จางกุ้ยหลานมองหลิวเซียงเฉียนที่นอนกรนเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แล้วก็คิดขึ้นมา ไม่ได้บอกเขาเื่ที่เธอลาหยุด และไม่ได้พูดถึงเื่ที่จะไปหาฮวาเจาในวันพรุ่งนี้
เธอนั่งเหม่ออยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบ ไปยังห้องเก็บของ
บ้านของหลิวเป็บ้านเดี่ยว มีรั้วรอบขอบชิด แต่มีขนาดเล็กเป็พิเศษ มีบ้านหลังเล็กสามห้อง และลานบ้านเล็กๆ หนึ่งแห่ง ในลานบ้านมีห้องเก็บของและห้องครัว พื้นที่ใช้สอยทั้งหมดมีเพียงหกเจ็ดสิบตารางเมตรเท่านั้น
เธอคลำทางในความมืด เอื้อมมือเข้าไปในร่องกำแพงห้องเก็บของ คลำอยู่นานก็ควานได้กล่องดินสอเหล็กแบนๆ อันหนึ่ง
เมื่อเปิดออก ภายในเป็ห่อผ้า ภายในนั้นมีเงินอยู่ประมาณ 20 กว่าหยวน
เธอเอาเงินทั้งหมดออกมา พิงกำแพงแล้วถอนหายใจ
เงินเหล่านี้ เธอเก็บออมไว้เพื่อใช้ในงานแต่งงานของฮวาเจา เธอคิดว่าเธอจะมีเวลาเก็บออมได้อีกหลายปี เพราะข่าวคราวที่แม่นำมาให้แต่ละครั้งนั้นไม่สู้ดีนัก
ฮวาเจาอ้วนเหมือนหมี โอ้ ไม่แน่ว่าหมีจะอ้วนเท่าเธอไหม
นิสัยก็ดุร้ายมาก ชาวบ้านถูกเธอตีมาหมดแล้ว แม้แต่ปู่ย่าตายายเธอก็ยังกล้าตี แล้วจะมีใครที่เธอไม่กล้าตีอีก
แม่สื่อเห็นเธอยังต้องหลีกทางเดิน
เธอไม่เคยคิดเลยว่าฮวาเจาจะแต่งงานได้เร็วขนาดนี้...เธอคิดว่าเธอจะต้องขึ้นคาน และแต่งงานกับชายที่พิการ
เธอจึงอยากจะเก็บเงินไว้ให้เธอติดตัว
ไม่นึกเลยว่าเธอจะแต่งงานกับทหาร!
ทหารที่ยังประจำการนั้นดีนักแล อย่างแรกเลยคือต้องไม่พิการ...อีกทั้งยังมีงานที่มั่นคง แถมยังต้องเป็คนดี ซื่อสัตย์ มีคุณธรรม...
จางกุ้ยหลานหัวเราะ แสงจันทร์พร่าเลือนรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า ทำให้ดวงตาและคิ้วของเธอโดดเด่นขึ้นมา ดูงดงามอย่างน่าประหลาด มีประกายแห่งความงาม
เมื่อครั้งยังสาว เธอก็คงจะเป็คนสวยคนหนึ่ง
…
เช้าวันต่อมา จางกุ้ยหลานทำอาหารเช้าเสร็จ เก็บกวาดชามช้อนเรียบร้อย ก็ออกจากบ้านเหมือนเช่นเคย แล้วขึ้นรถไฟไปยังชนบท
เมื่อยืนอยู่ด้านนอกหมู่บ้านค่าวซาน เธอก็ยังไม่กล้าก้าวเท้าเข้าไป
เธอไม่กล้า
เธอเกรงว่าจะเจอคนคุ้นเคย ได้ยินคำพูดเสียดสี
เธอก็กลัวว่าสภาพของเธอในตอนนี้ จะถูกคนเห็น
ตอนที่เธอจากไป เธอเป็ดั่งดอกไม้ ชาวบ้านต่างคิดว่าเธอทิ้งลูกไปสุขสบายอยู่ในเมือง แต่ผลลัพธ์กลับเป็เช่นนี้
เธอเป็คนซื่อ ไม่ใช่คนโง่ เธอเองก็มีศักดิ์ศรี
จางกุ้ยหลานสูดหายใจเข้าลึกๆ ก้มหน้าก้มตาเดินเร็วขึ้น
โชคดีที่หมู่บ้านไม่ใหญ่ ในเวลานี้ผู้คนต่างพากันไปทำไร่ทำนา เธอจึงมาถึงบ้านของฮวาซานหนิวได้อย่างไร้ผู้คน
นี่คือบ้านเดิมของเธอ เธอยังคิดว่าฮวาเจาพักอยู่ที่นี่
ทุกครั้งที่ยายจางพูดถึงฮวาเจา มักจะเป็เื่ไม่ดีของฮวาเจา ชีวิตลำบากยากแค้นอย่างไร เื่ดีๆ ไม่เคยเอ่ยถึง เื่ที่ไม่สำคัญก็ไม่พูดถึง
อย่างเช่นบ้านหลังนี้ หรือบ้านที่ฮวาเจาพักอาศัยอยู่ในตอนนี้ ล้วนแต่ไม่เกี่ยวข้องกับเธอ เป็เื่ที่ไม่สำคัญ ยายจางจึงไม่เคยพูดถึงเลย
“เธอมาหาใคร?” เจียงฉินเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตูอย่างลังเลไม่ยอมไป จึงเดินออกมาถาม
เธอเป็สมุห์บัญชีของหน่วยงาน สามารถออกจากงานมาได้ ไม่ต้องทำงานก็ยังมีแต้มแรงงาน เธอจึงค่อนข้างว่าง
จางกุ้ยหลานจำเธอได้ในทันที “เจียงฉิน? ... ฮวาเจาอยู่บ้านไหม?”
“เธอเป็ใคร?” เจียงฉินงงงัน มาหาฮวาเจา ทำไมถึงมาหน้าบ้านเธอได้?
“ฉัน ฉันคือ...” จางกุ้ยหลานก้มหน้าลงพูดเบาๆ “ฉันคือจางกุ้ยหลาน”
“หา!” จนกระทั่งเธอพูดออกมา เจียงฉินก็ไม่อยากจะเชื่อ จางกุ้ยหลานที่เคยเป็ดอกไม้ประจำหมู่บ้าน ในวันนี้กลับกลายเป็ยายแก่ไปแล้ว!
จริงสิ ดูราวกับยายแก่ใกล้ห้าสิบปี ผอมแห้ง น่าเกลียดชะมัด!
“ฮ่าฮ่า...” เจียงฉินกลั้นหัวเราะไม่อยู่ แต่ก็รีบระงับไว้ “เอ่อ ที่จริงเธอมาหาฮวาเจาใช่ไหม ทำไมถึงนึกอยากมาหาฮวาเจาล่ะ?”
จางกุ้ยหลานได้ยินเสียงหัวเราะของเธอ ก็รู้สึกเ็ป แต่ก็ยังพูดว่า “ได้ยินว่าเธอแต่งงานแล้ว ฉันเลยมาดู”
“โอ๊ยตายแล้ว เธอแต่งงานไปสองเดือนแล้วนะ ทำไมเธอเพิ่งมาล่ะ?” เจียงฉินพูดอย่างเกินจริง
“ฉัน ฉันเพิ่งรู้ข่าว” จางกุ้ยหลานกล่าว
“อ้อ” เจียงฉินกวาดสายตามองเธอั้แ่หัวจรดเท้า มองเสื้อผ้าของเธอที่ถึงแม้จะไม่มีรอยปะ แต่ก็เก่าแก่และดูไม่เข้ากัน เธอถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า “ได้ยินว่าเธอไปเมืองหลวงแล้ว เมืองหลวงเป็ยังไงบ้าง? ดีไหม?”
เื่ของเธอ ยายจางไม่เคยพูดถึงกับคนภายนอกอีกเลย แม้แต่คนในหมู่บ้าน เธอก็กลัวว่าชาวบ้านจะรู้ความจริง ไปพูดจาเหลวไหลใส่ร้ายจางกุ้ยหลาน
โชคดีที่จางกุ้ยหลานทำงานหนักใน่หลายปีที่ผ่านมา ไม่เคยลาหยุด จึงไม่เคยเจอชาวบ้านจากหมู่บ้าน
“เมื่อก่อนไปเมืองหลวง แต่กลับมานานแล้ว กลับมาหลายปีแล้ว” จางกุ้ยหลานพูดความจริง
เจียงฉินกะพริบตา ถามอย่างไม่ไว้หน้า “กลับมาตั้งนานแล้ว? กลับมาใกล้เมืองตั้งหลายปี ทำไมไม่มาดูฮวาเจา? เธอเป็แม่ประสาอะไรกันนี่ ใจร้ายเกินไปแล้ว!”
ในอดีตเธอมีความสัมพันธ์ที่ดีกับจางกุ้ยหลาน เธอพูดเก่ง จางกุ้ยหลานขยันขันแข็ง ทั้งสองบ้านยังเป็ญาติกัน ไม่มีเหตุผลที่จะต้องบาดหมางกัน
แต่ตอนนี้ เพื่อนที่ดีในอดีต กลับมองเธอด้วยสายตาแบบนั้น พูดกับเธอด้วยน้ำเสียงแบบนั้น จางกุ้ยหลานรู้สึกเ็ปและคับแค้นใจ
“ถึงแม้ฉันจะไม่ได้มาดูฮวาเจา แต่ฉันก็ให้ข้าวของและเงินกับฮวาเจาทุกเดือนนะ ฉันก็ไม่ใช่ว่าไม่ดูแลเธอ” จางกุ้ยหลานพูดทั้งน้ำตา
ต่อหน้าคนนอกที่ไม่รู้จักฮวาเจา เธอยังคงรักษากิตติศัพท์ของเธอ แต่คนในหมู่บ้านค่าวซาน แม่ของเธอเคยบอกว่าคนในหมู่บ้านค่าวซาน ใครบ้างที่ไม่รู้จักฮวาเจา? ล้วนแต่เคยถูกเธอตีและด่ามาแล้ว
ทุกคนรู้จักเธอ
ดังนั้นเธอจึงกล้าที่จะพูดออกมา เธอไม่้าที่จะแบกรับชื่อเสียงที่ไม่ดี ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ดี แต่เธอก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยทำอะไรเลย
ถึงแม้ว่าแม่ของเธอจะเคยบอกว่าอย่าพูดถึงเื่พวกนี้ แต่เธอก็ไม่ได้พูดต่อหน้าฮวาเจา เธอแค่หวังว่าทุกคนจะไม่เข้าใจผิดในตัวเธอมากเกินไป ขอให้ทุกคนพูดจาด้วยความเมตตา
เจียงฉินกลับเบิกตาโต ถามด้วยความประหลาดใจว่า “เธอเคยให้ข้าวของและเงินกับฮวาเจา? เมื่อไหร่กัน?!”
“ก็เกือบทุกเดือน” จางกุ้ยหลานก็รู้สึกแปลกใจ “แม่ของฉันบอกว่าทุกเดือนมาให้ของฮวาเจา เธอไม่เคยเห็นแม่ฉันบ้างเหรอ?”
แม่ของเธอไม่ได้มาขอเงินจากเธอทุกเดือน แต่แม่ของเธอให้เงินกับฮวาเจาทุกเดือน ทุกครั้งที่มา เจียงฉินไม่เคยเจอเลยเหรอ?
เจียงฉินสูดลมหายใจเข้าปอดลึก พยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ
ให้ตายสิ! เธอค้นพบอะไรเข้าแล้ว?!
“ฉันไม่เคยเห็นเลย! แม่เธอไม่เคยมาเลย! สิบกว่าปีแล้ว! ไม่เคยมาเลยสักครั้ง!” ประโยคสุดท้าย เธอพยายามกลั้นหัวเราะจนหน้าบิดเบี้ยว
“เป็ไปไม่ได้!” ใบหน้าของจางกุ้ยหลานซีดเผือด
“อ้อๆ แม่เธอเคยมาแล้ว” เจียงฉินกล่าว
จางกุ้ยหลานถอนหายใจ เธอคิดว่า…
“ก็เมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เอง เธอมาหมู่บ้านเราเป็ครั้งแรก ในรอบสิบปีเพื่อมาดูฮวาเจา จากนั้นก็ถูกฮวาเฉียงไล่ออกไป เธอก็ไม่เคยมาอีกเลย แต่กลับให้หลานสะใภ้มาวนเวียนกินข้าวฟรีที่บ้านฮวาเจาทุกวัน ไม่ยอมกลับ”
เจียงฉินไม่สามารถปิดบังความสมน้ำหน้าได้ “ถ้าเธอไม่เชื่อฉันก็ไม่เป็ไร เธอจะไปถามใครก็ได้ คนในหมู่บ้านค่าวซาน เธอถามได้ตามสบาย ถ้ามีใครพูดไม่ตรงกับฉัน ฉันจะยอมให้เธอเปลี่ยนนามสกุลเลย!”
จางกุ้ยหลานถึงกับพูดไม่ออก เธอถึงกล้ารับประกันขนาดนี้ แสดงว่า...
“ไปๆๆ ฉันจะพาเธอไปถามฮวาเจา พวกเธอจะได้เผชิญหน้ากัน!” เจียงฉินดึงจางกุ้ยหลานออกไป “ฉันจะบอกอะไรให้นะ ฮวาเจาเป็เด็กที่ฉันเห็นมาั้แ่เด็ก… อ้อ ก็ลูกของเธอนั่นแหละ เขาว่ากันว่าสามขวบก็ดูออกแล้วว่าอนาคตเป็อย่างไร ฮวาเจาถึงแม้จะอารมณ์ร้าย แต่ต้องยอมรับเลยว่าเด็กคนนี้ซื่อตรง ไม่เคยโกหก!”
