ด้านล่างตีนเขาิญญาผู้คนต่างหลั่งไหลกันเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย นั่นแสดงให้เห็นถึงความรุ่งโรจน์ของสำนักซิงเฉิง
มีคนได้ยินเสียงลมดังขึ้นมาที่เหนือหัวเขาจึงเงยหน้ามองขึ้นไป ท่ามกลางสายตาตกตะลึงเขาเห็นคนเจ็ดคนบินลงมาจากท้องฟ้า จากนั้นจึงร้องลั่นเสียงหลงกล่าวออกมาด้วยความตื่นเต้น “มาดูเร็วมีเซียน์บินลงมา!”
ผู้คนพากันตื่นเต้นไปตามๆ กันแล้วรีบเงยหน้ามองขึ้นไปดู
“ไม่น่าเชื่อสำนักของพวกเรามียอดยุทธ์ที่เหาะเหินบนท้องฟ้ามากขนาดนี้ั้แ่เมื่อไร อีกทั้งอายุก็ยังน้อยขนาดนั้น น่ากลัวมากเกินไปแล้ว ไม่รู้ว่าพวกเขาเ่าั้มาจากที่ไหน” คนกลุ่มหนึ่งที่แหงนหน้ามองกล่าวออกมาด้วยใบหน้าเปลี่ยนสี
“โครม!”
ทว่าผลลัพธ์ที่ออกมานั้นเหนือความคาดหมายของพวกเขามาก ยอดยุทธ์ทั้งเจ็ดคนกระอักเื “อั่ก”นอนดิ้นทุรนทุรายอยู่กับพื้น ร่างกายแทบจะแหลกสลายถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขาเป็จอมยุทธ์ขั้นสถิติญญาเืเนื้อคงได้แหลกเหลวเป็น้ำแน่
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นทำไมถึงได้ตกลงมากันเล่า?” มีคนกล่าวออกมาด้วยความตกตะลึงกับสภาพน่าอนาถของพวกเขาทั้งเจ็ด หรือว่านี่จะเป็วิถีของยอดฝีมือ?
“สหายเกิดเื่อะไรกันเหตุใดพวกเ้าถึงได้ลอยตกลงมาข้างล่างเช่นนี้?” เด็กหนุ่มร่างอ้วนถาม
ได้ยินดังนั้นสีหน้าของพวกเขาทั้งเจ็ดก็บิดเบี้ยวทว่าไม่นานนักใบหน้าก็เปลี่ยนสีอย่างรวดเร็ว รอยยิ้มผุดขึ้นมาบนใบหน้าพลางพูดบอก “ไม่มีอะไรอุบัติเหตุเล็กน้อยไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรหรอก พวกเรากำลังฝึกฝนวิชาผสานค่ายกลกันแล้วเกิดอุบัติเหตุขึ้นน่ะ”
ถ้าหากเื่เมื่อครู่นี้ถูกแพร่งพรายออกไปพวกเขาจะต้องถูกผู้คนหัวเราะเยาะจนฟันร่วงแน่ เสียเหรียญทองเดิมพันไปตั้งสามสิบล้าน จนเสียยิ่งกว่าจนอีก
ผู้คนโดยรอบที่ได้ยินดังนั้นสีหน้าของพวกเขาก็แสดงความนับถือ วิชาผสานค่ายกลนั้นล้ำค่าเป็อย่างมากคนเหล่านี้จะต้องเป็ยอดฝีมือแน่ แม้ไม่ต้องถามย่อมรับรู้ได้เลยว่าเป็อัจฉริยะของสำนักซิงเฉิน
“ท่าทีสะบักสะบอมเช่นนั้นยังจะเดินไปต่ออีกอย่างนั้นหรือ” เด็กหนุ่มร่างอ้วนมองไปที่เงาด้านหลังของพวกเขาแล้วกล่าวถามย้ำ
ขาของพวกเขาทั้งเจ็ดแทบจะทรุดลงไปที่พื้น ดูอย่างไรก็รู้ว่าถูกคนโยนลงมา ในตอนนั้นน้ำตาของพวกเขาไหลรินอาบไปทั่วทั้งใบหน้า
สีหน้าของชิงหย่งหนิงเย็นะเืขึ้นสำหรับคนในตระกูลของเขานั้นไม่เท่าไรก็แค่เสียเงินไปเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
ทว่าเขาจบเห่แล้วเมื่อครู่เขาที่ไปยืมเงินยี่สิบล้านเหรียญทองมาจากผู้าุโในตระกูลชิง แล้วตอนนี้ก็ดันมาแพ้เดิมพันจนหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ เงินสามสิบล้านใช่จำนวนน้อยๆ เสียเมื่อไร
“พี่หนิงทำอย่างไรดี” เด็กหนุ่มกล่าวออกมาด้วยท่าทีเ็ป ถูกโจมตีก็ช่างมันเถอะทว่าเงินในตัวสักแดงก็ไม่มีเหลือ นี่มันเป็ความอัปยศครั้งใหญ่
“ข้าจะจัดการเขาเสีย” ใบหน้าของชิงหย่งหนิงบิดเบี้ยวจนอัปลักษณ์ เขาเค้นเสียงคำรามต่ำในลำคอดวงตาทั้งสองแดงก่ำ แพ้เดิมพันสามสิบล้านเหรียญทอง ถ้าหากว่าเื่นี้แพร่งพรายออกไปจะต้องถูกหัวเราะจนฟันร่วงแน่
“เก็บเื่นี้เอาไว้เป็ความลับห้ามแพร่งพรายให้ใครรู้อย่างเด็ดขาด ข้าจะทำให้เขาชดใช้อย่างสาสม” ชิงหย่งหนิงเอ่ยด้วยใบหน้าเคียดแค้น เส้นเืปูดโปนจนเห็นชัด แต่เดิมทีเขาคิดไม่ถึงเลยว่าคนธรรมดาไร้ชื่อจะกล้าวางแผนเล่นตลบหลังเขาแบบนี้
“ใช่ เ้านั่นได้เจอปัญหาใหญ่แน่ ถึงตอนนั้นไม่ว่าใครก็ช่วยเขาไม่ได้” เด็กหนุ่มพยักหน้า “ตระกูลชิงของเราที่อยู่ในแคว้นชิง ใครกล้ามาแส่หาเื่ก็เท่ากับว่าฆ่าตัวตาย”
“รอก่อนเถอะเหรียญทองของข้า ไม่ใช่ว่าจะเอาไปได้ง่ายๆ” ชิงหย่งหนิงแสยะยิ้มพร้อมกล่าวพึมพำ “ข้าอยากจะรู้นักว่าเ้าจะมีความสุขไปได้ถึงตอนไหน”
ในตอนนั้นเหรียญทองสามสิบล้านได้นอนแน่นิ่งอยู่ในมือของเต้าหลิง หลินซือซือกะพริบดวงตากลมโตปริบๆ นางจ้องมองดูห้าล้านเหรียญทองที่ตนได้มาพลางหัวเราะฮี่ๆ “ชัยชนะครั้งนี้กำไรเหลือล้นเสียจริงคนพวกนั้นมีเงินมากขนาดนั้นเลยหรือ”
เต้าหลิงเองก็หัวเราะร่าเริง เหรียญทองจำนวนเท่านี้สำหรับยอดยุทธ์ที่แข็งแกร่งแล้ว นับเป็จำนวนเงินไม่มากเท่าไร ทว่าสำหรับเขาถือว่าเป็เงินก้อนใหญ่ที่มีค่ามหาศาล
“ใช่แล้ว ที่คลังสมบัติดูเหมือนว่าจะมีงานประมูลอยากจะไปดูหรือไม่ เหรียญทองพวกนี้อาจจะใช้ซื้อของดีๆ ได้” หลินซือซือถามกึ่งชักชวน
“ข้าเกือบลืมไป งานประมูลน่าจะเริ่มแล้วพวกเรารีบไปเถอะ” เต้าหลิงพยักหน้าก่อนที่ทั้งสองจะก้าวเท้าลงจากเขาไป
งานประมูลในครั้งนี้คึกคักเป็อย่างมาก คลังสมบัติรู้ว่ามีจอมยุทธ์มากมายหลายหน้าหลายตามาเยือนแคว้นชิง ดังนั้นพวกเขาจึงยกระดับของงานประมูลขึ้นไปอีกขั้น ทั้งยังเชิญชวนยอดยุทธ์ระดับสูงมาร่วมงานประมูลอยู่ไม่น้อย
ใจกลางเมืองชิงโจวมีราชวังศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนกำแพงมีแสงหลากสีซึ่งไหลร่วงต่อเนื่องไม่ขาดสาย แสงล้ำค่าประกายระยิบระยับเป็ผลให้มูลค่าของราชวังแห่งนี้ไม่อาจจะตีราคาได้
รอบๆ พระราชวังมีผู้คนเดินไปมาขวักไขว่ ที่หน้าประตูมีแถวต่อยาวจนสุดลูกหูลูกตา พวกเขาเ่าั้ต่างก็มาเพื่อเข้าร่วมงานประมูล
ครั้นหลินซือซือและเต้าหลิงเดินมาถึง และเห็นแถวยาวเหยียดของผู้รอเข้างานประมูล สีหน้าของพวกเขาก็ดำมืดขึ้น คิดไม่ถึงเลยว่าขนาดงานประมูลจะเริ่มอยู่แล้วยังมีคนต่อแถวอยู่เยอะขนาดนี้
“คนเยอะจริงๆ มีวิธีเข้าไปเลยไหมข้าไม่อยากต่อแถว” หลินซือซือกล่าวพึมพำ
“เข้าไปเลยอย่างนั้นหรือ?”
หัวใจของเต้าหลิงสั่นไหว เขามีเหรียญตราผู้ยิ่งใหญ่อยู่ซึ่งเหรียญตราสามารถใช้ในคลังสมบัติได้ มิหนำซ้ำเขายังเห็นว่ามีคนใช้เหรียญตราแล้วก็สามารถเข้าไปได้เลย เพียงแต่เหรียญตราผู้ยิ่งใหญ่นี้อาจจะไม่เหมือนกัน อาจต้องลองใช้ดู
“หืม นั่นแม่นางซือซือใช่หรือไม่?” มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ ชายหนุ่มสวมชุดขาวกำลังเดินเข้ามาพร้อมสายตากรุ้มกริ่มซึ่งมองไปที่ใบหน้าของหลินซือซือ
“อู่อวี้เจ๋อ” หลินซือซือเอ่ยเรียก ฝ่ามือเรียวสวยกระชับแน่นขึ้น
“คิดไม่ถึงเลยว่าแม่นางซือซือจะจำชื่อของข้าได้เป็เกียรติของข้าจริงๆ”
ได้ยินดังนั้นเืทั่วร่างของอู่อวี้เจ๋อก็พลันมีชีวิตชีวาขึ้น คิดไม่ถึงว่าตนจะทิ้งความทรงจำลึกซึ้งเอาไว้ให้กับนางจากนั้นเขาก็กล่าวออกมาด้วยใบหน้ายินดีว่า “ครั้งก่อนเจอกันที่แคว้นเจี้ยนตอนนั้นน่าจะประมาณหนึ่งปีได้แล้วกระมัง พวกเราช่างมีลิขิตต่อกันเสียจริง”
คิ้วเรียวสวยของหลินซือซือขมวดเป็ปม “นั่นสินะทว่าตอนนี้พวกเรามีเื่ที่ต้องทำขอตัวก่อน“
เมื่ออู่อวี้เจ๋อได้ยินคำว่า ‘พวกเรา’ ภายในใจของเขาก็ขุ่นขวาง สายตามองไปที่เต้าหลิงแวบหนึ่งก่อนต้องชะงักงันเพราะรู้สึกเหมือนกับว่าเคยเจอเขาที่ไหนมาก่อน เพียงแต่คิดไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน
“น่าจะเป็คนของตระกูลหลินที่คอยติดตามนาง” เขารำพึง จากนั้นหัวเราะออกมา “แม่นางซือซือมาที่นี่เพื่อเข้าร่วมงานประมูลอย่างนั้นสินะ เ้าดูสิมีผู้คนตั้งมากกำลังต่อแถวอยู่ทว่าข้าสามารถพาเ้าเข้าไปข้างในได้พวกเราวิหารยุทธ์มีสิทธิ์นั้นพอดี”
“วิหารยุทธ์?” ั์ตาของเต้าหลิงพลันหนักอึ้ง เขาส่งสายตาให้กับหลินซือซือ นางเบ้ปากแล้วเอ่ยอย่างไม่เต็มใจเท่าไรนัก “เช่นนั้นก็ได้รบกวนเ้าด้วย“
“ฮ่าๆ ไม่รบกวนหรอกเื่เล็กน้อยมาสิ” อู่อวี้เจ๋อยิ้มพลางพาพวกเขาเข้าไป ภายในหัวใจรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
อู่อวี้เจ๋อนำเหรียญตราให้กับผู้คุมดูก่อนที่พวกเขาจะเดินผ่านประตูไปอย่างสบายๆ ทำให้ผู้คนโดยรอบอิจฉาเป็อย่างมาก
“ข้ามีเหรียญตราแขกรับรองพิเศษของคลังสมบัติ ทั้งยังมีห้องรับรองอยู่ข้างใน นี่ก็คือเหรียญตราของข้า” อู่อวี้เจ๋ออธิบายด้วยสีหน้ารื่นรมย์ ความหมายของเขาก็คือเขาไม่ได้พึ่งชื่อเสียงของวิหารยุทธ์ทว่าใช้สถานะของตัวเอง
หลินซือซือพยักหน้าเล็กน้อย และส่งสายตามองไปยังเต้าหลิง นางไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมจะต้องเข้ามาพร้อมกับเ้าขี้โม้นี่ด้วย
อู่อวี้เจ๋อสังเกตเห็นสายตานั่น ความรู้สึกกรุ่นโกรธพลอยปะทุขึ้นอีก ดูเหมือนว่าพวกเขาทั้งสองจะมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดา
เขาเคยตามเกี้ยวพานหลินซือซือตอนที่นางอยู่แคว้นเจี้ยน แต่น่าเสียดายยังไม่ทันที่เขาจะได้ลงมือ อีกฝ่ายก็ออกไปจากแคว้นเจี้ยนเสียก่อน คิดไม่ถึงว่าจู่ๆ จะได้บังเอิญมาพบกันที่นี่ อู่อวี้เจ๋อถึงรู้สึกว่านี่เป็ลิขิตของเขา ทว่ากลับมีศัตรูหัวใจโผล่ขึ้นมาทำให้เขาไม่สบอารมณ์เป็อย่างมาก
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่เก็บเอามาใส่ใจ อย่างไรเสียอีกฝ่ายเป็แค่คนธรรมดา ท่าทีของเขาพลันคึกคักมากขึ้นและพาพวกเขาเข้าไปในอาคารด้วยความกระตือรือร้น
ภายในคลังสมบัติกว้างขวางใหญ่โต ด้านล่างมีพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีผู้คนจำนวนมากนั่งอยู่ ้าเป็ห้องรับรองสามชั้น
อู่อวี้เจ๋อพาพวกเขามายังห้องรับรองชั้นที่หนึ่ง ภายในห้องมีขนาดราวๆ หนึ่งร้อยตารางเมตร บนโต๊ะมีโถเหล้าตั้งอยู่ ทั้งมีผู้คนท่าทางมากบารมีหลายคนกำลังนั่งพูดคุยสนทนา
“ไอ้หยา สหายอวี้เจ๋อออกไปไม่นานก็พาสาวงามมาเลยอย่างนั้นหรือสวยจริงๆ ทำเอาซะข้าอิจฉาเลย” ชายหนุ่มหน้าเยาว์วัยพูดพร้อมมองไปที่หลินซือซือด้วยสายตาเป็ประกาย
“สหายเทียนเฉิน อย่าพูดจาเหลวไหลนี่คือเพื่อนของข้า เ้าระวังคำพูดด้วย” อู่อวี้เจ๋อทำท่าโกรธเคือง
“แบบนี้นี่เอง ข้าพูดจาไม่ระวังเอง ข้าขอดื่มเพื่อเป็การไถ่โทษก็แล้วกัน สหายอวี้เจ๋ออย่าได้ถือโทษโกรธข้าเลย” หวังเทียนเฉินกล่าวแกมยิ้ม
เต้าหลิงกวาดสายตามองไปรอบๆ อดที่จะพูดไม่ได้ว่าขั้นพลังของแต่ละคนนั้นแข็งแกร่งอยู่ในระดับแนวหน้า เดาว่าน่าจะมีความเป็มาที่ไม่ธรรมดา
“ไม่ทราบว่าน้องสาวมาจากที่ไหนอย่างนั้นหรือ เหตุใดข้าถึงไม่คุ้นหน้าเลย” สาวงามสวมชุดโอ่อ่าคนหนึ่งเดินเข้ามา นางยิ้มแล้วเอ่ยถามขึ้น ส่วนสายตาสอดส่ายสำรวจเต้าหลิงก่อนจะอึ้งงันไป นางรู้สึกว่าคนคนนี้ดูคุ้นตาอย่างไรชอบกล
“ข้าเป็ศิษย์ของสำนักซิงเฉิน” หลินซือซือยิ้มตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบๆ นางรู้สึกไม่พอใจกับสายตาดูถูกนั่นสักเท่าไรนัก
“อย่างนี้นี่เอง” รอยยิ้มบนใบหน้าของซ่างกวานอวี่พลันสลายหายไป นางไม่เอ่ยอะไรต่อด้วยไม่อยากรู้จักมักจี่กับผู้คนซึ่งมาจากที่เล็กๆ เช่นนั้น
หลังจากนั้นสาวงามก็มองไปทางเต้าหลิงด้วยความประหลาดใจ “ข้ารู้สึกเหมือนกับเคยเห็นเ้าจากที่ไหนสักที่ เ้าเองก็เป็ศิษย์ของสำนักซิงเฉินอย่างนั้นหรือ ข้าดูคุ้นหน้าเ้าอย่างไรชอบกล”
เต้าหลิงพยักหน้า “ข้าเองก็เป็ศิษย์ของสำนักซิงเฉิน ข้าว่าแม่นางคงจะจำผิดคนแล้ว ข้าไม่เคยเห็นเ้าที่สำนักซิงเฉินมาก่อน”
ได้ยินดังนั้นซ่างกวานอวี่ก็กล่าวออกมาอย่างไม่แยแสว่า “สำนักเล็กๆ แบบนั้นข้าไม่สนใจที่จะเข้าร่วมข้าเป็ศิษย์ของสำนักเซียนเฉิน ทว่าโถงวิหารดาราของพวกเ้าสำนักซิงเฉินนั้นก็ไม่เลว นับว่าเป็สถานที่ล้ำค่า”
“ใช่แล้วโถงวิหารดาราเป็สถานที่ลึกลับโบราณ ถึงตอนนั้นลูกพี่ลูกน้องของข้าอู่ตี้ก็จะไปที่นั่น” อู่อวี้เจ๋อกล่าวขึ้นมาในทันที ใบหน้าของเขาแสดงออกถึงความภาคภูมิใจ
“ถึงตอนนั้นเ้าจะต้องแนะนำเขาให้ข้านะ ได้ยินมาว่าอู่ตี้เป็ยอดยุทธ์เก่งกาจหน้าตาหล่อเหลา เขาจะต้องเป็ยอดยุทธ์์เป็แน่” ริมฝีปากแดงสดของซ่างกวานอวี่ยกขึ้น นางหันไปหาอู่อวี้เจ๋อพลางส่งยิ้มหวาน
“แน่นอน ถึงตอนนั้นข้าจะแนะนำเขาให้กับพวกเ้า เดาว่าอีกไม่นานเขาน่าจะมาแล้ว” อู่อวี้เจ๋อหัวเราะลั่นอย่างได้ใจ
“ข้าได้ยินมาว่าขั้นพลังของอู่ตี้นั้นสูงมาก ตอนนี้น่าจะอยู่ในขั้นพลังที่น่ากลัวมากอย่างนั้นใช่หรือไม่” เต้าหลิงพูดแทรกขึ้นมา
อู่อวี้เจ๋อพยักหน้า ในตอนที่เด็กหนุ่มเอ่ยถาม ภายในใจของเขาก็รู้สึกไม่ชอบนักทว่าเขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีนั้นออกมาทั้งยังกล่าวตอบว่า “นั่นมันแน่อยู่แล้วลูกพี่ลูกน้องของข้าอู่ตี้มีพลังที่ลึกล้ำจนไม่อาจหยั่งถึง ในอายุรุ่นราวคราวเดียวกันไม่มีใครที่จะสามารถประมือกับเขาได้ ครั้งนี้โถงวิหารดาราจะต้องคึกคักมากแน่!”
“ได้ยินมาว่าปีก่อนอู่ตี้ได้ฝึกฝนเจ็ดจักระแล้ว เดาว่าตอนนี้ขั้นพลังของเขาจะต้องน่ากลัวมากในระดับขั้นพลังเดียวกันไม่มีใครเลยที่จะสามารถเอาชนะเขาได้” แววตาของซ่างกวานอวี่เปล่งประกายระยิบระยับ
เมื่อเห็นกลุ่มคนยกยออู่ตี้ เต้าหลิงก็นึกแค่นเสียงเย็น ในตอนที่เขาหนึ่งขวบ อู่ตี้ได้แย่งชิงพลังต้นกำเนิดกายศักดิ์สิทธิ์ของเขาไปจึงได้กลายมาเป็อู่ตี้ในทุกวันนี้ มีอะไรให้น่ายกย่องกัน
ทว่าในความแข็งแกร่งของเขานั้นคงไม่ต้องสงสัย ‘อันดับที่หนึ่งของดินแดนลึกลับ’ สถานะนี้สูงส่งเป็อย่างยิ่ง สูงส่งอย่างร้ายกาจ
“ข้าได้ยินมาว่าอันดับหนึ่งของเขาที่แท่นศิลาเทพยุทธ์ถูกกำราบแล้วคนที่สลักชื่อเต้าเอาไว้เป็ใครอย่างนั้นหรือ?” หลินซือซือพูดอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
บรรยากาศโดยรอบพลันเงียบสงัดลง ภายในใจของอู่อวี้เจ๋อเย็นดุจน้ำแข็ง สีหน้าของซ่างกวานอวี่เต็มไปด้วยโทสะ ไม่รู้จักมารยาทเสียจริงๆ นางมีคุณสมบัติที่จะพูดถึงอู่ตี้อย่างนั้นหรือ?
อีกฝ่ายเป็หญิงสาวที่เขาชอบพอ อู่อวี้เจ๋อจึงไม่ได้แสดงท่าทีโกรธเกรี้ยวออกมา เขารีบจัดการความรู้สึกที่เกิดขึ้น เพียงอึดใจเดียวก็ยกยิ้ม “นั่นไม่ใช่สิ่งที่ควรเป็กังวล คนที่สลักชื่อเต้าเอาไว้มุดหัวมุดหาง แค่ชื่อของตนก็ไม่กล้าสลัก แน่นอนว่าเขาจะต้องกลัวอู่ตี้ ถึงแม้ว่าในขั้นหล่อกายาเขาจะมีพลังสูงมากแต่ในขั้นสถิติญญาเขาเอาชนะอู่ตี้ไม่ได้อย่างแน่นอน”
“ทำไมอย่างนั้นหรือ?” สายตาของเต้าหลิงเป็ประกายขึ้น
“ข้าเองก็ไม่รู้แน่ชัด ทว่าั้แ่ที่อู่ตี้อยู่ในขั้นสถิติญญาเขาก็ได้กำราบสัตว์อสูร์เสือขาวมาแล้วหนึ่งตน พลังอานุภาพ์น่ากลัวขนาดไหนพวกเ้าน่าจะทราบดี” อู่อวี้เจ๋อบอกเล่า “คนที่สลักชื่อเต้าเอาไว้ถึงแม้จะแข็งแกร่งแต่ในขั้นสถิติญญานั้นไม่เหมือนกัน บางทีเต้าอาจจะมีพร์พิเศษในขั้นหล่อกายาแต่ในขั้นพลังระดับหลังๆ นั้นจะตัดสินก็ยังเร็วเกินไป”
หัวใจของเต้าหลิงสั่นสะท้าน อู่ตี้ได้กำราบสัตว์อสูร์เสือขาว สิ่งที่อู่อวี้เจ๋อปรารภให้ฟังย่อมเป็ไปได้ว่าจะเป็เื่จริง
เสือขาวเป็อสูร์ที่โเี้ดุร้ายชนิดหนึ่งในใต้หล้าอีกทั้งยังเป็อสูรที่ชำนาญในการล่าสังหาร
“นั่นสิ อู่ตี้อยู่สูงเกินกว่าที่เต้าจะสามารถทัดเทียมได้ ในโลกนี้มีอัจฉริยะอยู่มากมายแต่ก็ตายง่าย อู่ตี้นั้นเกินไปไกล...เกินกว่าคนอื่นๆ ในสายตาของเขาเต้าก็เป็แค่คนคนหนึ่งเท่านั้น” ซ่างกวานอวี่พยักหน้า
“อู่ตี้เก่งกาจจริงๆ นะเช่นนั้นหรือว่ากายของเขาจะเป็กาย์” แววตาของเต้าหลิงร้อนผ่าว
หลืนซือซือเงียบไปโดยปริยาย นางไม่รู้ว่าเขาคิดจะทำอะไร เหตุใดถึงได้เสาะหาข้อมูลของอู่ตี้ ถึงแม้ว่านางไม่ได้รู้จักเต้าหลิงดีนัก แต่ว่าการกระทำของอีกฝ่ายแปลกประหลาดเป็อย่างมากเหมือนกับว่ากำลังคิดทำอะไรแผลงๆ อยู่
ผู้คนโดยรอบก็อยากรู้เช่นเดียวกัน อู่อวี้เจ๋อรู้สึกขุ่นเคืองกับสิ่งที่เด็กหนุ่มกล่าวถาม นี่ใช่เื่ที่จะถามกันได้อย่างนั้นหรือ? ทว่าถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่สามารถบ่ายเบี่ยงเื่นี้ได้
เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “เื่นี้ไม่ใช่สิ่งที่ข้าจะสามารถรู้ได้ แต่ข้าเคยเห็นร่างของอู่ตี้ที่ปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงบางครั้งก็ปกคลุมไปด้วยพลังชีวิต”
“หรือว่าจะเป็กาย์สองธาตุ!” ซ่างกวานอวี้กล่าวเสียงหลงออกมาด้วยความใ
