ในใจของหม่าชิงเรียกได้ว่าขมขื่นยิ่งนัก ทว่าก็ต้องเอ่ยหาเหตุผลมารองรับ “คว้าโอกาสยามที่เทศกาลฉลองข้ามปีกำลังจะมาถึง ข้าจะทำให้พริกสับดองกับเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ดังระบือไกลไปถึงเมืองหลวง!”
ปีนี้เฟิ่งซื่ออายุสามสิบเอ็ดปี นางสวมกระโปรงยาวสีน้ำเงิน รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น
ใบหน้าของนางกลมมน ดวงตาเรียวเล็ก จมูกโด่ง ปากจิ้มลิ้ม ผิวขาวเนียน เรือนผมเกล้าเป็ทรงมวยหลังม้า ประดับด้วยปิ่นทองรูปดอกเหมย ดูจากภายนอกแล้วมากที่สุดก็เพียงยี่สิบห้าถึงยี่สิบหกปี นางเอ่ยสัพยอกว่า “ท่านยังไม่ทราบว่าวันนี้เหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ขายดีเพียงใด ก็คุยโวว่าจะพาเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ไปขายถึงเมืองหลวงแล้วหรือเ้าคะ?”
“แน่นอนว่าต้องขายดีเป็เทน้ำเทท่า” สีหน้าของหม่าชิงมั่นอกมั่นใจเป็อย่างยิ่ง ทว่าภายในใจกลับหาได้อยู่สุขไม่
เหนียนเหนียนโหย่วอวี๋เป็อาหารจานหลักที่เขาผลักดันก่อนเข้าสู่ฤดูกาลเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่
หากขายดีก็จะสามารถขับเคลื่อนกิจการเหลาอาหารที่มี และโจมตีคู่แข่งทางการค้าได้ ทว่าในทางตรงกันข้าม นอกจากเื่ที่เสียเงินเสียทองแล้ว ยังต้องเสียหน้า เสียชื่อเสียง ทั้งยังจะถูกคู่แข่งทางการค้าหัวเราะเยาะอีกด้วย
“เมื่อวานข้าได้ลองทานเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋แล้ว รสชาติล้ำเลิศถูกปาก พริกสับดองพวกนั้นก็ใช่ว่าจะทำกันได้ง่ายๆ มันสามารถทำให้หัวปลาที่แสนจะธรรมดากลายเป็อาหารที่เลิศรสถึงเพียงนั้นได้” เฟิ่งซื่อหวนคิดถึงรสชาติของหัวปลาที่มีทั้งความเค็ม ความหอมและความเผ็ด ความรู้สึกที่สะท้อนกลับมาคือการกลืนน้ำลายอึกใหญ่
นางเคยทานอาหารรสเลิศมามากมายหลายอย่าง ทว่าเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋สามารถทำให้นางจดจำไม่รู้ลืม
“ััได้ถึงความรู้สึกราวกับเปลี่ยนขยะให้กลายเป็ของวิเศษล้ำค่าแล้วใช่หรือไม่?” หม่าชิงหัวเราะอย่างภาคภูมิใจ “หากภรรยาโปรดปราน พรุ่งนี้ก็สั่งให้ห้องครัวทำให้ทานอีก” หลังจากนั้นเขาก็เรียกผู้ติดตามให้เข้ามา พร้อมเอ่ยกำชับว่า “พรุ่งนี้จงไปเหลาอาหาร และเลือกหัวปลาที่ใหญ่ที่สุดกลับมาปรุงอาหารให้ฮูหยินของพวกเ้าทาน”
เหลาอาหารหลายแห่งของหม่าชิงในเมืองเซียง ทำการส่งคนไปที่แม่น้ำเซียง เพื่อซื้อวัตถุดิบปลาหัวโตมาทำเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋โดยเฉพาะ
ปลาหัวโตในแม่น้ำเซียงล้วนเป็ปลาที่เกิดตามธรรมชาติ ตัวที่ใหญ่ที่สุดหนักหลายร้อยจิน ในขณะที่ตัวเล็กที่สุดหนักเพียงไม่กี่จินเท่านั้น
ปลาหัวโตนี้ไม่ควรจะใหญ่และไม่ควรจะเล็กเกินไปเช่นกัน ปลาที่ถูกเลือกมีน้ำหนักเพียงหกถึงเจ็ดจินเท่านั้น หากตัดเพียงส่วนหัวของปลาก็จะเหลือน้ำหนักเพียงสามถึงสี่จิน
หลังจากที่ซื้อปลาหัวโตกลับมาได้แล้วก็จะส่งไปชำแหละโดยนักฆ่าปลามือฉมัง จัดการขอดเกล็ดปลาให้สะอาดเอี่ยม เลาะเหงือกปลาออกให้หมด ก่อนจะนำปลาที่เหลือมานึ่งรวมกับหัวปลา
คนในท้องถิ่นนั้นทานกระเพาะปลาและไข่ปลาจนชิน
เฟิ่งซื่อทอดสายตามองไปทางหม่าชิงผู้งดงาม นางแย้มยิ้มบางพลางเอ่ย “พรุ่งนี้ท่านจะกลับมาทานอาหารเย็นที่บ้านหรือไม่เ้าคะ?”
หม่าชิงผู้เคยเที่ยวเตร่ในย่านเริงรมย์ ทว่ายามนี้กลับตัวกลับใจเรียบร้อยแล้ว และไม่เคยไปเหยียบย่านโคมเขียวอีกเลย ในยามปกติหากเขาไม่ติดธุระทางการค้าใดๆ ก็มักจะกลับบ้านเพื่อทานอาหารเสมอ
ในยุคสมัยนี้บุรุษที่เคยพลั้งผิดทว่ากลับใจเป็คนดีย่อมมีค่ามากกว่าทองคำ หม่าชิงในยามนี้เรียกได้ว่าเป็สามีที่ดีในสายตาของทุกคน
“หากไม่ติดเื่ใดก็จะกลับมา” หม่าชิงดื่มชาเพื่อดับกระหาย ก่อนจะเห็นบุตรสาวคนโตอายุสิบขวบหม่าอวิ๋นหรง บุตรชายคนรองอายุแปดขวบหม่าซ่งชิง บุตรชายคนที่สามอายุหกขวบหม่าไป่เจี้ยน และบุตรชายคนเล็กอายุห้าขวบหม่าเฟิ่งเลี่ย ทยอยเดินเรียงแถวเข้ามาจากหน้าประตู
ชื่อของหม่าอวิ๋นหรงนั้นตั้งมาจากบทกวี “เมฆาคือเสื้อผ้า ดวงหน้าดั่งกลีบบุปผา [1]” ยามที่เฟิ่งซื่อตั้งครรภ์บุตรคนแรก นางแท้งบุตรเพราะความโกรธอันกำเริบเสิบสานของหม่าชิง ดังนั้นหม่าอวิ๋นหรงจึงนับเป็ครรภ์ที่สองของนาง
ในนามของหม่าซ่งชิง หม่าไป่เจี้ยน และหม่าเฟิ่งเลี่ยล้วนมีชื่อของต้นไม้อยู่ตรงกลาง ต้นซ่ง [2] เขียวชอุ่มตลอดปี ต้นไป่ [3] แข็งแกร่งทนทาน ใบของต้นเฟิ่ง [4] เป็สีแดงเข้มร้อนแรงยามฤดูใบไม้ร่วง
ท้องของเฟิ่งซื่อช่างเอาการเอางานดีเหลือเกิน บุตรคนแรกเป็สตรี ส่วนที่เหลือทั้งสามคนล้วนเป็บุตรชายทั้งสิ้น
หลังจากการแท้งบุตรครั้งแรกของเฟิ่งซื่อ หม่าชิงก็ทำการขับไล่เหล่าอนุภรรยาหลังเรือนออกไปจนหมด เหล่าผู้าุโสกุลหม่าเห็นว่าเฟิ่งซื่อมอบบุตรชายให้แก่หม่าชิงถึงสามคนแล้ว จึงไร้เหตุผลที่จะยกสตรีให้หม่าชิงอีก
ยามนี้หม่าชิงจึงมีฮูหยินเพียงหนึ่งเดียวคือเฟิ่งซื่อ ชายหนุ่มไม่มีอนุภรรยาหรือสตรีอุ่นเตียง เรือนหลังจึงสะอาดสะอ้านเป็อย่างยิ่ง
เฟิ่งซื่อในฐานะฮูหยินเองก็ฉลาดล้ำเป็อย่างยิ่ง เรือนหลังเองก็ไร้สตรีช่างริษยาคนอื่นมาแย่งชิงความโปรดปราน นับว่าครอบครัวของหม่าชิงสงบสุขกว่าครอบครัวคหบดีบ้านอื่นมาก
บุตรชายบุตรสาวทั้งสี่เอ่ยปากพร้อมกัน “ท่านพ่อ! ท่านแม่!”
เฟิ่งซื่อกลัวว่าเด็กๆ จะหิว นางจึงปล่อยให้พวกเขาได้ทานก่อน วันนี้หม่าชิงออกจากบ้านไปั้แ่เช้าตรู่ ทั้งบุตรสาวบุตรชายล้วนไม่มีผู้ใดได้พบหน้าพ่อ ยามนี้พวกเด็กๆ จึงมาหาเพื่อคารวะท่านพ่อโดยเฉพาะ
หม่าชิงรับประทานอาหารไปพลางเอ่ยปากถามลูกๆ ไปด้วยว่า “พวกเ้าร่ำเรียนสิ่งใดในสำนักศึกษาบ้าง?” “วันนี้มีเื่ใดน่าสนใจหรือไม่?”
หม่าซ่งชิงเอ่ยตอบด้วยท่าทีเป็จริงเป็จังว่า “ตอบท่านพ่อ เมื่อคืนวานท่านอาจารย์ต้องลมจนป่วยไข้ วันนี้่เช้าจึงมิได้เข้าสอนขอรับ ยามบ่ายถึงเข้ามา ทว่ามิได้สอนเนื้อหาใหม่ เพียงให้ข้าท่องตำราและคัดลายมือขอรับ”
วาจาของหม่าเฟิ่งเลี่ยฉะฉาน “พวกเราจับนกกระจอกตัวน้อยที่แสนซื่อบื้อได้ขอรับ และก็ปล่อยมันไป ฮ่าฮ่า”
ตระกูลหม่าเป็ตระกูลทหาร มิได้มีกฎว่าเวลากินห้ามพูด
หม่าชิงฟังลูกๆ พูดจาเจื้อยแจ้ว ่เวลานั้นเขาได้วางเื่การขายเหนียนเหนียนโหยว่อวี๋ไว้ชั่วคราว
หลังอาหารค่ำ หม่าชิงไปที่ห้องหนังสือเพื่อใคร่ครวญถึงสัญญาณลับที่ท่านอ๋องแห่งเมืองเซียงสั่งให้เขาไปเมืองหลวง
รอกระทั่งพ่อบ้านรายงานยอดขายของเหลาอาหารก็เป็เวลาดึกดื่นแล้ว
หม่าชิงเห็นพ่อบ้านยิ้มร่าจนตาแทบจะกลายเป็ขีดเดียวก็เอ่ยว่า “รีบพูดมาเร็วเข้า เป็อย่างไร?”
พ่อบ้านรู้สึกตื่นเต้นจนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเสียงดังว่า “นายท่าน วันนี้พวกเราสั่งหัวปลาโตมาทั้งหมดหนึ่งร้อยตัว เหลาอาหารทั้งสามแห่งขายเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ได้ทั้งหมดเก้าสิบแปดจาน ทว่าก็ยังไม่พอให้ลูกค้าได้ทาน ล้วนบ่นว่าพวกเราไม่ซื้อหัวปลาเข้ามาเยอะๆ ขอรับ”
หม่าชิงถามด้วยความสงสัยว่า “เหตุใดถึงเป็เก้าสิบแปดจาน ที่เหลืออีกสองจานเหตุใดถึงไม่ขายออกไป?”
พ่อบ้านตบกะโหลกของตัวเองพร้อมเอ่ยว่า “ข้าน้อยเลอะเลือนมิได้เอ่ยให้ชัดเจน สองตัวนั้นที่ไม่ได้ขาย เป็เพราะว่าเพิ่งจะทำเสร็จก็ถูกผู้นำตระกูลส่งคนมาเอาไปแล้วขอรับ ท่านผู้นำ้าทานปลา ทานเพียงหัวเดียวไม่พอ ต้องสองหัวขอรับ!”
ผู้นำตระกูลหม่าก็คือปู่ของหม่าชิงนามหม่าเจิ้งซิน ปีนี้อายุเจ็ดสิบสามปี ขุนนางฝ่ายบู๊ที่ไต่เต้าจากยศขุนนางขั้นสามเป็ถึงท่านแม่ทัพ
หม่าเจิ้งซินโปรดปรานการทานปลาเป็พิเศษ เมื่อวานเขาทานเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ไปแล้ว ทว่าก็ยังรู้สึกว่ามันไม่พออยู่ดี วันนี้จึงส่งคนมาที่เหลาอาหารเพื่อรับเหนียนเหนียนโหยว่อวี๋กลับไปสนองความอยากอาหารของตนเอง
“ท่านปู่เจริญอาหารดีจริงๆ” หม่าชิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาสองเสียง ผู้าุโเจริญอาหารนั่นหมายถึงว่าร่างกายยังสมบูรณ์แข็งแรง เขาปรารถนาจะให้ท่านปู่มีอายุยืนยาวอยู่ได้ถึงร้อยปี
พ่อบ้านเอ่ยว่า “ท่านผู้นำตระกูลเจริญอาหารนับเป็เื่ดี นั่นย่อมหมายความว่าเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ของเราอร่อยยิ่งนักขอรับ”
“เช่นนั้นเ้าก็หมายความว่าอาหารถูกขายจนหมดเกลี้ยงสินะ” หม่าชิงเบิกบานใจเป็ที่สุด นี่ช่างเป็ข่าวดีจริงๆ
“ใช่แล้วขอรับ ข้าน้อยขอเสนอให้ซื้อหัวปลาเพิ่มในวันพรุ่งนี้ ทั้งหมดจำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบตัว แบ่งให้ทุกร้าน ร้านละห้าสิบตัว ท่านคิดเห็นเช่นไรขอรับ?”
หม่าชิงไม่ตอบ ทว่ากลับเอ่ยถามขึ้นมาแทนว่า “วันนี้มีผู้ใดเอ่ยว่าเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ของเราแพงบ้างหรือไม่?”
“มีขอรับ” พ่อบ้านยิ้มแห้ง “มีคนที่บอกว่าแพงไม่น้อย ทว่าเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ขายดิบขายดี และยังรสชาติอร่อยล้ำ พวกเขาย่อมทานไม่มีปล่อยให้พลาดโอกาส อีกทั้งยังมีลูกค้าหลายสิบคนที่ยอมจ่ายเงินมัดจำ เพื่อให้ได้ทานเหนียนเหนียนโหย่วอวี๋ในวันพรุ่งนี้ขอรับ”
ใช้เงินสองร้อยเก้าสิบเก้าเหรียญทองแดงเพื่อทานหัวปลาหนึ่งหัว อีกทั้งยังใช้ปลาซ่งที่มีราคาค่อนข้างถูกด้วย
หากมิใช่เพราะมีพริกสับดองที่ชูรสชาติ หม่าชิงจะกล้าขายหัวปลาที่มีราคาสูงขนาดนี้ได้ที่ใด
ไม่ว่าจะเอ่ยอย่างไร พริกสับก็นับว่าเป็เครื่องปรุงรสที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ
รอยยิ้มบนใบหน้าของหม่าชิงแย้มกว้าง เขาเอ่ยว่า “พรุ่งนี้ยังสั่งหัวปลาร้อยตัว ไม่ต้องเพิ่มจำนวน ขายเช่นนี้ก่อนอีกสองสามวัน”
เหนียนเหนียนโหย่วอวี๋หนึ่งจานได้กำไรสุทธิอย่างน้อยสองร้อยห้าสิบเหรียญทองแดง ทุกวันขายหนึ่งร้อยจาน นับเป็เงินยี่สิบห้าตำลึง หนึ่งเดือนทำเงินได้ถึงเจ็ดร้อยห้าสิบตำลึง
อาหารจานเดียว ในหนึ่งเดือนสามารถสร้างรายได้ได้สูงเหลือเกิน นับว่าเป็เื่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
พ่อบ้านขมวดคิ้วหน้าย่น เอ่ยถามว่า “นายท่าน หากขายหัวปลาร้อยตัว ข้าน้อยเกรงว่าลูกค้าจะไม่ยอมนะขอรับ”
วันนี้เขาถูกลูกค้าต่อว่า ยังดีที่ลูกค้าเ่าั้มิได้ร่ำสุราเมามายจนสาปแช่ง
เขาสัญญากับลูกค้าที่มารับประทานอาหารในวันพรุ่งนี้แล้วว่าร้านเราจะนำหัวปลาเข้ามาเพิ่ม คนที่อยากจะทานก็จะได้ทานจนพอ หรือว่านายท่านอยากให้ลูกค้าด่าเขาจนตายในวันพรุ่งนี้หรือ?
หม่าชิงหรี่สายตาลงก่อนเอ่ย “พรุ่งนี้เราจะแนะนำอาหารจานใหม่ขึ้นโต๊ะ”
----------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] เมฆา คือ เสื้อผ้า ดวงหน้าดั่งกลีบบุปผา (云想衣裳花想容) เป็บทกวีที่หลี่ไป๋ กวีชื่อดังในสมัยราชวงศ์ถังที่ได้เขียนขึ้นเพื่อชื่นชมความงามของหยางกุ้ยเฟย พระสนมเอกของฮ่องเต้เสวียนจงแห่งราชวงศ์ถัง
[2] ต้นซ่ง หมายถึง ต้นสน
[3] ต้นไป่ หมายถึง ไม้ยืนต้นประเภทต้นสน
[4] ต้นเฟิ่ง หมายถึง ต้นเมเปิล
