตอนนี้ข้าหวังเพียงแค่ขายผลไม้สิบลังนี้ในเมืองเซียนให้ได้ราคาดี ได้ยินว่าคนที่นั่นยึดอาชีพล่าสัตว์ อาหารส่วนใหญ่จึงเป็เนื้อสัตว์ ดังนั้นพวกผักผลไม้จึงมีความ้าสูง เพราะทานเนื้อสัตว์มากเกินไป ก็ย่อมอยากหาผักมาปรับสมดุล”
ตู้เจิ้งฉุนที่เพิ่งรู้ตัวว่าตนเองพูดเื่ค้าขายเพลินไป จึงตบหัวตัวเองแล้วกล่าวขอโทษ “สหาย ข้าคงทำให้ท่านเบื่อแล้ว”
ลู่เต้าส่ายหน้า “ไม่เบื่อ เล่าเื่เมืองเซียนให้ข้าฟังต่อได้หรือไม่”
ตู้เจิ้งฉุนอาสา “ได้สิ!”
“ที่เมืองเซียนได้ชื่อว่าเมืองเซียน เพราะมีูเาเซียนอยู่ด้านหลัง ภายในหมอกหนาทึบมีเซียนผู้หนึ่งบำเพ็ญเพียรอยู่ ท่านคุ้มครองผู้คนให้สงบสุข ปกป้องลมฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล บนูเามีพืชพันธุ์และสัตว์ป่ามากมาย ล่าเท่าไรก็ไม่หมด”
“ว่ากันว่าเซียนผู้นี้เกิดที่เมืองเล็กๆ แห่งนี้ ดังนั้นเมืองเล็กๆ จึงเปลี่ยนชื่อเป็เมืองเซียน ไม่รู้ว่าเป็เพราะเปลี่ยนชื่อแล้วดีขึ้น หรือเป็เพราะเซียนคุ้มครอง หลังจากเปลี่ยนชื่อ เมืองนี้ก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาก”
“เนื่องจากล่าสัตว์ป่าได้ไม่รู้จบจากูเาเซียน เมืองเซียนจึงขึ้นชื่อเื่เนื้อตากแห้งและเนื้อเค็ม ไม่เพียงแต่เก็บไว้ได้นาน หรือนำไปรับประทานระหว่างเดินทางไกลได้เท่านั้น แต่รสชาตินั้นโอชะยิ่ง ไม่ว่าจะเก็บไว้นานแค่ไหน กลิ่นเนื้อก็ยังคงหอมกรุ่น”
ตู้เจิ้งฉุนคิดแผนการในใจ “ครั้งนี้หลังจากขายส้มหมดแล้ว ข้าจะนำเงินทั้งหมดไปซื้อของขึ้นชื่อ แล้วนำไปขายที่เมืองใหญ่ รับรองว่าต้องได้กำไรสิบเท่า”
ลู่เต้ากลืนน้ำลายอย่างตะกละ “เนื้อตากแห้งอร่อยขนาดนั้นเชียวหรือ”
ตู้เจิ้งฉุนพยักหน้า “แน่นอนว่าสินค้าที่ข้าเลือกสรรย่อมอร่อย!”
ลู่เต้าไม่สนใจเื่ค้าขายของเขา ่นี้เขาแบกหินอยู่ในป่า เหนื่อยจนไม่มีแรงล่าสัตว์ จึงได้แต่หาผลไม้ป่ากินประทังชีวิตไปวันๆ
“ข้าไม่ได้ลิ้มรสเนื้อสัตว์มานานแล้ว” ลู่เต้ากลืนน้ำลายอีกครั้ง ร่างกายที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักกำลังโหยหาเนื้อ
“อาหารประเภทเนื้อสัตว์ของเมืองเซียนจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังแน่นอน!” ตู้เจิ้งฉุนเปลี่ยนเื่แล้วกล่าวว่า “แต่ว่านะสหาย ข้าบอกท่านอย่างหนึ่ง ข้ารู้สึกว่าเมืองเซียนนี้แปลกๆ”
“แปลกเช่นไร” ลู่เต้าถาม
“ท่านฟังไว้ก็พอ เข้าไปแล้วอย่าพูดเื่นี้ พวกเขาไม่ชอบให้คนนอกมายุ่งเื่ของพวกเขา ว่ากันว่าชาวเมืองมีข้อตกลงกับเซียน เซียนทำให้ชาวเมืองมั่งคั่ง ส่วนชาวเมืองต้องส่งสตรีที่อายุต่ำกว่าสิบเจ็ดปีขึ้นเขาไปปรนนิบัติเซียนทุกปี ได้ยินแต่ขึ้นเขาไป ไม่เคยได้ยินว่ามีใครลงเขามา การที่ขึ้นเขาไปแล้วไม่กลับมานั้น ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็แปลก”
ทันใดนั้นทิวทัศน์รอบข้างค่อยๆ กลายเป็สีขาว รถม้าถูกหมอกหนาทึบปกคลุม ลู่เต้ามองออกไปนอกรถม้า “หมอกลงเร็วเช่นนี้ เกรงว่าจะหลงทางเข้าแล้ว!”
“ไม่ต้องกลัว ม้าแก่ตัวนี้รู้ทาง มันเคยมาที่นี่แล้ว นี่จึงเป็เหตุผลที่ข้าเลือกมันมาเมืองเซียน”
ม้าแก่ที่เดินนำหน้ายังคงหอบหายใจแกล้งตาย มันไม่สนใจหมอกหนาที่บดบังเส้นทาง และย่ำหน้าต่อไปด้วยความมั่นคง
