ูเาเขียวชอุ่ม
ท่ามกลางหมู่ไม้ มีศีรษะล้านๆ เคลื่อนไหวอยู่ไวๆ
เณรน้อยถามขึ้น “ศิษย์พี่ ท่านไม่ใช่ว่าไม่ชอบสีกาหรือ แล้วเหตุใดจึงอยากเห็นองค์หญิงเล่า”
ภิกษุหนุ่มจึงตอบกลับไป “สีกาล้วนแต่วุ่นวายโดยกำเนิด ข้าย่อมไม่ชอบอยู่แล้ว ทว่าองค์หญิงไม่เหมือนกัน วัดเทียนเหรินไม่มีอะไรดีสักอย่าง ทว่ากลอนโพธิศรัทธาตรงปากทางเข้าวัดกลับเยี่ยมยอด ว่ากันว่าองค์หญิงอีคือผู้ประพันธ์ ข้ารู้สึกว่าองค์หญิงพระองค์นี้ช่างเข้าใจพระธรรมได้ลึกซึ้งนัก นางย่อมจะต้องเป็พระโพธิสัตว์องค์หนึ่งเป็แน่ ข้าอยากลองถามนางดูว่านางยินดีจะเข้าสู่เส้นทางธรรมหรือไม่”
เณรน้อยได้ยินเช่นนั้นก็ทำหน้ามุ่ย…
เขายังจำเื่ที่ศิษย์พี่อยากจะชักชวนเด็กหนุ่มแบกลูกเหล็กคนนั้นให้เข้าสู่เส้นทางธรรมได้ ทว่าเด็กหนุ่มคนนั้นก็ปฏิเสธความตั้งใจของเขาไป
เขายังเอาแต่พร่ำถึงอยู่หลายครา
ทว่าครั้งนี้ถึงขั้นจะชักชวนองค์หญิง แน่นอนว่าต้องโดนปฏิเสธอีกแน่
ยิ่งไปกว่านั้นยามนี้ในวัดแม้จะมีพวกเขาเพียงแค่สามคน ชีวิตก็ยังแสนจะยากลำบาก ทุกวันมีเื่มากมายให้ทำ กวาดพื้น ตักน้ำ จุดธูป สวดมนต์ กิจวัตรเช่นนี้องค์หญิงย่อมไม่ยินยอมจะทำแน่
ทว่าใบหน้าของศิษย์พี่ช่างเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เณรน้อยเห็นเช่นนั้นก็ไม่อยากจะทำลายความสุขของเขา ถึงอย่างไรบนูเาก็น่าเบื่อเหลือเกิน ถือเสียว่าลงไปเล่นที่ด้านล่างูเาก็แล้วกัน
เมื่อเดินไประยะหนึ่ง เณรน้อยก็คิดเื่หนึ่งขึ้นได้ จึงเอ่ยขึ้นว่า “ว่าแต่ศิษย์พี่ หากองค์หญิงเกิดยินดีเข้าสู่เส้นทางธรรมขึ้นมาจริงๆ นางก็ต้องเข้าไปอยู่ในวัดเทียนเหริน จะมาอยู่ที่วัดเฉินของพวกเราได้อย่างไร”
ภิกษุหนุ่มเมื่อถูกเณรน้อยถามเช่นนี้ก็นิ่งไป
มือใหญ่ยกขึ้นเกาศีรษะล้านๆ ของตน
แล้วขมวดคิ้วก่อนตอบ “วัดเทียนเหรินอย่างกับวัดปลอม นอกจากท่านเ้าอาวาสรูปนั้นที่มีดวงตาเห็นธรรม พระรูปอื่นๆ ล้วนแต่โดนธุลีแดงบดบังดวงตาไปหมดแล้ว องค์หญิงอีสามารถประพันธ์กลอนโพธิศรัทธาเช่นนี้ได้ ย่อมต้องเลือกวัดเฉินของพวกเรากระมัง…”
ภิกษุหนุ่มยิ่งพูดไปก็ยิ่งไม่มั่นใจ
ฝีเท้าที่ก้าวลงจากูเาจึงไม่ว่องไวเท่าไร
ในใจเขาคิดอยากจะทำให้วัดเฉินของตัวเองเข้มแข็งขึ้น
ไม่ง่ายเลยกว่าเขาจะต้องตาเด็กหนุ่มสักคน น่าเสียดายนักที่เ้าเด็กคนนั้นไม่ยินยอม ครั้งนั้นเวลาน้อยจนไม่เพียงพอ หากว่าได้เจอกันอีกสักครา เขาต้องกล่อมเ้าเด็กนั่นให้จงได้
น่าเศร้าที่ขนาดเ้าเด็กนั่นยังไม่ยินยอม บัดนี้เขาดันมาต้องตาองค์หญิงเช่นนี้ เกรงว่าคงจะยากแล้ว
ภิกษุหนุ่มจึงอดทอดถอนใจไม่ได้
“ใช่แล้ว ศิษย์พี่ ข้าได้ยินมาว่าเรามีเพื่อนบ้านใหม่แล้ว ูเางูเหลือมฝั่งตรงข้ามมีคนเข้ามาอยู่แล้ว ได้ยินว่ามีนามว่าฮูหยินหลัว นางก็มาจากพื้นที่ห่างไกลเช่นกัน” เณรน้อยเอ่ยขึ้น
ภิกษุหนุ่มอาปาจับตามองวัดเทียนเหรินอยู่ทุกวัน ดังนั้นจึงได้รู้ข่าวเกี่ยวกับวัดเทียนเหริน
เณรน้อยสือชีแอบไปฟังอาจารย์ที่สำนักเชินสอนทุกวัน ดังนั้นจึงได้ยินเื่ซุบซิบมากมาย
ูเาลูกตรงข้ามภายนอกเรียกกันว่าหลงยวน ฮวงจุ้ยที่นั่นดีมาก แต่ความจริงกลับเรียกูเาลูกนี้กันว่าูเางูเหลือม ได้ยินมาว่าที่นั่นมีงูอยู่ทุกแห่งหน ชวนให้ขนหัวลุกเหลือเกิน
ราชครูน้อยและคนในสำนักเชินผู้สง่างามเ่าั้ถึงกับลงมือรังแกสตรีนางหนึ่ง เอาแต่พูดถึงหลักการว่าควรเป็เช่นนี้ ทั้งยังไม่อาจอธิบายอันใดได้
โลกภายนอกช่างวุ่นวายจริงๆ
ยากเย็นกว่าการสวดมนต์เป็ไหนๆ
ที่สำคัญคือได้ยินมาว่าฮูหยินหลัวมาจากพื้นที่ห่างไกล ในใจของเณรน้อยจึงบังเกิดความรู้สึกสนิทสนมขึ้นมา ด้วยเพราะเขาเองก็มาจากพื้นที่ห่างไกลเช่นกัน
อีกทั้งเขายังมีเพื่อนอยู่ที่นั่นอีกคน
เด็กหญิงตัวอ้วนนางนั้นมีนามว่าเฉินโย่ว
ไม่รู้ว่านางจะยังอยู่ดีหรือไม่ จะตัวอ้วนขึ้นหรือเปล่า
เมื่อคิดถึงเื่นี้ลูกปัดหินสีฟ้าที่เขาเอาติดกายอยู่ไม่ห่างก็พลันร้อนขึ้นมา
เฉินโย่วแน่นอนว่าไม่ได้อ้วนขึ้นอย่างที่เณรน้อยคิด
นางราวกับต้นอ่อนที่แตกหน่อก็ไม่ปาน ร่างน้อยๆ สูงขึ้นเร็วยิ่ง อายุยังไม่เท่าไรความสูงก็แทบจะตามอาสวิน พี่ชายของนางเสียแล้ว
อีกทั้งนางยังได้สมญานามว่าวีรบุรุษชุดขาว ร่างในชุดขาวเคลื่อนไหวอย่างสง่างามดูหล่อเหลาไม่เบา
บัดนี้หากกลับไปสอบถามที่หมู่บ้านไป๋กู่และถามถึงนายท่านน้อยของหมู่บ้าน พวกเขาย่อมต้องตอบว่านายท่านน้อยของพวกตนเป็บุรุษ
เดิมทีเฉินโย่วก็ออกจากหมู่บ้านน้อยครั้งยิ่ง
ทั้งยังมีคนจงใจทำเื่ราวให้ยุ่งเหยิง ตลอดจนตามประเพณีนานมาแล้ว นายท่านของหมู่บ้านก็ย่อมจะต้องเป็บุรุษอยู่แล้ว
ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงได้คิดว่าเฉินโย่วเป็บุรุษ
เช่นนี้ก็ประจวบเหมาะนัก
กระทั่งท่านนายอำเภอเฉินเมื่อเห็นเฉินโย่วที่แต่งกายอย่างบุรุษ นอกจากจะรู้สึกใในคราแรก ไม่นานก็คืนกลับมาเป็ปกติ
เช่นนี้ก็ดี แม้ว่าในสำนักเชินจะมีบัณฑิตหญิงอยู่ ทว่าบัณฑิตหญิงกลับอ่อนด้อยนัก เหมือนกับว่าพวกนางเป็สตรีชั้นสูงที่รอวันจะแต่งออกไป การเล่าเรียนก็เป็เพียงการชุบตัวเท่านั้น
ท่านนายอำเภอเฉินทำใจรับเื่นี้ไม่ได้จริงๆ เขารู้สึกจากใจจริงว่าเฉินโย่วเฉลียวฉลาดไม่แพ้บุรุษแม้แต่น้อย
นอกจากนี้เขายังตั้งหน้าตั้งตารอคอยให้เด็กๆ ครอบครัวลู่มาเปิดหูเปิดตาให้กับเ้าพวกกบในกะลาที่นี่สักหน่อยว่า ความเฉลียวฉลาดที่แท้จริงเป็อย่างไร ต่อไปจะได้ไม่เอาแต่หลับหูหลับตากันเชื่อว่าเด็กๆ เหล่านี้เกาะชายกระโปรงสตรีเข้ามาเรียนในสำนักเชิน ทั้งยังถึงขั้นจงใจสร้างเื่ใส่ร้ายป้ายสีทำลายชื่อเสียงของพวกเขาให้มีมลทิน
“ท่านลุงเฉิน ท่านมารออยู่ที่นี่ั้แ่เช้าเลยหรือ หิวหรือไม่ กระหายน้ำหรือเปล่า” เฉินโย่วมองไปก็เห็นท่านนายอำเภอเฉินที่ยืนรออยู่พร้อมเสื้อผ้าเปียกชื้นอยู่ที่ตีนเขา จึงได้เอ่ยทักทายอย่างกระตือรือร้น
เด็กหนุ่มตระกูลลู่ คนที่เรียนเก่งที่สุดเห็นจะเป็อาสวิน ทว่าเด็กคนที่ท่านนายอำเภอเฉินชอบที่สุดเห็นจะเป็เฉินโย่ว
อาจเป็เพราะครั้งแรกที่เขาได้ประสบกับอันตราย คนแรกที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเขาคือเฉินโย่ว
เมื่อได้เห็นนางก็รู้สึกจิตใจอ่อนยวบลง
เขายังเคยบ่นถึงเฉินโย่วอยู่อีกหลายครั้ง ภรรยาของเขาก็ชอบนางนัก กล่าวว่าหากจะมีบุตร ก็ขอมีบุตรเช่นเฉินโย่ว
ทว่าเื่นี้เป็ไปไม่ได้แล้ว
“ไม่หิว วันนี้กินข้าวเช้าสายไปสักหน่อย ทว่าก็รู้สึกกระหายเล็กน้อย” ใต้เท้าเฉินยิ้มๆ
เฉินโย่วจึงล้วงกระบอกใส่น้ำชาออกจากกระเป๋า แล้วเทชาพุทราส่งให้ชายตรงหน้าจอกหนึ่ง
ใต้เท้าเฉินรับมาแล้วดื่มไปอึกหนึ่ง รสชาติหวานจางๆ ซ่านไปทั้งปาก
จากนั้นจึงดื่มไปอีกอึกหนึ่ง
ดื่มไปเพียงสามอึก ชาก็หมดเสียแล้ว
เมื่อก่อนยามพบคนกลุ่มนี้ คนที่ต้องออกมาทักทายเขาก่อนใครล้วนแต่เป็นายท่านสาม
บัดนี้นายท่านสามจากไปแล้ว หน้าที่นี้จึงตกเป็ของอาลู่
“ขอบพระคุณท่านใต้เท้าที่มารอต้อนรับ วันนี้พวกเราเพิ่งมาถึง ขออนุญาตไม่เชิญใต้เท้าขึ้นไปบนเขาพร้อมกับพวกเรา หากพวกเราจัดการสถานที่เรียบร้อยแล้ว จะเชิญท่านมาเยือนจวนของเราสักคราขอรับ” อาลู่กล่าวไปก็ยกมือขึ้นคารวะ
ใต้เท้าเฉินมองก้อนหินที่มีตะไคร่เกาะจนเขียวครึ้มบนเขา มักจะมีเสียงสวบสาบดังขึ้น บางครั้งยังเห็นงูเลื้อยผ่านไป เช่นนี้เขาเองก็ไม่กล้าติดตามอาลู่และคนอื่นๆ ขึ้นไปบนเขาอยู่แล้ว
ทว่าเขาก็ยังไม่ลืมที่จะออกปากเตือน “บนเขาลูกนี้มีงูมากมาย เ้าเตรียมหญ้าไล่งูไว้ให้ดี”
ใต้เท้าเฉินรู้ดีว่าคนเหล่านี้เก่งกาจยิ่ง กองทัพจิงที่รุกรานมาในครานั้น คืนวันที่เขาฟังรายละเอียดที่นายท่านสามแจกแจง รายละเอียดเป็คนละเื่กับที่ชาวเมืองหลวงเล่าลือกันว่าเพราะฮองเฮาแคว้นจิงตั้งครรภ์จึงได้ถอนทัพกลับไป
อีกทั้งการสู้รบในครั้งนั้นยังมีผู้คนล้มตายอีกนับไม่ถ้วน
น่าขันที่แคว้นเชินยังกล่าวว่า ตนได้รับโชคดีที่ทำให้แคว้นสุขสงบมาอย่างไม่คาดฝัน
กระทั่งในสำนักเชินก็ยังสนทนากันเื่บทกวีมากกว่าเื่า
“พวกเราเตรียมพร้อมแล้ว ท่านโปรดวางใจ” ลู่สวินกล่าวไปพร้อมกับคารวะท่านอาจารย์ตรงหน้า
ใต้เท้าเฉินมองคนตรงหน้าแล้วก็คิดอยู่ครู่หนึ่ง ครานี้ไม่คิดจะจากไป แต่ตัดสินใจจะขึ้นเขาไปพร้อมกับพวกเขา
หากเกิดเื่อะไรขึ้นแล้วเขาจากไปเช่นนี้ จะนับว่าเขาเป็บุรุษได้อย่างไร คราวที่แล้วเขาก็เร่งเข้าเมืองหลวงอย่างไม่กลัวตาย ทั้งที่ยังไม่ได้ช่วยอะไรคนเหล่านี้เลย เขารู้สึกละอายนัก
อีกทั้งในขบวนก็ยังมีราชครูกับบ่าวรับใช้ที่ดูเหมือนจะเป็คนจากในวัง เช่นนั้นใต้เท้าเฉินจึงตัดสินใจติดตามขบวนไป
เฉินโย่วเดินนำขึ้นเขาเป็คนแรก
ฝ่าเท้าของนางย่ำลงบนขั้นบันไดหิน
ทันใดนั้นฝูงงูทั้งซ้ายขวาก็พากันหลีกหนี
ทว่าเมื่อเฉินโย่วก้าวขาลงไปบนบันไดก็หันมากล่าวขึ้นด้วยท่าทีใ “น้าหลัว พวกท่านมาเร็ว ที่นี่ช่างดีจริงๆ ข้ารู้สึกคุ้นเคยกับที่นี่เหมือนกับตอนอยู่ในหมู่บ้านไป๋กู่เลย”
นางค่อยๆ ก้าวเท้าเดินขึ้นไปบนเขา หมอกหนาทึบเป็ชั้นๆ ก็พากันสลายไป
เหล่าคนด้านหลังที่เดินตามเด็กหญิง ก็รู้สึกว่าที่นี่ช่างให้ความรู้สึกเหมือนกับยามที่อยู่บนูเาไป๋กู่จริงๆ กลิ่นอายช่างคุ้นเคยนัก
เหล่าคนที่คุ้นเคยกับหมู่บ้านไป๋กู่รู้สึกราวกับว่าได้กลับบ้านอย่างไรอย่างนั้น
ส่วนกลุ่มคนที่กำลังรอดูความครื้นเครงอยู่ด้านนอก ก็ได้แต่มองผู้ดูแลบัณฑิตเฉินและฮูหยินหลัวค่อยๆ เร้นกายหายไปในม่านหมอก
