“เ้า... เ้า... เ้า... ข้าคือจู๋ฮวงนะ!” ไม่เพียงเสียงที่ไม่แก่ชรา แต่กลับดูไร้เดียงสาและอ่อนต่อโลก
ฉินอวี่พ่นลมอย่างเ็า เพลิงมรณะก็พุ่งตรงไปยังผนึกฝ่ามือขนาดเท่าเศษฝุ่นทันที!
“ช้าก่อน! ช้าก่อน ข้าบอกแล้ว!” จู๋ฮวงพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ และไม่รู้ว่าเขากำลังโกรธหรือกลัวกันแน่
“ยังมีเวลาอีกสามลมหายใจ!” ฉินอวี่พูดอย่างเยือกเย็น
“ข้าคือจู๋ฮวงจริงๆ เพียงแต่... ข้าเป็เพียงจิติญญาที่เหลืออยู่ของจู๋ฮวง และในวิถีวิชาของสติปัญญาจู๋ฮวงมีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าวิถีกาลเวลา และวิถีกาลเวลาของเขาก็บรรลุไปถึงขั้นเซียนแล้ว ดังนั้น จิติญญาส่วนที่เหลือของเขาจึงสามารถเปลี่ยนแปลงประสบการณ์ในแต่ละระดับของแต่ละ่วัยได้... ส่วนข้า... เป็จิติญญาส่วนความทรงจำสมัยเด็กของจู๋ฮวง!” ดูเหมือนจู๋ฮวงจะกลัวว่าฉินอวี่จะสังหารเขา จึงยอมพูดออกมาอย่างรวดเร็ว
ในตอนนี้ กลับเป็ฝ่ายฉินอวี่ที่ต้องตกตะลึง เขามีประสบการณ์และความรู้ที่กว้างขวาง แต่คำพูดของจู๋ฮวงทำให้เขาถึงกับเหม่อไปเป็เวลานาน
“จิติญญาส่วนที่เหลือของเขา สามารถเปลี่ยนเป็ประสบการณ์ในแต่ละ่วัยได้... ส่วนข้า... เป็จิติญญาส่วนความทรงจำสมัยเด็กของจู๋ฮวง? นี่มันหมายความว่าอย่างไร?”
“หรือว่า... จิติญญาที่เหลืออยู่จะเป็จู๋ฮวงในวัยเด็ก?” ฉินอวี่ตกตะลึง นี่มันเป็เื่นิทานหลอกเด็กไปหน่อยหรือไม่?
เมื่อเห็นว่าหัวใจเพลิงมรณะหยุดนิ่งไป จู๋ฮวงในวัยเด็กก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ด้วยความกลัวว่าฉินอวี่จะไม่เชื่อ จึงรีบอธิบายต่อไป “เ้าเคยได้ยินเื่วิถีกาลเวลาไหม? ผู้ที่เข้าใจเื่วิถีกาลเวลาได้อย่างแท้จริง จะสามารถแบ่งกาลเวลาออกได้เป็ส่วนย่อยนับไม่ถ้วน และข้าก็เป็จิติญญาที่เหลือในส่วนหนึ่งของกาลเวลา่วัยเด็กของจู๋ฮวง...”
แน่นอนว่าฉินอวี่ย่อมเคยได้ยินเื่ของวิถีกาลเวลามาก่อน แต่เขารู้เพียงว่าวิถีแห่งกาลเวลานั้นมีความลึกลับและลึกซึ้งมาก ไม่ว่าสิ่งที่จู๋ฮวงพูดมาจะจริงหรือไม่ก็ตาม แต่ฉินอวี่ก็ไม่อาจพิสูจน์ข้อเท็จจริงในสิ่งที่เขาพูดมาได้ เพียงแต่ เมื่อนึกเชื่อมโยงถึงความสอดคล้องของเื่ที่จู๋ฮวงพูดมาทั้งหมด ฉินอวี่ก็เริ่มเชื่อขึ้นมาบ้าง แต่จู๋ฮวงตัวจริงจะไม่มีทางจะทำผิดพลาดเช่นนี้ หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาจึงพูดขึ้น “เ้าจะยืนยันได้อย่างไร?”
จู๋ฮวงวัยเด็กดูเหมือนจะสงบเสงี่ยมมากขึ้น และค่อยๆ พูดขึ้นมา “ยืนยันหรือ? เ้าจะให้ข้ายืนยันอย่างไร? ข้าจะพูดอะไรเ้าก็ไม่เชื่อข้า หากเ้าคิดจะฆ่าข้า เ้าก็รีบลงมือเสียเถอะ จริงสิ อย่าหาว่าข้าไม่เตือนเ้าก็แล้วกัน ร่างกายของเ้ามีจิติญญาแข็งแกร่งที่เ้าไม่สามารถควบคุมได้อยู่! เขาสามารถโจมตีเ้าได้ตลอดเวลา”
ฉินอวี่หรี่ตาลงมองทันที เขานึกถึงแก่นโลหิตของหยาจื้อและเสวียนอู่ ก่อนหน้านี้ที่เขาได้ต่อสู้กับสวี่กวนเซิง เขารั้งเวลาอยู่นานก็ยังไม่เข้าสู่สภาวะของปีศาจคลั่ง เป็เพราะกังวลว่าแก่นโลหิตของหนาจื้อและเสวียนอู่ จะทำให้เกิดผลข้างเคียง ในตอนนี้ เมื่อจู๋ฮวงวัยเด็กพูดขึ้นมาเช่นนี้ จึงทำให้ฉินอวี่นึกขึ้นมาได้
“เ้าััถึงเขาได้หรือ?” ฉินอวี่ถาม
“แน่นอน! ตอนนี้เขายังนอนสงบนิ่งอยู่ หากถูกปลุกขึ้นมาเมื่อใด เ้าตายแน่นอน!” จู๋ฮวงวัยเด็กสงบนิ่งลง และแสร้งพูดไปอย่างเคร่งขรึม เขาเป็จิติญญาที่เหลือของจู๋ฮวงจริงๆ แต่จิตใจของเขาคือจู๋ฮวงในวัยเด็ก ดังนั้นประสบการณ์จึงยังไม่มากพอ และยังอยู่ไกลเกินกว่าจู๋ฮวงในระดับที่สามารถใช้เพลิงอสุนีบาตปราบปรามหยดเืหยดนั้นได้
“เื่นี้เ้าไม่ต้องกังวลไป ไม่ช้าก็เร็วข้าจะกลืนกินเขาเข้าไป!” ฉินอวี่ตอบอย่างเฉยเมย แม้ว่าในใจจะยังระแวดระวัง แต่ฉินอวี่ก็ไม่อาจจะเปิดเผยอะไรออกไปต่อหน้าจู๋ฮวงได้ เมื่อเขาทำความเข้าใจไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม เขาก็รู้สึกได้ว่าจู๋ฮวงวัยเด็กมี... ฉินอวี่ก็ไม่รู้ว่าจะพูดเช่นไร บางทีก็รู้สึกเหมือนงี่เง่า บางทีก็รู้สึกว่าอวดฉลาด
จู๋ฮวง... มีความงี่เง่า? อวดฉลาดหรือ?
หากเป็ยุคสมัยหงหวง สิ่งนี้คงทำให้คนต้องมองเขาอย่างคนโง่ ในยุคหงหวงนับว่าเป็ที่สุดของ.... ช่างเถอะ เกรงว่าหากใครมาได้ยินเข้าอาจจะคิดว่าฉินอวี่เป็คนบ้า
ปฏิกิริยาของฉินอวี่นั้นเกินความคาดหมายของจู๋ฮวงยิ่งนัก เดิมคิดว่าฉินอวี่จะต้องใ จากนั้นเขาจะต้องถามตนเองว่าจะจัดการกับจิติญญาที่เหลืออยู่นั้นอย่างไร แต่ตอนนี้... ฉินอวี่กลับสงบนิ่งจนจู๋ฮวงเริ่มจะควบคุมไม่ได้ เป็ไปได้หรือไม่ว่า คนผู้นี้จะรับมือได้จริงๆ?
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จู๋ฮวงก็ถามขึ้นมาอีกครั้ง “อืม เ้าก็ต้องระวังหน่อยแล้วกัน จิติญญาที่ข้าบอกนั้นไม่ธรรมดาเลย หากตื่นขึ้นมาจะมีผลข้างเคียงที่รุนแรงมาก จริงสิ เ้าชื่ออะไร?”
“หลี่โหย่วฉาย!”
“เอาล่ะ หลี่โหย่วฉาย ข้าจะขออยู่ในร่างกายของเ้าสักพัก เพื่อเป็การตอบแทนเ้า ข้าจะคอยช่วยเ้าเวลาที่จิติญญาที่เหลือส่งผลข้างเคียงให้เ้า ยิ่งไปกว่านั้น ข้าจะสอนยอดผนึกฟ้าดินให้ เพียงแต่ ข้ายังต้องดูดซับพลังที่มากเพียงพอ ไม่เช่นนั้น ข้าอาจต้องกลับเข้าสู่สภาวะของการหลับใหลอีกครั้ง” จู๋ฮวงพูดเสียงดังกังวาน
ฉินอวี่ยังไม่ตอบทันอะไร จู๋ฮวงก็พูดขึ้นอีกครั้ง “จริงสิ หากข้าเข้าสู่การหลับใหลก็คงช่วยเ้าต้านทานจิติญญาที่เหลือนั่นไม่ได้แล้ว!” เขาเน้นตรงคำว่า “ช่วยไม่ได้” สามคำนี้อย่างหนักแน่น ราวกับว่ากลัวฉินอวี่จะไม่รู้ว่าการช่วยเหลือเขาก็เท่ากับช่วยเหลือตนเอง อย่างไรอย่างนั้น
กล้ามเนื้อบนใบหน้าของฉินอวี่กระตุกขึ้น คนผู้นี้คือจิติญญาจู๋ฮวงวัยเด็กจริงหรือ? แล้วจู๋ฮวงที่เป็เช่นนี้จะพัฒนาไปถึงระดับที่แม้แต่เืหยดเดียวก็ต้องใช้เพลิงอสุนีบาตปราบปรามไว้หรือไม่? มีอะไรผิดพลาดหรือ
“เ้าจะหลับหรือไม่หลับมันก็เื่ของเ้า? ไม่มีเ้า ข้าก็ตายไม่ได้! ข้าไม่ได้เปิดผนึกฝ่ามือเ่าั้ ดังนั้น ยอดผนึกฟ้าดินที่เ้าพูดถึงในวันนั้นก็คงไม่มีประโยชน์กับข้าแล้วล่ะ” ฉินอวี่พูดไปอย่างไม่ใส่ใจ ในตอนนี้ไม่สามารถแสดงความตื่นเต้นอะไรออกมาได้ ไม่เช่นนั้น ก็เกรงว่าจะทำให้จู๋ฮวงผู้ฉลาดและเ้าเล่ห์อาจใช้โอกาสนี้ทำอะไรขึ้นมาอีก นอกจากนี้ ฉินอวี่เองก็ยัง้าเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับยอดผนึกฟ้าดินและเื่เกี่ยวกับเื่ของโหมวเซี่ยน
จู๋ฮวงนิ่งอยู่นานโดยไม่พูดอะไร และไม่รู้ว่ากำลังตกตะลึง หรือกำลังคิดว่าตนเองกำลังเจอกับคนโง่อยู่หรือไม่
ยอดผนึกฟ้าดินไม่มีประโยชน์หรือ?
หากไปพูดเช่นนี้ในยุคหงหวง จู๋ฮวงรับรองได้เลยว่า ฉินอวี่ต้องตายอยู่ใต้กองน้ำลายของผู้คนแน่นอน
สิ่งที่ขึ้นชื่อว่าเป็ผนึกที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งยุคหงหวง นึกไม่ถึงเลยว่าหลี่โหย่วฉายจะบอกว่าไม่มีประโยชน์?
หากเรียกผนึกทั้งสิบแปดของฟ้าดินออกมารวมกัน แม้แต่ฟ้าดินยังต้องพังทลาย เป็สิ่งที่แทบจะไม่มีผู้ต้านทานได้ เป็สิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่ง และยังเป็ที่ปรารถนาของผู้คนอีกนับไม่ถ้วน แต่กลับบอกว่าไม่มีประโยชน์หรือ?
จู๋ฮวงใช้เวลาอยู่นานกว่าจะสงบสติอารมณ์ของตนเองได้ หากไม่ใช่เพราะจิติญญาของเขากำลังอ่อนแอเกินไป จู๋ฮวงวัยเด็กคงจะตบฉินอวี่ไปเต็มแรงแล้ว หลังจากเงียบไปนาน จู๋ฮวงก็พูดขึ้นช้าๆ “ยอดผนึกฟ้าดินมีความน่ากลัวกว่าที่เ้าจะจินตนาการได้ แม้เ้ายังไม่เปิดผนึกฝ่ามือเ้าก็เรียนรู้ได้ เริ่มแรกเ้าต้องควบคุมผนึกมือของข้าให้ได้! เมื่อเ้ามียอดผนึกฟ้าดินแล้ว... เ้าก็จะได้รู้ว่าตัวเ้าโง่เง่าแค่ไหน”
“ผนึกร้อยแปดแห่งฟ้าดินนี่เ้าเป็คนสร้างหรือ?” ฉินอวี่ถามกลับ
“แน่นอน!” จู๋ฮวงถามขึ้นกะทันหัน
“เช่นนั้นเ้าเป็วิชาผนึกฟ้าดินทั้งร้อยแปดเลยใช่หรือไม่?” ฉินอวี่ถามต่อ
“เอ่อ...” จู๋ฮวงพูดไม่ออก เขาเป็คนสร้างยอดผนึกฟ้าดินขึ้นมาก็จริงอยู่ แต่เป็เขาใน่วัยหลังจากที่สร้าง เขาเป็เพียงจู๋ฮวงวัยเด็กเท่านั้น... จะไปสร้างยอดผนึกฟ้าดินได้อย่างไร?
“ไม่ได้สินะ? เ้าทำไม่ได้แล้วจะมาสอนข้า?” ฉินอวี่เยาะเย้ย จู๋ฮวงคนนี้ยังไม่ใช่จู๋ฮวง หากจู๋ฮวงในวัยเด็กเป็วิชาผนึก์ทั้งร้อยแปดก็คงเป็เื่แปลกแล้ว
“ข้า... ต่อให้ข้าทำไม่ได้ แต่ตอนนั้นข้าก็ได้คุยกับตัวข้าในแต่ละ่เวลา ทำให้รู้แก่นของยอดผนึกฟ้าดิน เช่นเดียวกับยอดผนึกสังหารนี่ ข้าสามารถบอกเ้าได้ว่าต้องทำอย่างไร! หากเ้าสามารถััแผ่นศิลาเพิ่มเติมขึ้นได้ ข้าก็สามารถจะช่วยเ้าได้!” ดูเหมือนจู๋ฮวงจะไม่พอใจอย่างมากที่ได้ยินคำเยาะเย้ยและดูถูกของฉินอวี่
“พูดอ้อมค้อม เ้าแค่้าให้ข้าช่วยเ้าหาพลังงานเพิ่มมากขึ้นสินะ?” ฉินอวี่พูดเย้ยอยู่ในใจ ทันใดนั้น เขาก็พูดออกไปอย่างหมดความอดทน “พอเถอะ อย่ามาพูดจาเหลวไหลเลย ข้าถามเ้าหน่อยเถอะ มีวิธีไหนกำจัดจิติญญาที่หลงเหลืออยู่ได้บ้างหรือไม่?”
