พี่รองที่หมอบอยู่บนพื้นยังไม่ทันลุกขึ้นก็เห็นมีดบินห้าเล่มโจมตีเข้ามาต่อเนื่อง
“ขวาง!” พี่รองสะบัดมือวูบหนึ่ง เรียกปราณดำก้อนใหญ่ออกมา แปรเปลี่ยนมันเป็โล่สีดำขวางตรงหน้าตนไว้
ฝ่ามือหมุนทีหนึ่ง หลิ่วเทียนฉีขว้างลูกบอลวารีลูกหนึ่งออกไป ทุบเข้าใส่โล่สีดำ
“เปรี้ยง...”
ลูกบอลวารีปะทะกับโล่สีดำ เสียงะเิดังทีหนึ่ง แสงสีทองมากมายหลายเส้นพุ่งแทงทะลุโล่ โจมตีเข้าใส่พี่รองทันที
“อ๊าก...” พี่รองกรีดร้อง ไม่ทันป้องกันก็ถูกยันต์แสงสว่างลอบโจมตี ศพไร้ชีวิตล้มหงายไปกับพื้น
“พรวด...” เมื่อพี่รองตาย พี่ใหญ่กับน้องสามล้วนกระอักเื
หลิ่วเทียนฉีปล่อยลูกบอลวารีั์สองลูกขว้างเข้าใส่น้องสามต่อ
เฉียวรุ่ยเห็นหลิ่วเทียนฉีลงมือจึงเหวี่ยงขวานในมือ ร่วมมือกับเขาโจมตีคู่ต่อสู้ของตนด้วยกัน
“อ๊าก...”
น้องสามร้องใทีหนึ่ง นางรีบปล่อยหมอกดำออกมาขวางการโจมตีที่โถมเข้าใส่จากด้านหน้า
หลิ่วเทียนฉีเอาอุปกรณ์อาคมไม่สมบูรณ์ชิ้นหนึ่งออกมาพร้อมกับยันต์แสงสว่างห้าแผ่น เขาพันมันไว้บนอุปกรณ์อาคม โยนเข้าใส่น้องสามอย่างรวดเร็ว
เพิ่งโจมตีลูกบอลวารีของเขาจนแหลก อุปกรณ์อาคมกลับตามมาอีก น้องสามจึงรีบร้อนผนึกกระบี่ั์สีดำเล่มหนึ่ง แทงเข้าใส่อุปกรณ์อาคม
“ตูม...” อุปกรณ์อาคมะเิ แสงสีทองสายแล้วสายเล่าประหนึ่งกระบี่แสงทิ่มแทงเข้าใส่น้องสาม
“อ๊าก...” น้องสามกรีดร้องก่อนล้มลงกับพื้น
“เ้าพวกสารเลว!” พี่ใหญ่ตวาดลั่น กัดนิ้วจนเป็แผล ปลายนิ้วหมุนวน ไอหมอกสีดำกลุ่มหนึ่งบินออกมาจากหลังร่างนางทันที
“กล้าสังหารน้องรองกับน้องสามของข้า ไปตายเสียให้หมด! ไปตายเสีย!” พี่ใหญ่ชุดแดงยืนอยู่กลางอากาศ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้น คำรามใส่ทั้งสองคนอย่างชิงชัง
“เสี่ยวรุ่ย ระวัง!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางเอายันต์ป้องกันหกแผ่นออกมา แปะให้ตนเองสามแผ่นแล้วแปะให้เฉียวรุ่ยอีกสามแผ่น
ปลายนิ้วพี่ใหญ่เคลื่อนไหวไม่หยุด นางพร่ำท่องมนตร์ วังวนสีดำก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วบนพื้น หมุนวนไม่หยุดนิ่ง มันทั้งใหญ่และสูงขึ้นไปทุกที
“วังวนั์!” หลิ่วเทียนฉีเห็นอีกฝ่ายเตรียมใช้กระบวนท่าใหญ่ เขาเอายันต์แสงสว่างกำหนึ่งให้คนรัก
“เสี่ยวรุ่ย ดูจังหวะให้ดี ใช้ยันต์แสงสว่างเหล่านี้จัดการนางเสีย!” ผู้ฝึกตนสายมืดกลัวยันต์แสงสว่างชนิดนี้เป็ที่สุด
“อืม ข้ารู้แล้ว!” เฉียวรุ่ยพยักหน้าเข้าใจ
ฝ่ามือหมุนทีหนึ่ง หลิ่วเทียนฉีเริ่มท่องมนตร์บ้าง หยดน้ำน้อยหยดแล้วหยดเล่าเริ่มเต้นระริกเริงร่าในฝ่ามือเขา ยิ่งเวลาผ่านไปมากเท่าไร หยดน้ำค่อยๆ ล้นออกมาจากกลางฝ่ามือ ร่วงหล่นลงบนพื้น ผนึกรวมกันเป็เสาวารีที่หมุนวนไม่หยุดแท่งหนึ่ง
“ไป!” พี่ใหญ่ชุดแดงตวาดลั่น ผลักอย่างรุนแรง วังวนสีดำสูงสามเมตรกว่าโจมตีเข้าใส่พวกเขาทันที
“ขวาง!” หลิ่วเทียนฉีว่าเสียงดัง ผลักเสาวารีของตนออกไปขวางวังวนั์ของอีกฝ่าย
วังวนั์เป็วิชาสังหารของสามพี่น้องยั่วราคะ หากไม่ใช่เพราะเขาสังหารพี่รองกับน้องสามไปก่อนแล้วปล่อยให้พวกนางใช้ท่านี้พร้อมกันล่ะก็ เกรงว่าเขากับเสี่ยวรุ่ยคงตายอย่างไม่ต้องสงสัย!
“วังวนนี้ร้ายกาจนัก ข้ารู้สึกถึงจิตสังหารอันหนักหน่วงด้วย” เฉียวรุ่ยมองวังวนก่อนร้องอย่างใ
“ใช่น่ะสิ วังวนนี่ไม่ว่าคนหรือสัตว์อสูร หากถูกพัดเข้าไปต้องถูกปั่นกลายเป็เศษเนื้อกองหนึ่งเท่านั้นแหละ!” จินเยี่ยนวิ่งมาอยู่ด้านหลังร่างเฉียวรุ่ยก่อนเอ่ยขึ้น
ได้ยินคำพูดนั้น เฉียวรุ่ยรู้สึกขนหัวลุกวูบหนึ่ง ช่างร้ายกาจจริงเชียว
“เปรี้ยง...”
วังวนสีดำกับเสาวารีที่สูงเท่ากันต่างเข้าปะทะ วังวนยังคงหมุน เสาวารีก็เช่นกัน
เฉียวรุ่ยขยับไปด้านข้างอย่างเงียบงันหลายก้าว ก่อนโยนยันต์วิเศษครึ่งหนึ่งขว้างใส่พี่ใหญ่
“ไป!” พี่ใหญ่สะบัดมือ เหวี่ยงสายคาดเอวสีแดงเพลิงขวางยันต์แสงสว่างไว้
เฉียวรุ่ยเห็นสายคาดเอวถูกยิงทะลุร่วงตกลงบนพื้นก็กัดฟัน โยนอุปกรณ์อาคมไม่สมบูรณ์สองชิ้นออกมาอีกหน แต่ยังคงถูกพี่ใหญ่ชุดแดงใช้อุปกรณ์อาคมชิ้นอื่นขวางเอาไว้
เฉียวรุ่ยเอาถาดทองคำออกมาเหยียบไว้ใต้ฝ่าเท้า เริ่มท่องมนตร์ บินเข้าไปหาพี่ใหญ่ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
“ฮ่า!” เฉียวรุ่ยเหวี่ยงมือในคราวเดียว พาหมัดเหล็กอัคคีร้อนแรงต่อยเข้าใส่สตรี
“พรึ่บ...” เงาหมัดสีแดงเพลิงประหนึ่งวิหคสีชาดตัวหนึ่งโผบินเข้าหาพี่ใหญ่
“น่าชังนัก!” พี่ใหญ่ชุดแดงที่ใช้กระบวนท่าใหญ่อยู่ พอถูกขัดขวางครั้งแล้วครั้งเล่าจึงหงุดหงิดอย่างยิ่ง รีบปล่อยโล่สีดำมาขวางการโจมตีของเฉียวรุ่ย
“ฮ่าๆๆ...” เฉียวรุ่ยเหวี่ยงหมัด ต่อยสามหมัดอันหนักหน่วงออกมาอีกหน
“ปังๆๆ...” เงาหมัดเปลวเพลิงอันร้อนแรงแผดเผาสามหมัดเข้าปะทะโล่สีดำ สลายกลายเป็ความว่างเปล่า
พี่ใหญ่ััได้ว่าการโจมตีของอีกฝ่ายถูกขัดขวาง มุมปากจึงยกขึ้นน้อยๆ
“ฮ่า!” หลิ่วเทียนฉีควบคุมเสาวารีปะทะวังวนของพี่ใหญ่อย่างบ้าคลั่ง เสียงปึงปังดังสนั่น
“ไป!” พี่ใหญ่รีบร้อนรวบรวมสมาธิ เริ่มจดจ่อกับการจัดการเขา วังวนสีดำหมุนวนเร็วยิ่งขึ้น ความเร็วที่ปะทะโจมตีก็เพิ่มเป็อย่างมาก
“สังหาร!” หลิ่วเทียนฉีขว้างยันต์ะเิหลายแผ่นออกมา ผสานมันเข้าไปในเสาวารีของตน
“ตูมๆๆ...”
เสาวารีกับวังวนปะทะกันอีกครั้ง ส่งเสียงะเิดังก้องระยะหนึ่ง วังวนสีดำปรากฏรอยปริแตกบางส่วนอย่างเห็นได้ชัด
“น่าชังจริง!” พี่ใหญ่ตวาดเสียงดัง ข้อมือขยับหมุน วังวนสีดำกลับมาขยายใหญ่ขึ้นอีกหลายส่วน
“ไป!” เฉียวรุ่ยขว้างลูกบอลเพลิงออกไปปะทะโล่สีดำของอีกฝ่ายอย่างรุนแรง
“ปัง!” การโจมตีถูกตีกลับมา
เฉียวรุ่ยเอาอุปกรณ์อาคมสามชิ้นออกมา แปะยันต์วิเศษไว้้าอุปกรณ์แต่ละอัน จากนั้นก็รีบขว้างใส่อีกฝ่าย
“อ๊าก...”
โล่สีดำถูกยันต์แสงสว่างโจมตีจนแตก แสงสีทองทิ่มทะลุหน้าอกของพี่ใหญ่ชุดแดงทันที อีกฝ่ายกรีดร้องทีหนึ่งก่อนร่วงหล่นจากกลางท้องนภา
“ฮ่า!” เฉียวรุ่ยเหวี่ยงมือสามหมัดเสริมอย่างต่อเนื่อง รอจนนางร่วงถึงพื้นจนตาย
เมื่อนางสิ้นลม วังวนสีดำพลันสลาย เสาวารีของหลิ่วเทียนฉีจึงสลายตามไปเช่นกัน
“พรวด...” หลิ่วเทียนฉีอ้าปากกระอักเืคำโตออกมาทีหนึ่ง
“เทียนฉี!” เฉียวรุ่ยรีบวิ่งเข้ามาประคองคนรัก
“ไม่เป็ไร เก็บกวาดสนามรบแล้วรีบออกไปกันเถอะ!” หลิ่วเทียนฉีโบกมือตอบกลับ
“อื้อ!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า ดึงแหวนมิติของทั้งสามคนออกมา จุดไฟเผาศพเสร็จจึงพาหลิ่วเทียนฉีออกไป
“ทั้งสองท่านช่างมีความสามารถนัก!” พระเอกกับอวี๋ชิงโยวก้าวออกมาจากในเงามืด ขวางทางไปของพวกเขา
“ใช่แล้ว ผู้ใช้ค่ายกลทั้งสอง วางค่ายกลสังหารเพื่อแย่งสมบัติ มีความสามารถนักเสียจริง!” อวี๋ชิงโยวพยักหน้าก่อนพูดขึ้น
เฉียวรุ่ยได้ยินคำพูดนั้นก็เบ้ปากอย่างดูแคลน
“พูดเหมือนพวกเราทำผิดมากมายนักหนา เ้าเองก็มาสังหารเพื่อแย่งสมบัติมิใช่หรือ?”
“เฮ้ พวกเ้าหาผลไม้ทิพย์แต่ยังวางค่ายกลสังหารไว้ เดิมวิธีการนี้ก็สุดยอดอยู่แล้วไหม? ยังกลัวใครต่อว่าอีกหรือ?” อวี๋ชิงโยวพูดเต็มปากเต็มคำ
“ถ้าเช่นนั้น เ้าดีถึงไหนเล่า? เห็นพวกเราได้รับาเ็ค่อยวิ่งออกมา เห็นได้ชัดว่าอยากฉวยโอกาสยามผู้อื่นลำบาก!” เฉียวรุ่ยพูดอย่างมีเหตุผล
“สมบัติผู้มีวาสนาถึงได้ครอง ฝีมือสู้ผู้อื่นไม่ได้ เท่ากับว่าฝีมือเ้าไม่เอาไหน โทษฟ้าโทษผู้อื่นเช่นนี้ บ่งบอกว่าเ้าไร้ความสามารถยิ่งนัก!” หลิ่วเทียนฉีมองอวี๋ชิงโยว เอ่ยตอบอย่างไม่เกรงใจ
พูดให้เข้าท่า อีกฝ่ายแค่ริษยาที่พวกเขาได้ผลไม้ทิพย์มิใช่หรือ? ที่วิ่งออกมาตอนนี้ ก็เพื่ออยากแบ่งน้ำแกง สังหารพวกเขาแล้วชิงสมบัติไม่ใช่หรือไงเล่า?
“สหายผู้ฝึกตนพูดไม่ผิด เพียงแต่เ้าเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์เช่นนี้ ออกจะโหดร้ายเกินไปสักหน่อยกระมัง?” พระเอกมองหลิ่วเทียนฉี บอกเสียงเ็า
“เฮอะ น่าขำนัก ผู้ฝึกตนแย่งชิงชะตาจากฟ้า เข่นฆ่ายากหลีกเลี่ยง พูดเหมือนท่านไม่เคยสังหารใคร!” เฉียวรุ่ยมองอีกฝ่ายอย่างหยามเหยียด ว่าขึ้นอย่างดูแคลน
พระเอกฟันฝ่าขวากหนามมาตลอด ก้าวเดินสู่จุดสูงสุดของชีวิต ต้องสังหารผู้คนมาจำนวนไม่น้อยแน่! คราวนี้กลับวิ่งเข้ามา บอกว่าตนนั้นโหดร้าย เห็นชัดว่าวิ่งห้าสิบก้าวหัวเราะเยาะวิ่งร้อยก้าว1 พวกเขาอยู่!
“ในเมื่อทั้งสองท่าน้าช่วยสรรพชีวิต ขจัดภัยร้ายให้ปวงประชา ถ้าเช่นนั้น ข้าจะให้พวกท่านสมประสงค์!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางกระตุกมุมปาก สะบัดมือโยนแผ่นค่ายกลชิ้นหนึ่งออกมา
“หนี!” พระเอกตวาดลั่นก่อนคว้าแขนอวี๋ชิงโยวหลบหลีก น่าเสียดาย กลับไม่ทันเสียแล้ว
เฉียวรุ่ยเห็นทั้งสองคนหายไปจากที่เดิม เขากะพริบตาเล็กน้อย มองไปทางคนรัก “เทียนฉี?”
“ข้าขังพวกเขาไว้ในค่ายกลสังหาร พลังทิพย์ของข้าผลาญสิ้นแล้ว พวกเรารีบไปกันเถอะ!” หากก่อนหน้านี้ไม่ใช้กระบวนท่าใหญ่จนสิ้นเปลืองพลังทิพย์ เขาก็อยากสู้กับพระเอกดีๆ สักหน อย่างไรก็เป็การปะทะครั้งแรกกับพระเอกเชียวนะ!
“อื้อ!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า เอาถาดวงกลมออกมา พาเขาออกไปจากเขาแสงงามด้วยกัน
.........
หลังกลับมาถึงนครเซิ่งตู เฉียวรุ่ยกับหลิ่วเทียนฉีไม่ได้ตรงกลับวิทยาลัย แต่เช่าห้องฝึกตนห้องหนึ่งด้านนอก พักฟื้นอาการาเ็
“เทียนฉี เ้าเป็อย่างไรบ้าง?” เฉียวรุ่ยประคองร่างเขาลุกขึ้นนั่งพลางเอ่ยถามอย่างร้อนใจ
“ไม่เป็ไร เพียงผลาญพลังทิพย์ไปบ้างเท่านั้น กินโอสถสักหลายเม็ด บำรุงอีกสองวันคงหายดี!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางกลืนโอสถสองเม็ดลงไป เขาแปะยันต์รวมปราณทิพย์ที่ช่วยดูดกลืนพลังทิพย์มากมายไว้บนร่างตน จากนั้นจึงเริ่มโคจรปราณ
“อื้อ ถ้าอย่างนั้นเ้าค่อยๆ โคจรปราณนะ ข้าจะไม่รบกวนเ้า!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า นั่งลงข้างกายหลิ่วเทียนฉี กินโอสถเสริมพลังทิพย์ โคจรปราณเงียบๆ เช่นกัน
รักษาตัวอยู่สามวัน ร่างกายของหลิ่วเทียนฉีถึงเริ่มฟื้นตัว เวลานี้ เฉียวรุ่ยเลาะสัตว์อสูรจำนวนหนึ่งในมือเสร็จเรียบร้อย หนังสัตว์อสูร กระดูกสัตว์อสูรและเนื้อสัตว์อสูรล้วนแยกออกจากกัน
“เทียนฉี สัตว์อสูรในมือข้าเลาะเสร็จหมดแล้ว ก่อนกลับวิทยาลัย พวกเราเอาหนังสัตว์อสูรกับผลึกอสูรไปขายให้หมด พอได้ศิลาทิพย์มาก็ซื้อสมุนไพรทิพย์กับบุปผาทิพย์สำหรับผสมหมึกยันต์ให้เ้าดีไหม?”
“ฮ่าๆๆๆ ดีสิ แต่อย่างไรพวกเราแปลงโฉมสักหน่อยดีกว่า ข้าอยากขายหมึกยันต์ขั้นหนึ่งกับขั้นสองให้หมดด้วย!” หลิ่วเทียนฉีคิดไตร่ตรองอยู่รอบหนึ่งก่อนตัดสินใจขายหมึกยันต์ขั้นหนึ่งกับขั้นสองเสีย
“ขายหรือ? ไหนเ้าบอกหมึกยันต์ขายไม่ได้ไม่ใช่หรือไง?” เฉียวรุ่ยขมวดคิ้ว สีหน้างุนงง
“ขายเพียงครั้งนี้เท่านั้น หมึกยันต์ขั้นหนึ่งกับขั้นสอง ข้าคงไม่ได้ใช้!” หลิ่วเทียนฉีรู้ชัดว่าหมึกยันต์ไม่ควรซื้อขาย แต่หมึกยันต์ขั้นหนึ่งกับขั้นสองเขาไม่ได้ใช้ เก็บไว้ในมือก็เสียเปล่า ขายทิ้งย่อมดีกว่า
“อ้อ ก็ถูก ตอนนี้เ้าเป็ผู้ใช้ยันต์ขั้นสาม หมึกยันต์ขั้นหนึ่งหรือขั้นสองล้วนไม่ได้ใช้สินะ!” เฉียวรุ่ยพยักหน้าเห็นด้วย
“ใช่แล้ว” หลิ่วเทียนฉีพยักหน้าเล็กน้อย ทำท่าเหมือนครุ่นคิดบางอย่างอยู่
“เทียนฉี เ้าคิดอะไรอยู่หรือ?” เฉียวรุ่ยเห็นคนรักเหม่อลอยจึงถามด้วยความสงสัย
“ข้ากำลังคิดว่าศิษย์พี่ทั้งสองจะออกจากค่ายกลสังหารนั่นได้หรือไม่น่ะ” พระเอกโชคชะตาดีเหนือฟ้า ค่ายกลสังหารขั้นสามระดับล่างไม่น่าขังเขาไว้ได้ ส่วนอวี๋ชิงโยวนั้นไม่แน่ อย่างไรอีกฝ่ายก็เป็เพียงตัวประกอบ หากครั้งนี้ไม่ตาย ครั้งหน้าคงตายแน่
“ชิ ตายสิยิ่งดี พวกสารเลวมีคุณธรรมกับความเมตตาจอมปลอมสองคนนั่น ปากบอกพวกเราโหดร้าย ที่จริงแค่อยากแย่งผลโลหิตทองกับพวกเรามิใช่หรือไง? เ้าพวกมือถือสากปากถือศีล!”
ได้ยินเฉียวรุ่ยเอ่ยคำนี้ หลิ่วเทียนฉีพลันหัวเราะ ยื่นมือไปจับมือน้อยของอีกฝ่าย “ไม่ว่าข้าจะพูดหรือทำอะไร เ้าล้วนคิดว่าถูกต้องหรือ?”
“แน่นอน สิ่งที่เทียนฉีพูดและทำต้องถูกต้องแน่ ไม่ถูกอย่างไรก็ถูก!” เฉียวรุ่ยตอบเหมือนเป็เื่ถูกต้อง
“ฮ่าๆๆๆ เ้านี่นะ!” หลิ่วเทียนฉีหัวเราะอย่างจนปัญญา โอบอีกฝ่ายไว้ในอ้อมแขนอย่างรักใคร่
นี่คือเสี่ยวรุ่ยของเขา โง่เขลา ลุ่มหลง เชื่อคนรักของตนอย่างสมบูรณ์ เชื่อทุกประโยคที่คนรักเอ่ยอย่างไม่มีเงื่อนไข ในหนังสือเฉียวรุ่ยเชื่อพระเอก แต่ตอนนี้คนที่เฉียวรุ่ยเชื่อคือตน!
“เทียนฉี เมื่อไรพวกเราจะกลับวิทยาลัยเล่า? อีกเจ็ดวันก็เป็ ก็เป็...” พูดถึงตรงนี้ ใบหน้าของเฉียวรุ่ยก็แดงก่ำขึ้นมาทันที
“เป็อะไรหรือ?” หลิ่วเทียนฉีก้มหน้ามอง รู้ชัดแต่แสร้งถาม
“เ้า เ้า หยอกข้าอีกแล้วหรือ?” เฉียวรุ่ยถลึงตา สีหน้าฮึดฮัด
“ฮ่าๆๆ! ได้สิ งั้นพวกเราไปกันตอนนี้เลย!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางเอายันต์แปลงโฉมสองแผ่นออกมา
“อืม!” เฉียวรุ่ยรับยันต์มาแปะบนร่างอย่างดีใจ
--------------------------------------------------------------
1 วิ่งห้าสิบก้าวหัวเราะเยาะวิ่งร้อยก้าว (五十步笑百步) สำนวนเปรียบเปรยถึงคนที่มีข้อเสียอย่างเดียวกับผู้อื่น แต่ไปหัวเราะเขาทั้งที่ตนมีระดับน้อยกว่า
