“วางใจเถอะ ฉันไม่ดื่มเหล้ากับพวกเขาแน่ๆ” เมื่อเห็นเขามีท่าทางกังวล คังอิงก็ยืนยันกับสือเจียงหย่วน
ทั้งสองไม่ได้เคร่งครัดเื่การไม่พูดจาในขณะกินอาหาร จึงกินไปพลางคุยกันไปพลาง
ตอนเที่ยงอากาศร้อนอบอ้าว อุณหภูมิในครัวก็สูงมาก ขณะที่สือเจียงหย่วนกำลังกินอาหาร เหงื่อก็ไหลอาบใบหน้าของเขา
ครั้นเห็นหยาดเหงื่อผุดพรายอยู่บนจมูกของคังอิง สือเจียงหย่วนจึงวางตะเกียบในมือลง แล้วบอกว่า “ผมจะไปหาดูหน่อย น้ารองไม่ได้เอาพัดลมไปบ้านใหม่ พัดลมเก่าๆ น่าจะยังอยู่ที่นี่”
พูดจบ สือเจียงหย่วนก็เดินตรงไปยังห้องเก็บของเก่าห้องนั้น ไม่นานเขาก็ถือพัดลมตั้งพื้นเดินออกมา
สือเจียงหย่วนใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดฝุ่นบนพัดลม จากนั้นก็เสียบปลั๊ก พัดลมส่งเสียง ‘หวือๆ’ แล้วหมุน
“ใช้ไปก่อนนะครับ พอกินข้าวเสร็จแล้วผมจะหยอดน้ำมันหล่อลื่นให้ มันจะใช้งานได้ดีขึ้น”
พอมีพัดลมแล้วก็รู้สึกเย็นสบายขึ้นมาก หลังจากกินอาหารเสร็จ คังอิงก็จัดการเก็บจานชาม พลางบอกว่า “บ่ายสามโมงบริษัทเปิดทำการ ฉันจะไปหาผู้จัดการหลี่ที่สำนักงานใหญ่ห้างมิตรภาพ ดูว่าเื่นี้คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว”
แต่สือเจียงหย่วนกลับห้ามเธอ “คุณไม่ต้องรีบร้อนหรอก เื่ของพวกเขาไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ต้องเกี่ยวข้องกับการโยกย้ายตำแหน่งของคนภายในด้วย กว่าจะสรุปผลได้คงต้องใช้เวลาอีกนาน”
ทันทีที่คังอิงได้ฟัง เธอก็ร้อนใจขึ้นมา “แล้วจะทำยังไงดีล่ะ? สัญญาที่เราเซ็นกับผู้จัดการไช่คือ พวกเขาจะส่งสินค้าให้เราในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า หากเราไม่ได้เซ็นสัญญาก่อนล่วงหน้าครึ่งเดือน แล้วเริ่มตกแต่งร้านค้า ถ้าสินค้ามาถึง พวกเราจะทำยังไง?”
อันที่จริงการใช้เวลาตกแต่งร้านค้าเพียงแค่ครึ่งเดือน มันเป็เื่ที่บ้ามาก คังอิงไม่อยากจะคิดเลยจริงๆ
สือเจียงหย่วนกลับไม่ร้อนใจ เขาถามว่า “คุณวางแผนจะตกแต่งร้านยังไงบ้าง?”
คังอิงบอก “ฉันไปสำรวจมาแล้ว ภายในตัวเมืองนี้ไม่มีห้างสรรพสินค้าหรูเลย ในเมื่อเราจะรับเหมา่ห้างสรรพสินค้ามิตรภาพทั้งหมด ฉันก็เลยอยากตกแต่งห้างให้ดูหรูหราหน่อย ระหว่างชั้นสองกับชั้นสามติดตั้งบันไดเลื่อนเพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของห้าง แต่ค่าติดตั้งบันไดเลื่อนอย่างเดียว ต้องใช้เงินตั้งสองแสนหยวนแล้ว
แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เราสามารถคุยกับบริษัทผู้ผลิตบันไดเลื่อนได้ ให้เขาติดตั้งให้ก่อน แล้วค่อยจ่ายเงิน เพราะห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่แบบนี้ก็เหมือนเป็หลักประกัน ฉันคิดว่าทางบริษัทผู้ผลิตคงยอมตกลง”
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็กลยุทธ์ที่คังอิงใช้ในชาติที่แล้ว การทำธุรกิจใหญ่โต ล้วนแต่ต้องใช้เงินของคนอื่นมาสร้างรายได้ มีนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จคนไหนบ้างที่จะรอจนมีเงินล้านหยวน ถึงจะเริ่มทำธุรกิจล้านหยวนกัน? ปกติแล้วคนเรามักจะคิดทำธุรกิจล้านหยวน ในขณะที่ในกระเป๋าตัวเองมีเงินแค่แสนหยวนเท่านั้น
สือเจียงหย่วนรู้สึกว่าระดับการตกแต่งที่คังอิง้านั้น เกินความคาดหมายของเขาไปมาก เขาใเล็กน้อย เพราะวิสัยทัศน์ของคังอิงนั้นก้าวหน้าเกินไปสำหรับอำเภอหลี่ว์ ชายหนุ่มเอ่ยถามอย่างลังเล
“แบบนี้มันจะดูล้ำสมัยเกินไปไหมครับ? ถ้าไม่ติดตั้งบันไดเลื่อนล่ะ?”
“ฉันอยากทำให้ห้างสรรพสินค้ามิตรภาพกลายเป็แลนด์มาร์กในการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าของอำเภอหลี่ว์” คังอิงบอก “บันไดเลื่อนนั้นจำเป็ต้องติดตั้ง มันคือโครงการสร้างภาพลักษณ์ อ้อ จริงสิ เื่กู้ยืมเงินเป็ยังไงบ้างคะ? เงินทุนเริ่มต้นสองแสนหยวนนั่น โอนให้ฉันก่อนได้ไหม?”
สือเจียงหย่วนตั้งใจเอาเงินจำนวนนี้มาให้คังอิงลองทำธุรกิจอยู่แล้ว เขาจึงไม่ได้เสียดายเงินจำนวนนี้เลยแม้แต่น้อย เขาบอกว่า “คุณไปเปิดบัญชีธนาคารเถอะ เดี๋ยวผมจะโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารให้”
แม้ว่าตอนนี้จีนจะเริ่มทำบัตรประจำตัวประชาชนแล้ว แต่ไม่ได้บังคับให้ทุกคนต้องไปทำ นอกจากเมืองใหญ่ๆ ที่เริ่มมีการผลักดันเื่นี้ ชาวบ้านในพื้นที่ทั่วไปไม่ได้รู้สึกว่าบัตรประจำตัวประชาชนจะมีประโยชน์อะไร พวกเขายังคงใช้ทะเบียนบ้านกันอยู่
ที่สือเจียงหย่วนพูดเช่นนี้เป็เพราะเขาไม่ต่อต้านแผนการตกแต่งร้านของคังอิง เธอจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก สิ่งที่เธอกลัวมากที่สุดก็คือ การที่ผู้ลงทุนอย่างสือเจียงหย่วนจะเข้ามาชี้ไม้ชี้มือวิจารณ์เกี่ยวกับงานของเธอ แต่คิดไม่ถึงว่าสือเจียงหย่วนกลับเชื่อใจเธออย่างหมดหัวใจ
ดังนั้นหลังจากกินข้าวเสร็จ พวกเขาจึงไปเปิดบัญชีธนาคารที่ธนาคารอุตสาหกรรมและพาณิชย์ของจีนประจำอำเภอ สือเจียงหย่วนโอนเงินสองแสนหยวนเข้าบัญชีของคังอิงทันที
เนื่องจากจำนวนเงินสูงมาก ทำให้ผู้จัดการสาขาของธนาคารอุตสาหกรรมและพาณิชย์ตื่นตะลึง และการที่บัญชีธนาคารของคังอิงมีเงินจำนวนมาก ทำให้เธอได้รับการยกระดับให้เป็ลูกค้าวีไอพี
ผู้จัดการสาขาแซ่ถู เขาเชิญสือเจียงหย่วนและคังอิงไปที่ห้องรับรอง ต้อนรับพวกเขาด้วยน้ำชาชั้นดี พลางพูดกับคังอิงด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“ต่อไปหากคุณ้าฝากเงิน ไม่ว่าจะมีจำนวนมากขนาดไหน เราสามารถให้บริการรับฝากเงินถึงบ้าน และรับประกันความปลอดภัยเงินของคุณด้วยครับ”
คังอิงคิดไม่ถึงเลยว่าการแข่งขันในภาคธนาคารจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว ไม่ใช่ว่าธนาคารของรัฐขนาดใหญ่ทั้งสี่แห่งจะหยิ่งยโสมากไปตามหลักการหรือ?
ดูเหมือนว่าธนาคารที่ัักับวงการการเงินโดยตรงนั้น มีความอ่อนไหวต่อการค้ามากกว่าใคร คังอิงรีบจดเบอร์โทรศัพท์ที่ทำงานและเบอร์วิทยุติดตามตัวของผู้จัดการถูเอาไว้ทันที
ต่อไปหากห้างสรรพสินค้าเปิดทำการ แล้วธุรกิจดำเนินไปได้ด้วยดี แน่นอนว่าคงต้องใช้บริการด้านนี้จากธนาคาร คังอิงจึงไม่ปฏิเสธความหวังดีของผู้จัดการถู
หลังจากที่เดินออกมาจากธนาคารอุตสาหกรรมและพาณิชย์แล้ว สือเจียงหย่วนมองสมุดทะเบียนบ้านในมือคังอิง ก่อนบอกเธอว่า “ถ้ามีเวลาว่าง คุณไปทำบัตรประชาชนที่สถานีตำรวจเถอะ บัตรประชาชนสะดวกกว่านะ ดูสิ ก็เหมือนกับของผมนี่แหละ”
สือเจียงหย่วนหยิบการ์ดบางๆ ใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเงิน แล้วยื่นให้คังอิงดู
แน่นอนว่าคังอิงรู้ว่ามันคือบัตรประจำตัวประชาชน แต่มันน่าจะเป็บัตรประจำตัวประชาชนรุ่นแรกที่ดูเรียบง่าย เป็แค่กระดาษที่ติดรูปถ่ายแล้วเคลือบพลาสติก ไม่อาจเทียบกับบัตรประจำตัวประชาชนรุ่นหลังๆ ที่มีเทคโนโลยีป้องกันการปลอมแปลง บัตรประจำตัวประชาชนทั้งสามรุ่นก็ต่างกันไป จนไม่อาจเอามาเปรียบเทียบกันได้
ตอนนี้ยังไม่มีการบังคับให้ทุกคนต้องทำบัตรประจำตัวประชาชน ดังนั้นคนที่ไม่ค่อยได้ออกไปไหนก็ไม่คิดที่จะไปทำ ถ้าจำเป็ก็แค่พกสมุดทะเบียนบ้านไปก็พอ
คังอิงรู้ตัวว่าในฐานะที่เป็นักธุรกิจ ต่อไปคงต้องเดินทางไปโน่นมานี่บ่อยๆ คงต้องใช้บัตรประจำตัวประชาชนเยอะแน่ๆ เธอจึงตอบรับด้วยความยินดีว่า “ค่ะ งั้นฉันจะไปทำที่สถานีตำรวจเดี๋ยวนี้เลย”
คังอิงเป็คนคล่องแคล่วจริงๆ สือเจียงหย่วนไม่นึกว่าเธอจะรับฟังคำแนะนำของเขาในทันที
เขานั้นเคยบอกพวกลูกพี่ลูกน้องชายหญิงของตัวเองมาหลายครั้งแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่สนใจ และี้เีเกินกว่าจะไปทำบัตรประจำตัวประชาชน
สือเจียงหย่วนบอกกับคังอิงว่า “ผมจะเป็คนดี ก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด ผมไปส่งคุณที่สถานีตำรวจดีไหม? การทำบัตรประชาชนไม่ได้ยุ่งยากอะไร คุณพกสมุดทะเบียนบ้านมาด้วยพอดี แค่ถ่ายรูปแล้วกรอกเอกสารไม่กี่ฉบับก็เสร็จแล้ว”
คังอิงพยักหน้า เธอที่ไม่ได้เกรงใจรับปากตกลง
สือเจียงหย่วนขับรถไปส่งคังอิงที่สถานีตำรวจตำบลอูเจียงตามทะเบียนบ้านของเธอ
ที่ตั้งศูนย์กลางอำเภอหลี่ว์คือตำบลอูเจียง ตอนเ้าหน้าที่ตำรวจถามที่อยู่ของเธอ คังอิงก็รู้สึกลำบากใจอยู่บ้าง
หลังจากที่คังอิงแต่งงานกับฟู่ซินหลาง เธอไม่ได้โอนย้ายชื่อออกจากทะเบียนบ้านของบ้านพ่อแม่ เพราะโรงเรียนศูนย์กลางประถมศึกษาอูเจียงที่อยู่ใกล้ๆ บ้านพ่อแม่ของเธอเป็โรงเรียนประถมที่ดีที่สุดในพื้นที่ ตอนนั้นมีข่าวลือว่า ต่อไปการเข้าเรียนในโรงเรียนประถมจะต้องดูตามทะเบียนบ้าน
ดังนั้นตอนที่คังอิงแต่งงาน เธอจึงไม่ย้ายชื่อออกจากทะเบียนบ้าน เธอคิดว่าหากมีลูก ลูกของเธอจะได้เข้าเรียนที่โรงเรียนศูนย์กลางประถมศึกษาอูเจียง
โรงเรียนประถมที่อยู่บริเวณบ้านของฟู่ซินหลางคือ โรงเรียนประถมศึกษาทดลองอูเจียง ระดับการเรียนการสอนนั้นสู้โรงเรียนศูนย์กลางประถมศึกษาไม่ได้ คนในพื้นที่ต่างพากันอยากให้ลูกๆ ได้เรียนที่โรงเรียนศูนย์กลางประถมศึกษามากกว่าโรงเรียนประถมศึกษาทดลอง
ดังนั้นคังอิงจึงไม่ย้ายชื่อออกจากสมุดทะเบียนบ้านของครอบครัวเธอ พอตำรวจถาม เธอก็รู้สึกไม่อยากกรอกที่อยู่บ้านพ่อแม่ เพราะจากสิ่งที่เ้าของร่างเดิมเผชิญมา เธอไม่ชอบครอบครัวนั้น แต่หลังจากครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ สุดท้ายเธอก็ไม่มีทางเลือกนอกจากกรอกข้อมูลตามเดิมลงไปในบัตรประจำตัวประชาชนก่อน
