มีสองครั้งที่ผู้าุโเหว่ยไม่เห็นใครเลยตอนที่จะตรวจชีพจรเพื่อปรับตำรับยา ดังนั้นเขาก็เลยะโและด่าออกมา ติงเหว่ยไม่รู้จะทำอย่างไร นางจึงทำได้เพียงปลอบใจอาจารย์ที่ยิ่งดื้อรั้นเหมือนเด็กมากขึ้นทุกวัน
ผู้าุโเหว่ยเองก็ทำใจโมโหลูกศิษย์ไม่ลง แต่เมื่อเขาไม่มีอะไรทำก็เลยสั่งงานให้นางมากขึ้น ให้นางท่องจำตำรับยาที่ใช้ในการรักษา แล้วเขาจะตรวจสอบทุกวัน
ติงเหว่ยกังวลเื่ครอบครัวตนเองไปด้วยแล้วก็ดูแลอันเกอเอ๋อร์ไปด้วย ทั้งยังต้องตั้งใจเรียนตำราแพทย์เพื่อแยกแยะสมุนไพรประเภทต่างๆ นางก็เลยผอมลงไปมาก
ในวันนี้นางจำได้ว่าอันเกอเอ๋อร์อายุครบหนึ่งขวบแล้ว นี่เป็เวลาที่ดีที่สุดสำหรับการหย่านมเด็ก และก็จำเป็ต้องกินธัญพืชห้าชนิด [1] เพื่อจะได้เติบโตอย่างแข็งแรงและสุขภาพดี
หลังจากคิดไปคิดมา นางจึงตัดสินใจลองทำโจ๊กดูก่อน
นางหยิบข้าวสารจำนวนหนึ่งออกมาและแช่น้ำเป็เวลานานไว้ก่อนแล้ว ตอนนี้นางไปตรวจสอบดูเห็นว่าเมล็ดข้าวนิ่มไปตั้งนานแล้ว ดังนั้นนางก็เลยพาเสี่ยวชิงไปห้องครัวใหญ่ที่เรือนนอกเพื่อไปใช้เครื่องโม่หินบดเมล็ดข้าวให้เป็ผง เพราะว่าที่เรือนในไม่มีเครื่องโม่หิน
ในมือของเสี่ยวชิงถือถุงผ้าใบเล็กหนึ่งใบ ภายในมีเมล็ดงาและถั่วลิสงอยู่ในนั้น
ระหว่างทางติงเหว่ยสังเกตเห็นว่าเสี่ยวชิงดูหดหู่ไปเล็กน้อย ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่มักจะมีรอยยิ้มอยู่เสมอ ทำให้นางรู้สึกแปลกใจ
ทว่านางก็ไม่ได้เอ่ยปากถามอะไรออกมา อย่างไรสาวน้อยคนนี้ก็อายุมากขึ้นหนึ่งปีแล้ว อย่างไรก็ต้องมีความกังวลของตนเองบ้าง
ทว่าหลังจากที่มาถึงเรือนนอกนางก็พบว่าสถานที่ที่เคยคึกคักอยู่เสมอไม่ว่าเวลาไหนยามนี้กลับเงียบสงัดมาก ป้าหลี่และคนครัวอีกสองคนกำลังซุบซิบพึมพำเื่อะไรบางอย่างอยู่ในห้องครัว
ติงเหว่ยเองก็รู้สึกประหลาดใจยิ่งขึ้น นางะโเรียกดังๆ ออกมาสองประโยคท่านป้าหลี่ถึงจะได้ยินและหันมาเห็นว่านางกำลังยืนอยู่ในลานก็เลยรีบวิ่งกุลีกุจอออกมา และลากแขนเสื้อของนางเข้าไปในห้องครัวอย่างรีบร้อน
ฮูหยินสองนางนั้นที่ทำงานใช้แรงงานต่างก็ก้มหน้าและแสร้งทำเป็ว่ากำลังยุ่งอยู่กับการทำงาน ทว่าดวงตาของพวกนางกลับมองมาทางนี้เป็ครั้งคราว เห็นได้ชัดว่าพวกนางมีเื่อะไรในใจ
ติงเหว่ยรู้สึกขบขันเล็กน้อย นางป้องข้าวในมือของนางและถามไปด้วยว่า “ป้าหลี่หาข้ามีเื่อะไรหรือเปล่า?”
ป้าหลี่เหลือบมองชามกระเบื้องเคลือบเล็กๆ ในมือของนาง แล้วก็มาเดินมากระซิบข้างหูอย่างลึกลับว่า “แม่นางติง เ้าว่านายน้อยที่ป่วยหนักอยู่ในเรือนในจะเป็ท่านแม่ทัพกงจื้อผู้มีชื่อเสียงโด่งดังคนนั้นหรือ?”
แม้แต่ฮูหยินที่อยู่ในป่าเขาชนบทอย่างป้าหลี่ก็ยังเคยได้ยินชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ของแม่ทัพใหญ่ผู้พิชิตแดนตะวันตกในตอนนั้น
ติงเหว่ยตระหนักได้ขึ้นมาทันทีว่าเพราะเหตุใดทุกคนถึงมีท่าทีแปลกไป ที่แท้ก็รู้ตัวตนของกงจื้อิแล้วนี่เอง
นางคิดไปคิดมาอยู่ครู่หนึ่งก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรต้องหลบซ่อน ดังนั้นนางก็เลยพยักหน้าด้วยรอยยิ้มว่า “ใช่แล้ว ความจริงแล้วนายน้อยอวิ๋นเป็ท่านแม่ทัพใหญ่กงจื้อ! เมื่อก่อนเขาถูกคนลอบทำร้ายโดยการวางยาพิษ ยามนี้ถึงได้เดินเหินไม่สะดวก ร่างกายอ่อนแอ ทว่าวันนี้ฟื้นตัวกลับมาเกือบเหมือนเดิมแล้ว!”
ฮูหยินทั้งสองคนได้ยินต่างก็ตื่นเต้น อดไม่ได้ที่จะยืดหูขึ้นเหมือนกระต่าย เสี่ยวชิงเองก็เดินเข้ามาใกล้มากขึ้น ดวงตาสีดำขลับของนางจ้องมองติงเหว่ยโดยไม่กะพริบตา
ป้าหลี่ประหลาดใจเป็อย่างมาก นางพูดออกมาด้วยความโกรธว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่ถูกคนลอบวางยาพิษอย่างนั้นหรือ? ไอ๊หยา เขาเป็คนดีขนาดนั้น ตอนนั้นเหล่ากองโจรชาวเถียเหล่ยพวกนั้นฆ่าคนมากมายนับไม่ถ้วน ทำให้สตรีและเด็กจำนวนไม่น้อยต้องกลับไปอยู่ที่ทุ่งหญ้า หากไม่ใช่เพราะว่าท่านแม่ทัพใหญ่นำทหารปราบพวกเถียเหล่ย เกรงว่าพวกเราทุกคนตอนนี้ก็คงไม่เหลือแล้ว จริงๆ แล้วใครทำร้ายท่านแม่ทัพกันแน่ แล้วจับได้หรือยัง? คนคนนั้นควรจะถูกมีดสับเป็ชิ้นๆ และตกนรกหมกไหม้!”
ถึงแม้ฮูหยินชาวนาจะมีความรู้น้อย ทว่านางก็ยังเข้าใจถึงหลักการตอบแทนบุญคุณ เมื่อได้ยินว่าผู้มีพระคุณถูกทำร้ายก็อดไม่ได้ที่จะกัดฟันและสาปแช่งไม่หยุด
ฮูหยินอีกสองคนและเสี่ยวชิงก็พยักหน้าพร้อมกัน ท่าทางของพวกนางเหมือนกันอย่างน่าใ
แม้ว่านางจะเดาว่าประชาชนรักและเคารพกงจื้อิไว้ก่อนแล้ว ทว่าเมื่อเห็นด้วยตาตนเองว่าคนข้างกายของนางต่างก็มีท่าทีเช่นนี้ ติงเหว่ยก็ััได้ถึงความหวานชื่นที่เอ่อล้นขึ้นมาเต็มหัวใจ ไม่มีหญิงคนใดที่ไม่ชอบเห็นผู้ชายที่ตนเองหลงรักเป็วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
ทว่าถ้อยคำบางอย่างก็สามารถพูดได้ และบางอย่างก็ไม่สามารถพูดได้อย่างหมดเปลือก นางส่ายศีรษะและตอบอย่างคลุมเครือว่า “คนที่วางยาพิษแม่ทัพกงจื้อถูกค้นพบตั้งนานแล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถทำอะไรเขาได้ แต่ยังไง์ก็คุ้มครอง มิเช่นนั้นยามนี้ที่ฮ่องเต้จอมเผด็จการมัวแต่เอาอกเอาใจคนไม่ดีและทำร้ายขุนนางและประชาชน หากแม่ทัพกงจื้อไม่เผชิญหน้ากับความยากลำบากและลุกขึ้นสู้ขึ้นมา พวกเราประชาชนคนธรรมดาตัวเล็กๆ ไหนเลยจะมีชีวิตที่ดีเฉกเช่นทุกวันนี้ได้!”
ถ้อยคำเหล่านี้ของนางต่างก็มีหลักฐานยืนยัน
…..
เมื่อไม่กี่วันก่อน มีการเก็บเกี่ยวข้าวสารใหม่ในทุ่งนา ประชาชนต่างก็กำลังดีใจ แต่แล้วก็มีข้อความจากหน่วยงานทางการในเมืองว่า้าให้ทุกหมู่บ้านเพิ่มอัตราภาษีพืชผลในทันที ไม่เพียงเท่านี้ ทุกบ้านยังต้องส่งข้าวสารเพิ่มขึ้นสามร้อยจิน
หลังจากที่มีข่าวออกมา ทุกคนต่างก็พากันคิดไม่ตกว่าเป็คำสั่งจากทางการหรือว่าขุนนางแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวกันแน่ ั้แ่อำเภอเมืองจนถึงหมู่บ้านต่างก็เละเทะและวุ่นวายกันไปหมด เนื่องจากเหล่าทหารไร้คุณธรรมกลับพากันปล้นอย่างเปิดเผย
มีคนจำนวนนับไม่ถ้วนที่ะโร่ำไห้และโขกหัวลงกับพื้นดินเพื่อต่อต้านกับพวกเหล่าทหารของทางการ แต่สุดท้ายพวกเขาทำได้เพียงจ้องมองทหารของทางการแย่งเอาพืชผลที่ครอบครัวของตนเองลำบากทำมากว่าหนึ่งปีกลับเข้าไปในที่ว่าการอำเภอ โดยที่ทำอะไรไม่ได้เลย
ในขณะที่ทุกคนกำลังสิ้นหวัง กงจื้อิก็ลุกขึ้นมาและประกาศข่าวว่าเขายังมีชีวิตอยู่ เขานำกองกำลังจากหน่วยเก่าบุกเข้ายึดครองที่ว่าการอำเภอเป็ที่แรก และจับขุนนางผู้นั้นเข้าคุก แล้วนำพืชผลทั้งหลายที่ไปแย่งมาจากประชาชนคืนให้แก่พวกเขาไป หลังจากนั้นก็ควบคุมราคาสินค้าในอำเภอเมือง ทำโทษเหล่าพ่อค้าพืชผลรายใหญ่ที่ปรับราคาขึ้นไปจนสูง และยังเกณฑ์ผู้อพยพและขอทานเข้าร่วมกองทัพ ส่วนผู้หญิงและเด็กที่ไม่สามารถเข้าร่วมกองทัพได้ก็รับดูแลไว้ที่สถานดูแลสุขภาพชั่วคราว ให้สตรี ฮูหยิน หรือแม่เฒ่าที่อายุมากหน่อยคอยช่วยดูแลเด็กๆ
มาตรการต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อประชาชนเหล่านี้ทำให้เขาชนะใจประชาชนได้อย่างสมบูรณ์ และมีคนหนุ่มสาวจำนวนมากที่เลือกจะยืนหยัดภายใต้ธงแห่งความยุติธรรมในการกวาดล้างคนเลวข้างกายฮ่องเต้
กงจื้อิแต่งตั้งชายหนุ่มคนหนึ่งที่ชื่อ สวี่ชาง ขึ้นมาเป็ผู้ปกครองอำเภอชั่วคราว สวี่ชางเป็คนมากความสามารถั้แ่เด็ก ทั้งยังสง่างามและอ่อนโยน ตอนนั้นเขาก็เป็หนึ่งในผู้ใต้บังคับบัญชาคนหนึ่งของกงจื้อิ และเขาก็มีความสามารถมาก
แต่หลังจากที่กงจื้อิ “เสียชีวิต” กองทัพที่พิชิตดินแดนตะวันตกอันยิ่งใหญ่ก็ถูกฮ่องเต้ปราบปราม และไม่เรียกใช้งานอีกต่อไป สวี่ชางเป็คนมากความสามารถที่มีชื่อเสียง หากไม่มีใครนำไปใช้งานไหนเลยจะมีชีวิตที่ดีได้ เขาจึงทำได้เพียงกลับไปอยู่ในชนบทและเปิดร้านอาหารเพื่อหาเลี้ยงชีพตนเอง
ใน่แรกที่กงจื้อิตามหาเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาคนเก่าๆ เขาที่ได้รู้ข่าวก็ทิ้งทุกอย่างและรีบมาอย่างรวดเร็วโดยทันที
กงจื้อิเองก็ดีใจเป็อย่างมาก เดิมทีสกุลกงจื้อก็เป็สกุลของอู่โฮ่วอยู่แล้ว ข้างกายของเขาเต็มไปด้วยผู้บัญชาการทหาร คนที่เชี่ยวชาญด้านการปกครองก็มีน้อยมากจริงๆ การมาของสวี่ชางช่วยแก้ปัญหาด่วนนี้ไปในทันที เขารับอำเภอชิงผิงที่วุ่นวายไปจัดการต่อ
ั้แ่นั้นเป็ต้นมาอำเภอชิงผิงก็กลายเป็อำเภอเมืองที่ปลอดภัยเป็แห่งแรกของกองทัพอี้จวิน จากนั้นก็มุ่งปฏิบัติการไปทางใต้เรื่อยๆ
สวี่ชางเองก็มีพร์จริงๆ เขาไม่ได้ทำให้กงจื้อิผิดหวังเลยแม้แต่น้อย ภายในไม่กี่วันเขาก็ถือโอกาสจัดการพวกกลุ่มอันธพาลในคืนเดียว และยังควบคุมราคาพืชผลที่ขึ้นอย่างบ้าคลั่ง จากนั้นในอำเภอเมืองก็กลับคืนสู่สภาพสงบเรียบร้อยตามเดิม
……
และตอนนี้ที่ติงเหว่ยพูดถ้อยคำเหล่านี้ออกมา ก็ทำให้ป้าหลี่ เสี่ยวชิงและคนอื่นๆ เกิดความรู้สึกร่วมกันขึ้นมา
มีหลายๆ คนพยักหน้าพร้อมๆ กัน ป้าหลี่ก็พูดชมออกมาว่า “ภายในเวลาไม่กี่วันราวกับว่าสถานที่แห่งนี้ที่พวกเราอยู่เปลี่ยนไปมาก ราวกับเปลี่ยนไปเป็อีกที่หนึ่งยังไงอย่างนั้น วันนี้ตอนที่ข้าออกไปข้างนอกก็ไม่เห็นผู้อพยพที่บนถนนเลย”
“ข้าได้ยินมาว่าผู้อพยพพวกนั้นล้วนถูกเกณฑ์เข้ากองทัพไปหมดแล้ว!” เสี่ยวชิงหัวเราะคิกคักและพูดข่าวที่ตนเองได้ยินมา ใบหน้าของนางขึ้นสีแดงเืฝาด และแอบมองติงเหว่ยเป็ครั้งคราว
ป้าหลี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดนางก็ถามสิ่งที่อยู่ในใจลึกๆ ของนางออกมา “แม่นางติง เ้าเองก็อยู่ในเรือนใน ทั้งยังสนิทสนมกับผู้าุโอวิ๋นและแม่ทัพกงจื้อด้วย ข้าเลยอยากถามสักหน่อยว่า ท่านแม่ทัพกลับคืนสู่สถานะเดิมแล้ว และยังเป็คนที่ทำการใหญ่ด้วย เช่นนั้นจวนแห่งนี้ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะว่างออกไป เช่นนั้นพวกเราที่ถูกรับเข้ามาใหม่จะทำยังไงกัน? ผู้าุโอวิ๋นมีแผนการอะไรหรือไม่?”
เสี่ยวชิงและฮูหยินทั้งสองคนนั้นต่างก็มองมาอย่างตื่นตระหนกเช่นกัน เห็นได้ชัดว่าพวกนางก็กังวลกับชีวิตในวันหน้าเช่นกัน
ในที่สุดติงเหว่ยก็เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ที่แท้คนเหล่านี้ก็เกรงว่าหากกงจื้อิย้ายออกไปแล้ว พวกเขาก็จะถูกไล่ออก และชีวิตของพวกเขาก็ไม่เหลืออะไรให้คาดหวังอีกต่อไป
ต้องรู้ว่าตอนแรกที่พวกเขาถูกซื้อเข้ามาในสกุลอวิ๋นก็เป็เพราะว่าพวกเขาไร้ที่พึ่ง หากว่าเป็่เวลาที่ข้างนอกสงบสุขก็ยังจะดีสักหน่อย แต่ว่าตอนนี้กำลังอยู่ในภาวะา หากว่าออกไปก็เหมือนกับยามเช้าที่มิอาจรับรองได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในยามค่ำคืน [2] ราวกับกำลังรนหาที่ตายชัดๆ!
หลังจากที่ติงเหว่ยคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วก็รีบปลอบใจพวกนางอย่างรวดเร็วว่า “ไม่เป็ไร พวกเ้าอย่าได้กังวลไปเลย ต่อให้แม่ทัพกงจื้อจะย้ายออกไปแล้ว แต่ที่นี่ก็ยังคงถูกเก็บไว้และไม่มีทางที่จะขับไล่พวกเ้าออกไปด้วย! ขอเพียงยังมีสถานที่ให้หลบภัย และมีอาหารให้กินอิ่มท้อง ด้วยฝีมือการทำอาหารของป้าหลี่และเสี่ยวชิงทั้งสองคน ยังต้องกลัวว่าจะไม่รอดชีวิตอีกอย่างนั้นหรือ?”
ถ้อยคำเหล่านี้ทำให้ป้าหลี่ยิ้มออกมา นางปาดมือไปที่หางตา ใบหน้าแดงเล็กน้อย “ให้แม่นางติงเห็นเื่น่าอายเข้าแล้ว ข้าเองก็กังวลเหมือนกัน พวกเราอ่อนแอและไม่มีอำนาจ ไม่มีญาติอยู่ข้างกาย ก็เลยคิดว่ามีนายท่านดีๆ คอยดูแล แล้วยังพอหาเงินได้สักหน่อย มิเช่นนั้นอยู่ตัวคนเดียวในโลกใบนี้ก็เหมือนกับเป็เป้าเคลื่อนที่ให้คนอื่นมาแย่งชิงไป!”
ในขณะที่พูดอยู่ นางก็มองไปที่เสี่ยวชิง
เป็อย่างที่คาดไว้ ใบหน้าของเสี่ยวชิงก็มืดครึ้มลงในทันใด มือเล็กๆ ของนางกำเข้าไว้ด้วยกัน ท่าทางดูน่าสงสาร
ติงเหว่ยมองอย่างขบขัน และนางก็ถือโอกาสพูดออกมาว่า “ป้าหลี่พูดเช่นนี้ มิสู้รีบแต่งเสี่ยวชิงเข้าบ้าน นางจะได้ไม่ต้องทำให้คนอื่นเป็ห่วง เสี่ยวชิงเ้าเองก็รีบมีหลานชายคนโตไวๆ!”
“ไอ๊หยา พี่ติง พี่พูดอะไรน่ะ ข้าไม่ยุ่งกับพี่แล้ว!” ใบหน้าของเสี่ยงชิงแดงเถือกขึ้นมาทันที นางกระทืบเท้าด้วยความเขินอายและหมุนตัวเดินกลับไปหลบอยู่ในห้อง
ต่อให้ปกติป้าหลี่จะปฏิบัติตัวอย่างรักใคร่และสนิทสนม และแสดงออกหลายครั้งว่าอยากจับคู่ให้นางกับเสี่ยวฝูจื่อทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทว่าใบหน้าของสาวน้อยกลับบอบบางราวกับกระดาษที่โปร่งใส ไหนเลยจะสามารถต้านทานการหยอกล้อเช่นนี้ได้
ทุกคนต่างก็หัวเราะออกมา แววตาของป้าหลี่พลันสว่างวาบขึ้น ในใจก็ครุ่นคิดว่าจะรีบจัดการเื่งานแต่งงานของลูกชายให้เร็วขึ้นดีหรือไม่
ติงเหว่ยเองก็ไม่รบกวนการวางแผนของป้าหลี่ นางหมุนตัวหันไปหาฮูหยินทั้งสองคนนั้นแล้วพูดว่า “พวกเ้าทำงานของพวกเ้าอย่างสบายใจเถิด ท่านแม่ทัพกับท่านลุงอวิ๋นไม่มีทางที่จะไล่พวกเ้าออกไปหรอก ตราบใดที่พวกเ้าตั้งใจทำงานของตนเองให้ดีและมีความจงรักภักดีต่อนายท่าน!”
ทั้งสองคนรีบพยักหน้าอย่างรวดเร็ว และตอนนี้ป้าหลี่ก็มีสติกลับมา นางจึงพูดสำทับออกมาด้วยว่า “วางใจเถอะ ท่านแม่ทัพของพวกเราเป็คนดี เป็วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ การที่เราติดตามนายท่านเช่นนี้ไม่มีทางที่จะผิดพลาดอย่างแน่นอน”
ในขณะที่พูดอยู่นางก็พับแขนเสื้อขึ้นเพื่อไปหั่นมันฝรั่งแล้วะโออกมาว่า “มีคนมากมายกำลังรอกินข้าวอยู่ พวกเราต้องเร่งมือหน่อยแล้ว”
ฮูหยินทั้งสองคนก็ยุ่งเช่นกัน คนหนึ่งกำลังนวดแป้งและนึ่งซาลาเปา อีกคนกำลังก่อไฟเพื่อจะทำโจ๊ก
อาหารสำหรับคนรับใช้ในสกุลอวิ๋นนั้นเป็ของคุณภาพดีมาโดยตลอด แต่ทุกวันนี้ข้าวยากหมากแพง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะลดมาตรฐานลงมาสักเล็กน้อย ปกติแล้วในตอนเช้าจะมีหมั่นโถว ข้าวต้มและเครื่องเคียง ซึ่งข้าวต้มนั้นก็เติมหมูเห็ดเป็ดไก่ลงไปหลายชนิด รสชาติความอร่อยคงไม่ต้องพูดถึง อย่างน้อยก็กินแล้วมีพละกำลัง เดิมทีจะเว้นสักสองสามวันมากินข้าวบ้างสักมื้อ แต่่นี้ก็เปลี่ยนจากข้าวสารเป็ข้าวที่ทำจากข้าวโพดแทน ทว่าต่อให้เป็เช่นนี้ทุกคนก็ยังรู้สึกพอใจเป็อย่างมาก
อย่างไรในภาวะที่ากำลังใกล้เข้ามาเช่นนี้ ไม่รู้ว่ามีคนมากมายเท่าไรที่ต้องเสียชีวิตอยู่ข้างถนน แต่พวกเขามีที่พักพิงจากลมและฝน ทั้งยังมีข้าวและกับร้อนๆ กิน นี่ก็ถือว่า์คุ้มครองแล้ว และต้องขอบคุณนายท่านที่เมตตา
-----------------------------------------
[1] ธัญพืชห้าชนิด 五谷杂粮 หมายถึง ข้าวเปลือก ข้าวสาลี ถั่ว ข้าวโพด มันฝรั่ง
[2] ยามเช้ามิอาจรับรองได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในยามค่ำคืน 朝不保夕 หมายถึง ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น
