บทที่ 1: รอยเข็มแรกกับเสือสิ้นฤทธิ์
"พวกคุณทุกคน... ออกไปรอข้างนอก!"
ผมประกาศเสียงแข็งเป็รอบที่สอง พลางกวาดสายตามองไปทางกลุ่มลูกน้องนับสิบชีวิตที่ยังคงยืนออทำหน้าถมึงทึงเป็ั์วัดแจ้งเฝ้าเตียงเ้านายพวกเขาอยู่ ดูเหมือนคำสั่งของหมอตัวเล็กๆ อย่างผมจะไม่มีความหมายเท่ากับสายตาของคนเจ็บที่นอนแผ่หลาอยู่บนเตียง
ชายคนนั้น... คนที่เพิ่งจะยอมสงบปากสงบคำลงเมื่อครู่ ถอนหายใจเฮือกใหญ่เหมือนรำคาญโลก ก่อนจะตวาดเสียงแหบพร่าไล่ลูกน้องตัวเอง
"พวกมึงหูหนวกหรือไง! หมอบอกให้ออกไปก็ออกไปสิวะ! จะยืนดูเขาเย็บเนื้อกูเป็งานศิลปะหรือไง!?"
สิ้นเสียงคำราม เหล่าบรรดาชายฉกรรจ์ที่ดูพร้อมจะเผาโรงพยาบาลได้ทุกเมื่อก็รีบกุลีกุจอถอยกรูดออกไปทันที บางคนยังมิวายหันมาชี้หน้าคาดโทษผม
"เบาๆ มือกับเฮียกูนะหมอ ถ้าเฮียเจ็บ มึงเจ็บกว่าแน่!"
ผมกลอกตามองบนอย่างเปิดเผยโดยไม่รักษามารยาท ประตูกระจกบานเลื่อนปิดลง ความเงียบ (ที่ค่อนข้างสงบกว่าเมื่อกี้) กลับคืนสู่ห้องฉุกเฉินโซนวิกฤตอีกครั้ง เหลือเพียงผม พยาบาลพี่จอย และไอ้คนเถื่อนนามว่า 'เฮีย' อะไรสักอย่าง
"พี่จอย เตรียม Set Suture (ชุดเย็บแผล) เบอร์ 3.0 กับ Lidocaine (ยาชา) ให้ผม แล้วก็ขอ NSS (น้ำเกลือ) สองขวดใหญ่ ล้างแผลก่อน แผลสกปรกมาก"
ผมสั่งงานรัวเร็วขณะดึงถาดเครื่องมือมาใกล้เตียง สายตาจับจ้องไปที่ต้นแขนซ้ายของคนไข้ แผลลึกและยาวประมาณสิบเิเ ขอบแผลรุ่งริ่งจากการถูกฟันด้วยของมีคมที่ไม่เรียบ... อาจจะเป็มีดดาบหรือง้าวสมัยไหนก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ สนิมคงเขรอะ
"เสื้อช็อปนี่... ต้องตัดนะ" ผมบอกเสียงเรียบ หยิบกรรไกรตัดเสื้อขึ้นมา
"เฮ้ย! เดี๋ยวหมอ!" คนเจ็บที่นอนนิ่งอยู่สะดุ้งโหยง พยายามจะเอามือข้างดีมาปัดป้อง "เสื้อตัวนี้ลิมิเต็ด รุ่นฉลองครบรอบ..."
ฉับ!
ไม่รอให้เขาพล่ามจบ ผมลงกรรไกรตัดผ้าเนื้อหนาขาดผ่ากลางทันที เสียงผ้าขาดดัง แควก บาดใจเ้าของเสื้อสุดๆ ผมแหวกสาบเสื้อที่โชกเืออก เผยให้เห็นมัดกล้ามแน่นเปรี๊ยะ สีผิวแทนเข้มตัดกับผิวขาวซีดๆ ของผมอย่างชัดเจน และแน่นอน... รอยสักรูปเสือโคร่งที่พาดผ่านหัวไหล่ลงมา ดูน่าเกรงขามสมกับนิสัยเ้าของ
"เสื้อหาซื้อใหม่ได้ แต่แขนน่ะ ถ้าเน่าต้องตัดทิ้ง หาซื้อใหม่ไม่ได้นะคุณ" ผมพูดสวนขณะโยนเศษผ้าทิ้งลงถังขยะติดเชื้อ
เขาจิ๊ปากอย่างขัดใจ "ปากมึงนี่นะ... น่าหาอะไรมาอุดจริงๆ"
"อุดด้วยตีนเย็บผ้าเหรอครับ?" ผมย้อนกลับทันควัน พร้อมกับหยิบสำลีก้อนใหญ่ชุบน้ำเกลือจนชุ่ม "เตือนไว้ก่อนนะ แผลสกปรก ผมต้อง Scrub (ขัด) แรงหน่อย ทนไม่ได้ก็ร้องออกมา ไม่ต้องเก๊ก"
"ระดับกูไม่เคยร้อง..."
ผมกดสำลีลงไปบนแผลสดๆ ทันทีที่เขาพูดไม่จบประโยค
"อึก...!!"
ร่างสูงเกร็งกระตุกขึ้นมาทั้งตัว เส้นเืปูดโปนขึ้นตามขมับและลำคอ เขาขบกรามแน่นจนเป็สันนูน เสียงคำรามต่ำๆ เล็ดลอดผ่านไรฟันออกมา แต่ยอมรับเลยว่าใจเด็ดจริงที่ไม่แหกปากร้องโวยวายเหมือนตอนแรก
ผมตั้งใจล้างแผลอย่างละเอียด ใช้ Forceps (ปากคีบ) คีบเอาเศษสิ่งสกปรกและคราบน้ำมันดำๆ ออกจากปากแผล เืสดยังคงซึมออกมาเรื่อยๆ แต่ไม่พุ่งกระฉูดเหมือนตอนแรกแล้ว แสดงว่าไม่โดนเส้นเืใหญ่จังๆ แค่เฉียดไปนิดเดียว ถือว่าดวงแข็งใช้ได้
"ชื่ออะไร..." จู่ๆ คนเจ็บก็ถามขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ
ผมไม่เงยหน้า "ทำไมต้องบอก"
"กูจะได้รู้ว่าใครเป็คนทำกูเจ็บเจียนตายขนาดนี้ เผื่อวันหลังกูจะได้มาคิดบัญชีถูก"
"ดูป้ายชื่อเอาเองสิ มีตาไม่ใช่เหรอ" ผมตอบห้วนๆ ขณะเตรียมเข็มฉีดยาชา
เขาหรี่ตามองอกเสื้อกาวน์ผม "พะ... พริก... พริกแกง?" เขาอ่านชื่อเล่นที่ติดอยู่ใต้ป้ายชื่อจริง แล้วหลุดหัวเราะในลำคอ "ชื่อน่ากินดีนี่หว่า... แต่รสชาติแม่งเผ็ดฉิบหาย"
"เงียบปากแล้วเก็บแรงไว้หายใจเถอะคุณ... ผมจะฉีดยาชา เจ็บเหมือนมดกัด"
"มดตะนอยหรือมดคันไฟ..."
จึก!
ผมปักเข็มลงไปที่ขอบแผลโดยไม่รอให้เขาเลือกสายพันธุ์มด ดันยาชาเข้าไปรอบๆ าแอย่างรวดเร็ว เขาเพียงแค่กระตุกมุมปากนิดหน่อย ไม่สะดุ้งเหมือนตอนล้างแผลแล้ว
"ชาหรือยัง?" ผมถามหลังผ่านไปสองนาที พร้อมเอาปากคีบแตะๆ ที่แผล
"เออ... ไม่รู้สึกแล้ว"
"ดี งั้นผมจะเริ่มเย็บ"
ผมขยับเก้าอี้กลมเข้าไปใกล้เตียงมากขึ้น ปรับไฟสปอตไลท์ให้ส่องลงมาที่แผลชัดๆ แสงไฟตกกระทบเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขา ทำให้เห็นโครงหน้าคมชัด จมูกโด่งเป็สัน และขนตายาวงอนที่ดูขัดกับบุคลิกดิบเถื่อน
ผมเริ่มลงเข็มแรก แทงเข็มโค้งผ่านิัชั้นลึก ดึงไหมสีดำให้กระชับขอบแผลเข้าหากัน ข้อมือผมขยับเป็จังหวะที่คุ้นเคย... หมุน needle holder, คีบเข็ม, ผูกปม, ตัดไหม
ในระหว่างที่ผมกำลังจดจ่ออยู่กับการเย็บ ผมรู้สึกได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่จ้องมองผมอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่การมองแบบคุกคามเหมือนตอนแรก แต่เป็การมองแบบ... พินิจพิเคราะห์
"มองอะไร?" ผมถามโดยไม่เงยหน้า
"มองมึงไง" เขาตอบหน้าตาเฉย "หน้าตาเหมือนตุ๊กตากระเบื้อง... ดูบอบบางชิบเป๋ง แต่มือนิ่งยังกะหิน... แถมปากจัดกว่าแม่ค้าตลาดสดแถวบ้านกูอีก"
ผมชะงักมือไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าสบตาเขาผ่านเลนส์แว่น "นี่คุณ... กำลังชมหรือด่า?"
"แล้วแต่จะคิด" เขายักไหล่ข้างที่ไม่เจ็บ "กูชื่อพยัคฆ์... หรือจะเรียกว่าเสือก็ได้ คนแถวนี้เขารู้จักกูดี"
"ไม่ยักรู้ว่าเสือสมัยนี้ชอบร้องโอดโอยเวลาโดนน้ำเกลือ" ผมเหน็บกลับเบาๆ ขณะลงเข็มที่ห้า
"ปากดี... เดี๋ยวหายดีแล้วกูจะมาสั่งสอน"
"เชิญ... แต่ตอนนี้คุณเป็คนไข้ ผมเป็หมอ ในห้องนี้ผมใหญ่สุด ถ้าพูดมากผมจะเย็บแผลให้เป็รูปตะขาบ"
พยัคฆ์หัวเราะ หึๆ ในลำคอ แววตาที่มองผมมันมีประกายแปลกๆ วูบไหว "เออ... ยอมแพ้ กูยอมมึงคนแรกเลยหมอพริกแกง"
การเย็บแผลดำเนินต่อไปอีกสิบห้านาที จนกระทั่งแผลยาวเหยียดถูกปิดสนิทด้วยไหมสีดำเรียงตัวสวยงามสิบสองเข็ม ผมทำความสะอาดแผลอีกรอบและปิดผ้ากอซให้อย่างเรียบร้อย
"เสร็จแล้ว" ผมถอดถุงมือยางทิ้งลงถังขยะ "อย่าให้แผลโดนน้ำเจ็ดวัน มาล้างแผลที่อนามัยหรือคลินิกใกล้บ้านทุกวัน อีกเจ็ดวันมาตัดไหม... แล้วก็งดเหล้า งดบุหรี่ ของหมักดอง ถ้าไม่อยากแผลเน่า"
พยัคฆ์ยันตัวลุกขึ้นนั่ง มองผ้ากอซที่ต้นแขนตัวเองสลับกับหน้าผม "แค่นี้?"
"ครับ แค่นี้... รับยาแล้วกลับบ้านได้"
"ไม่ให้นอนโรงพยาบาล?" เขาเลิกคิ้ว
"ไหนตอนแรกบอกเกลียดโรงพยาบาล อยากจะกลับบ้านใจจะขาด?" ผมถามอย่างรู้ทัน
"ก็... ตอนนี้เปลี่ยนใจแล้ว" เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้ผมจนได้กลิ่นโคโลญจน์จางๆ ปนกลิ่นบุหรี่ "กูรู้สึกวิงเวียนคล้ายจะเป็ลม... สงสัยเสียเืเยอะ หมอต้องดูแลกูอย่างใกล้ชิดนะเว้ย ไม่งั้นกูฟ้องร้องแน่ว่าหมอทิ้งขว้างคนไข้"
ผมถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว กอดอกมองคนตัวโตที่เริ่มจะออกลายเ้าเล่ห์ "Vital Signs (สัญญาณชีพ) คุณปกติดี ความดัน 130/80 ชีพจร 80... แข็งแรงกว่าผมที่เข้าเวรมา 16 ชั่วโมงซะอีก กลับไปนอนบ้านเถอะครับ เตียงเต็ม"
"ใจร้ายชะมัด" เขาบ่นอุบอิบ แต่ก็ยอมลุกจากเตียงมายืนเต็มความสูง... สูงมาก สูงจนผมต้องเงยหน้าคุย (ผมสูง 175 นะ ไม่ได้เตี้ย แต่หมอนี่น่าจะเฉียด 190)
พยัคฆ์ขยับเข้ามาใกล้ผมอีกครั้ง ก้มลงกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ทำเอาขนแขนผมลุกเกรียว
"ขอบใจนะหมอ... ที่ช่วยชีวิต 'เสือ' เอาไว้"
ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอผม ก่อนที่เขาจะผละออกไปพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่ดูเ้าเล่ห์ร้ายกาจ เขาเดินอาดๆ ออกจากห้องฉุกเฉินไปหาลูกน้องที่รอด้านนอก ทิ้งให้ผมยืนนิ่งอยู่กลางห้องพร้อมกับความรู้สึกใจเต้นผิดจังหวะแปลกๆ
"คนบ้าอะไรวะ..."
ผมสบถเบาๆ ยกมือขึ้นลูบต้นคอตัวเองที่ยังรู้สึกร้อนวูบวาบ พยายามสลัดภาพรอยยิ้มร้ายกาจนั่นออกจากหัว
ตอนนั้นผมคิดแค่ว่า คงเป็แค่คนไข้ขาจรที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป... รักษาหายแล้วก็จบกัน
แต่ผมคิดผิด...
เพราะวันรุ่งขึ้น... และวันต่อๆ มา ไอ้เสือบ้าตัวนี้มันกลับมาป่วนเปี้ยนที่หน้าห้องฉุกเฉินทุกวัน พร้อมกับข้ออ้างสารพัดที่ฟังไม่ขึ้นสุดๆ!
