ซ่งอวี้ไม่ได้บอกว่าตนกำลังรักษาปัญญาชนในสำนักศึกษา บอกเพียงว่าตนมีคนไข้มากมายจำเป็ต้องใช้ยา ทว่านางก็พูดจากใจจริง หวังว่าอีกฝ่ายจะยอมช่วย
เป็ไปตามคาด เมื่อบิดาของซานหวาได้ยินซ่งอวี้พูดเช่นนี้ ก็รู้สึกชื่นชมนางเป็อย่างมาก เขาเงียบอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้น “ได้ เพราะคำพูดของหมอซ่ง ข้ายินดีที่จะไปกับท่าน แต่ข้าขอพูดไว้ก่อน ทันทีที่เข้าไปในป่าลึก หมอซ่งต้องฟังข้าทุกอย่าง ท่านทำได้หรือไม่?”
ซ่งอวี้ครุ่นคิด รู้สึกว่าสมุนไพรที่ตน้าใช้เป็เพียงสมุนไพรทั่วไปเท่านั้น นางจึงตอบตกลง
นางเห็นว่าฐานะของนายพรานไม่ดีเท่าใดนัก นางจึงให้ค่าตอบแทนเป็เงินสองตำลึง
“นี่...นี่มากเกินไปแล้ว ข้าเพียงนำทางเท่านั้น ท่านหมอซ่งไม่ต้องให้ข้ามากถึงเพียงนี้ก็ได้”
บิดาของซานหวาเป็คนจริงใจ เมื่อได้ยินราคาที่ซ่งอวี้เสนอให้ เขาก็รีบโบกมือปฏิเสธแล้วบอกว่ามากเกินไป หากเปลี่ยนเป็คนอื่น เกรงว่าคงจะรับเงินไปด้วยความดีใจแล้ว
ซ่งอวี้ยิ้มแล้วพูดแทรกเขา “ท่านอย่าเพิ่งปฏิเสธ ที่ข้าให้ท่านมากขนาดนี้ ข้ามีเหตุผล หากถึงเวลาเกิดเื่ไม่คาดฝันขึ้นมา ข้า้าให้ท่านคอยปกป้องข้า ท่านทำสองหน้าที่ แต่ข้ากลับให้เงินตอบแทนเพียงหน้าที่เดียว ไม่ว่าจะคิดคำนวณเช่นไร คนที่ขาดทุนก็เป็ท่านต่างหาก”
พูดถึงขั้นนี้แล้ว นายพรานได้แต่รับเอาไว้ เขารู้ดี นี่เป็เพียงข้ออ้างของซ่งอวี้เท่านั้น นางเพียงอยากจะให้ตนรับเงินเอาไว้ด้วยความสบายใจ อีกทั้งครอบครัวของเขาก็ลำบากจริงๆ เมื่อมีคนเสนอค่าตอบแทนให้มากถึงเพียงนี้ เขาปฏิเสธครั้งหนึ่งก็ถึงขีดสุดแล้ว
ซ่งอวี้พูดอย่างชัดเจน ทั้งยังวางเงินไว้ตรงหน้าเขา เขาจึงทำได้เพียงรับเงินไว้ด้วยใบหน้าที่ร้อนผ่าว แล้วบอกกับตนในใจว่าขึ้นเขาครั้งนี้เขาจะทำสุดความสามารถให้คุ้มกับค่าตอบแทนที่หมอซ่งให้
ซ่งอวี้ไม่มีสิ่งใดต้องเตรียม เพียงแค่ยืมตะกร้าสะพายหลังสองอันสำหรับใส่สมุนไพรจากนายพรานก็สามารถขึ้นเขาได้เลย ทว่านายพรานกลับไม่อาจไปง่ายๆ เช่นนั้นได้ ลูกของเขาอยู่ในเรือนเพียงลำพัง เขาต้องไหว้วานให้คนที่ไว้ใจได้คอยดูแล จึงจะขึ้นเขาไปอย่างสบายใจได้
ซานหวารู้ว่าบิดาของตนทำงานหาเลี้ยงชีพโดยการขึ้นเขา เด็กน้อยเชื่อฟังอย่างมาก ไม่ร้องไห้และไม่ดื้อ ให้ไปที่ใดก็ไปที่นั่น ทั้งยังทำตัวราวกับเป็ผู้ใหญ่ กำชับนายพรานให้ระมัดระวังตัว แล้วกลับมาบ้านอย่างปลอดภัย
ซ่งอวี้มองดูภาพที่แสนอบอุ่นของสองพ่อลูก นางไม่ได้เร่งนายพราน ปล่อยให้เขาปลอบลูกชาย
ผ่านไปครู่หนึ่ง นายพรานปลอบใจซานหวาเสร็จแล้วก็พาซ่งอวี้เดินทางขึ้นเขา
“ที่นี่มีหุบเขานี้เพียงลูกเดียว ดังนั้นปกติแล้วหากไม่มีอาหาร คนที่นี่ก็จะขึ้นเขามาเสี่ยงดวงเอา ทว่าในป่าลึกมีสัตว์ใหญ่ ผู้ที่ไม่มีวรยุทธ์ล้วนไม่กล้าเข้าไป แม้แต่ตัวข้าเองก็ไม่กล้าเข้าใกล้เขตป่าลึก ดังนั้นครั้งนี้เขตพื้นที่ที่ข้าจะพาท่านหมอซ่งไป ถือว่าเป็ระดับกลาง ที่นั่นน่าจะมีสมุนไพรจำนวนไม่น้อยแล้วกระมัง”
นายพรานเดินไป พร้อมกับอธิบายให้ซ่งอวี้ฟัง
ซ่งอวี้พยักหน้าด้วยความเข้าใจ ดูจากครอบครัวของเขา คล้ายว่าไม่มีภรรยา มีเขาเลี้ยงดูซานหวาเพียงคนเดียว
เพื่ออนาคตของลูก นายพรานย่อมไม่อาจเอาชีวิตไปเสี่ยง ครั้งนี้ที่เขายอมพานางขึ้นเขาก็ถือว่าประนีประนอมมากพอแล้ว
สมุนไพรบนหุบเขาลูกนี้ คล้ายว่าจะมากกว่าที่หุบเขาหลังหมู่บ้านเสี่ยวหนิวเล็กน้อย ซ่งอวี้มองสมุนไพรที่ปกติตนไม่พบเจอด้วยความดีใจ รีบเก็บสมุนไพรใส่ลงไปในตะกร้า
งานเก็บสมุนไพรเป็งานถนัดของนาง หลังจากขึ้นมาบนหุบเขาแล้ว นายพรานไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น แค่คอยเฝ้าระวังไม่ให้พวกสัตว์มาทำร้ายก็พอแล้ว
ส่วนเื่อื่นซ่งอวี้ทำด้วยตนเอง
สามชั่วยามต่อมา ตะกร้าก็เต็มจนไม่อาจใส่อะไรได้อีก
อย่าเข้าใจผิด ที่ว่าเต็มตะกร้านั้นไม่ใช่สมุนไพรทั้งหมด เพราะถึงอย่างไรก็มีตะกร้าสะพายหลังสองใบ สมุนไพรอยู่กระจัดกระจาย จะเก็บจนเต็มตะกร้าในเวลาเพียงครู่เดียวได้อย่างไร
แค่ว่าซ่งอวี้เห็นผักป่าที่สามารถกินได้ รวมถึงเห็ดที่อุดมสมบูรณ์ จึงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงรสชาติไก่ตุ๋นเห็ดที่เคยกินตอนเด็กๆ นางถึงกับกลืนน้ำลาย
นอกเหนือจากนี้ยังมีไก่ป่าที่นายพรานล่าได้ รวมถึงกระต่ายาเ็อีกตัวหนึ่ง
เดิมทีซ่งอวี้จะไม่รับไว้ นางอยากให้นายพรานเอากลับไปให้ซานหวากิน แต่เขารับค่าตอบแทนจากนางแล้วจึงไม่ยอมรับสัตว์ที่ตนล่าได้
นายพรานยื่นสัตว์ที่ล่าได้ให้ซ่งอวี้ นางอยากคืนให้เขา ทว่าพูดเพียงสองคำ อีกฝ่ายก็รีบปฏิเสธทันที นางจนปัญญายิ่งนัก ทำได้แค่ยิ้มแล้วรับไก่กับกระต่ายไว้
ในเมื่อตะกร้าเต็มแล้ว ซ่งอวี้ก็ไม่คิดที่จะเดินเตร่อยู่ในหุบเขาต่อ นางตั้งใจจะลงเขาไปพร้อมกับนายพราน
“ท่านหมอซ่ง มาดูตรงนี้เร็วขอรับ เหมือนจะมีคนตายอยู่ที่นี่” จู่ๆ นายพรานที่เดินนำทางอยู่ด้านหน้าก็พูดขึ้น
คนตาย? ซ่งอวี้ได้ยินเช่นนั้นก็รีบเดินไปดู เวลานี้นายพรานหยุดเดิน ปลายเท้าของเขามีคนที่ไม่รู้เป็หรือตายนอนอยู่
“ท่านหมอซ่ง ทำ...ทำอย่างไรดี?” นายพรานเจอคนตายกลางป่ากะทันหันจึงกระวนกระวายทำตัวไม่ถูก ได้แต่เอ่ยถามซ่งอวี้
ซ่งอวี้เดินไปดู พบว่าคนคนนี้ยังไม่ตาย แผงอกยังกระเพื่อมขึ้นลง ยังมีลมหายใจ นางจึงพูดขึ้น “เขายังไม่ตาย ดูจากสภาพแล้ว คล้ายว่าจะาเ็สาหัส หากไม่รีบรักษา ก็ยากที่จะพูด”
นายพรานได้ยินที่ซ่งอวี้พูด ก็แบกร่างชายที่ได้รับาเ็ขึ้นมาทันที ตั้งใจจะพาลงเขาไปด้วยกัน
ชายาเ็ที่ถูกนายพรานแบกขึ้นหลัง ดูเหมือนว่าจะได้สติขึ้นมา เขาพูดพึมพำสองสามประโยค
ซ่งอวี้ยืนห่างจากพวกเขาเล็กน้อย จึงไม่ได้ยินสิ่งที่ชายาเ็พูด ทว่านายพรานได้ยิน จึงบอกกับซ่งอวี้ “ท่านหมอซ่ง เขารู้สึกตัวแล้ว บอกว่ามีคนจะสังหารเขา ให้พวกเรารีบไปจากที่นี่”
ซ่งอวี้ฟังที่นายพรานพูด หัวใจก็เต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้ รีบเดินตามนายพรานไปอย่างรวดเร็ว
ชายคนนี้ถูกไล่ฆ่ามาถึงที่นี่ หากมีคนเห็นว่าพวกนางกำลังช่วยเขา ไม่แน่ว่าอาจจะมีจุดจบเดียวกัน อาจถูกฆ่าหมกป่าก็เป็ได้
“…เร็วเข้า เขาาเ็สาหัสแล้ว หนีไปได้ไม่ไกลนัก รีบตามหาเขาเร็วเข้า!” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากที่ไกลๆ ตามด้วยเสียงฝีเท้า ฟังแล้วดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะมีกันหลายคน
ซ่งอวี้พูดด้วยความร้อนใจ “เร็วเข้า ท่านลองคิดเร็วว่าแถวนี้มีที่ที่ซ่อนคนได้หรือไม่ คล้ายมีคนไล่ตามหลังมาแล้ว!”
เสียงฝีเท้าด้านหลังดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แม้ตอนนี้จะยังมองไม่เห็น แต่ไม่ช้าก็เร็วพวกนั้นต้องตามทันอย่างแน่นอน
นายพรานเองก็ร้อนใจ วิ่งไม่หยุด ทั้งยังไม่กล้าส่งเสียงดัง กลัวว่ากลุ่มคนด้านหลังจะจับได้ ขณะที่เดินเลี้ยวไปอีกทาง นายพรานก็พูดขึ้น “ข้ารู้แล้ว! ที่นี่มีโพรงต้นไม้อยู่โพรงหนึ่ง ขนาดใหญ่ สามารถเข้าไปซ่อนได้!”
โพรงต้นไม้นั้นนายพรานบังเอิญพบเข้าตอนที่ตนได้รับาเ็ ต้นไม้นั้นตายไปแล้ว ตรงกลางมีโพรง แม้จะไม่ใหญ่มาก แต่ก็สามารถซ่อนตัวได้ ถือเป็ตัวเลือกที่ดีที่สุดในเวลานี้
เมื่อซ่งอวี้ได้ยินนายพรานพูดเช่นนี้ นางที่เดิมทีใกล้จะหมดแรงแล้วก็มีเรี่ยวแรงขึ้นมาทันที รีบวิ่งตามนายพรานไปยังโพรงต้นไม้นั้น
“ถึงแล้วขอรับ! ที่นี่แหละ!” นายพรานหยุดที่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ปัดเถาวัลย์ที่บดบังไว้ออกไป เผยให้เห็นโพรง
“ด้านในไม่กว้างเท่าใดนัก สามารถซ่อนตัวได้ประมาณสองคน ท่านหมอซ่งซ่อนตัวอยู่ที่นี่กับชายคนนี้เถอะ ข้าจะล่อคนพวกนั้นเอง” นายพรานวางชายาเ็ลง ซ่อนเขาไว้ในโพรง หลังจากนั้นหันไปพูดกับซ่งอวี้
ในเมื่อกลุ่มคนเ่าั้ถึงขั้นไล่สังหารคนได้ เช่นนั้นฝีมือย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน แม้บิดาของซานหวาจะเป็นายพราน แต่จะต้านทานการล้อมจับของคนเ่าั้ได้อย่างไร ออกไปมีแต่ตายกับตายเท่านั้น