สี่ปีให้หลัง
ตามหาในแดนลับมาเป็เวลาเก้าปี ในที่สุดหลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยก็หาบุปผาทิพย์ สมุนไพรทิพย์ กระดูกสัตว์อสูรและเืสัตว์อสูรสำหรับทำหมึกยันต์ขั้นสี่ครบ หลังจากเสียวัตถุดิบไปห้ารุ่น หลิ่วเทียนฉีถึงใช้วัตถุดิบชุดสุดท้ายหลอมหมึกยันต์ขั้นสี่ที่เสร็จสมบูรณ์ขวดแรกออกมาได้
“สำเร็จ สำเร็จแล้ว ในที่สุดก็สำเร็จ!” เฉียวรุ่ยเห็นหมึกยันต์ทำขึ้นมาได้สำเร็จก็ดีใจเป็อย่างยิ่ง บนใบหน้าน้อยประดับรอยยิ้มยินดีและความตื่นเต้นไว้เต็มเปี่ยม
“น่าเสียดาย วัตถุดิบใช้ไปหมดแล้ว!” พูดถึงตรงนี้ หลิ่วเทียนฉีก็ถอนหายใจแ่เบาทีหนึ่ง
บุปผาทิพย์ขั้นสี่กับสมุนไพรทิพย์ขั้นสี่ในแดนลับเหิงอวี้แห่งนี้มีไม่มากนัก หากไม่มีตาทิพย์หยั่งรู้ของเสี่ยวรุ่ย อย่าพูดถึงเก้าปีเลย เก้าสิบปีก็คงหาวัตถุดิบเหล่านี้ไม่ครบ น่าเสียดายจริง มีวัตถุดิบเพียงหกชุด ถึงกับ ถึงกับถูกตนทำเสียไปห้าชุด มีแค่ชุดเดียวผสมเป็หมึกยันต์ขั้นสี่สำเร็จ
“อย่าหดหู่เลย อย่างน้อยก็ได้หมึกยันต์ขวดหนึ่งมิใช่หรือ? เ้าบอกเองนี่ว่าหมึกยันต์ขวดนี้วาดยันต์วิเศษได้หนึ่งร้อยแผ่น?” เฉียวรุ่ยถือหมึกยันต์ขั้นสี่ติดมือไม่วาง
“ไม่ผิด หากใช้ดีๆ หมึกยันต์ขวดหนึ่งวาดยันต์วิเศษได้หนึ่งร้อยแผ่น แต่ขวดนี้เป็หมึกยันต์ประเภทโจมตี ต่อให้ข้าวาดออกมาได้หนึ่งร้อยแผ่นก็ได้เพียงยันต์ประเภทโจมตีเท่านั้น!”
อันที่จริง ในวัตถุดิบห้าชุดที่เสียไป มีสองชุดเป็วัตถุดิบของหมึกยันต์ประเภทป้องกัน น่าเสียดายนัก นี่เป็จุดที่ทำให้เขาปวดใจที่สุด
“อย่าโทษตัวเองเลย! ชื่อกับหน้าตาของบุปผาทิพย์และสมุนไพรทิพย์เ่าั้ ข้าจำไว้หมดแล้ว หลังจากนี้ เมื่อไรที่ข้าเห็นต้องช่วยเ้านำกลับมาแน่ ดีไหม!” เฉียวรุ่ยเห็นท่าทางหดหู่ไม่เบิกบานของคนรักก็ปลอบเสียงเบา
“อืม!” หลิ่วเทียนฉีพยักหน้า หลุดหัวเราะน้อยๆ เสี่ยวรุ่ยของเขานี่นะ คอยใส่ใจอยู่เสมอ
อักขระยันต์ขั้นสี่ในก้อนหินสีขาวทั้งหมดมียี่สิบแผ่น เป็ยันต์โจมตีห้าแผ่น ยันต์ป้องกันห้าแผ่น ยันต์ช่วยฝึกฝนห้าแผ่นและยันต์ฝึกร่างห้าแผ่น เพราะมีเพียงหมึกยันต์ประเภทโจมตีขวดเดียว เขาจึงได้แต่เลือกยันต์โจมตีห้าแผ่นนั้น
เพื่อรับประกันไม่ให้ผิดพลาด หลิ่วเทียนฉีใช้หมึกยันต์ประเภทโจมตีขั้นสามฝึกฝีมือก่อน ลองใช้หมึกยันต์วาดยันต์ห้าแผ่นนี้ ทดลองอยู่สามเดือน กระทั่งเข้าใจวิธีวาดยันต์ทั้งห้าแผ่นโดยสมบูรณ์ เขาถึงกล้าใช้หมึกยันต์ขั้นสี่วาด
เริ่มแรกวาดวันละแผ่นสองแผ่น ถัดมาวาดวันละสามถึงสี่แผ่น ท้ายที่สุดวาดวันละห้าแผ่น เขาใช้เวลาหนึ่งเดือนกว่า สุดท้ายจึงเปลี่ยนหมึกยันต์ขั้นสี่กลายเป็ยันต์วิเศษโจมตีขั้นสี่หนึ่งร้อยแผ่น
หลิ่วเทียนฉีแบ่งยันต์วิเศษเป็สองส่วน ถือยันต์วิเศษไว้คนละห้าสิบแผ่นกับเฉียวรุ่ย ได้ยันต์วิเศษขั้นสี่ห้าสิบแผ่นมานี้ เฉียวรุ่ยดีใจประหนึ่งคลุ้มคลั่ง
“เทียนฉี เ้านี่ร้ายกาจจริง ช่างยอดเยี่ยมที่สุด!”
เห็นดวงตาคนรักเต็มไปด้วยความเลื่อมใสและความนับถือ สีตาของหลิ่วเทียนฉีก็เข้มขึ้น โอบเอวอีกฝ่าย ดึงเข้ามาในอ้อมแขน
“เทียน เทียนฉี...” เฉียวรุ่ยเห็นใบหน้าหล่อเหลาที่ขยายใหญ่แล้วขยายใหญ่อีกตรงหน้าตน ต่อให้เชื่องช้าอีกเท่าใดก็ตอบสนองได้ทันที
หลิ่วเทียนฉีแนบกายชิดคนรัก จุมพิตบนริมฝีปากน้อยแ่เบา “เสี่ยวรุ่ย พวกเราไม่ได้ฝึกวิชาประสานกายมาครึ่งปีแล้วนะ!”
ครึ่งปีมานี้ ประเดี๋ยวผสมหมึกยันต์ ประเดี๋ยววาดยันต์วิเศษ หลิ่วเทียนฉียุ่งจนไม่มีเวลาเสมอ ปล่อยให้ภรรยาคนงามตัวน้อยเปล่าเปลี่ยวมานานเหลือเกิน!
“อืม!” เฉียวรุ่ยขานรับเสียงเบา ใบหน้าเริ่มแดงพลางหลุบตาลง รู้สึกขัดเขินเล็กน้อย ไม่กล้ามองตอบ
หลิ่วเทียนฉีย่อตัวอุ้มเขาขึ้นมา วิ่งตรงไปยังเตียงด้านใน
.........
สองเดือนครึ่งให้หลัง
หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยออกจากที่อาศัย พวกเขาเดินทางค้นหาโชควาสนาต่ออย่างไม่ยอมแพ้
วันนี้ ทั้งสองคนเข้ามาในป่าไผ่เขียวชอุ่มผืนหนึ่ง เดินเข้ามาได้ไม่นานก็ประจักษ์การต่อสู้ดุเดือดฉากหนึ่ง!
ผู้ฝึกตนแคว้นหลันสุ่ยสามคนกับผู้ฝึกตนแคว้นเทียนโยวห้าคนกำลังไล่ตามกันอยู่ สู้กันดุเดือดไม่ธรรมดาเชียว ผู้ฝึกตนแคว้นหลันสุ่ยล้วนเป็ผู้ฝึกตนหญิงพลังระดับสร้างรากฐาน่ปลาย พลังไม่ต่ำต้อย ส่วนแคว้นเทียนโยวเป็ผู้ฝึกตนชายสามหญิงสอง ผู้ฝึกตนชายคนหนึ่งขีดสุดระดับสร้างรากฐาน อีกสองคนระดับสร้างรากฐาน่ปลาย ส่วนผู้ฝึกตนหญิงสองคนระดับสร้างรากฐาน่กลาง
ห้าต่อสาม แคว้นเทียนโยวคนมากกำลังมาก ผู้ฝึกตนหญิงสามคนจากแคว้นหลันสุ่ยจึงตกเป็รองอยู่
“ส่งหญ้าแสงม่วงมาเสีย พวกเราจะไว้ชีวิตพวกเ้า ไม่เช่นนั้น อย่าโทษว่าพวกเราไม่เกรงใจ!” ผู้ฝึกตนขีดสุดระดับสร้างรากฐานซึ่งพลังสูงที่สุดของแคว้นเทียนโยวเอ่ย
“ซิงจู๋เยว่ พวกเ้าใช้คนมากรังแกคนน้อย มียางอายหรือไม่ฮะ?” สตรีชุดแดงคนหนึ่งถลึงดวงตาเมล็ดซิ่ง ด่าทออย่างโกรธเกรี้ยว
“ใช่ พวกเราพบหญ้าแสงม่วงก่อนชัดๆ พวกเ้าใช้พวกมากมารังแกพวกน้อย ใช้กำลังข่มเหงคนอ่อนแอ!” ผู้ฝึกตนหญิงชุดเขียวอีกคนหนึ่งโกรธจนหน้าเขียวคล้ำเช่นกัน ในใจคิด ‘ทำไมต้องพบโจรน่าชังกลุ่มนี้ด้วยนะ!’
“เฮอะ สมบัติผู้ที่พบล้วนมีส่วน ในเมื่อพวกเราพบสมบัตินั่นด้วย ย่อมมีวาสนากับสมบัติเช่นกัน!” ซิงจู๋เยว่บอกเหมือนเป็เื่ถูกต้องที่สุด
“เ้าคนไร้ยางอาย!” ผู้ฝึกตนหญิงชุดแดงโกรธเกรี้ยว กระบี่วิเศษในมือแทงเข้าใส่จุดสำคัญของซิงจู๋เยว่กระบวนท่าแล้วกระบวนท่าเล่า
“ฮ่าๆๆ คนงามทั้งสาม อย่าพูดเช่นนี้สิ พวกเรายังไม่ได้ทำเื่ไร้ยางอายอันใดจริงๆ เลย?” ซิงจู๋เยว่หลบกระบี่วิเศษของอีกฝ่ายไปพลางตอบกลับ ใบหน้าประดับรอยยิ้มกักขฬะหื่นกาม
“ฮ่าๆๆ...” ได้ยินคำนี้ ผู้ฝึกตนชายอีกสองคนฉีกยิ้มหยาบโลน แววตามองอกนูนก้นงอนของผู้ฝึกตนหญิงไม่หยุด เพิ่มความหื่นกระหายขึ้นหลายส่วน
“เ้าพวกสารเลว!” ผู้ฝึกตนหญิงทั้งสามคนด่าเสียงดัง ต่อสู้สุดแรง
เฉียวรุ่ยเห็นสถานการณ์การต่อสู้ยิ่งรุนแรงขึ้นทุกทีก็หันมามองคนรักทีหนึ่ง เตรียมถามความเห็น
“ไม่ต้องสนใจ!” หลิ่วเทียนฉีจูงมือเฉียวรุ่ย อยากพาออกจากที่นี่ไปทันที
“สหายผู้ฝึกตนทั้งสอง ช่วยด้วย ช่วยพวกเราด้วย!” ผู้ฝึกตนหญิงชุดแดงเห็นคนผ่านมาก็รีบร้อนขอความช่วยเหลือ
ได้ยินเสียงผู้ฝึกตนหญิง ทั้งห้าคนจากแคว้นเทียนโยวถึงสังเกตเห็นหลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยที่ผ่านมา
“โฮ่ ข้าก็คิดว่าใคร ที่แท้คือสหายผู้ฝึกตนหลิ่ว อันดับหนึ่งในการแข่งขันยันต์มิใช่หรือ?” ซิงจู๋เยว่เห็นหลิ่วเทียนฉีก็ยกมุมปากยิ้ม
“ที่แท้คือสหายผู้ฝึกตนซิง อันดับหนึ่งของการประลองยุทธ์นี่เอง! เสียมารยาทแล้ว เสียมารยาทเสียแล้ว!” หลิ่วเทียนฉีก้มศีรษะ ทักทายอีกฝ่ายคำหนึ่ง
“สหายผู้ฝึกตนหลิ่วมาที่แห่งนี้ คิดจะช่วยสตรีสามนางนี้หรือ?” ซิงจู๋เยว่หรี่ตา หัวเราะฮะๆ เตรียมสอบสวน
“ฮ่าๆๆ ข้าเป็คนมีคู่ชีวิต ความเป็ความตายของสตรีอื่นเกี่ยวอันใดกับข้าเล่า?” หลิ่วเทียนฉีเบ้ปาก สีหน้าดูแคลนพลางบอก เื่ของผู้อื่นเขาไม่อยากยุ่งและี้เีจะยุ่งนัก!
ได้ยินคำพูดของเขา สตรีชุดแดงยิ่งโกรธจนใบหน้าเขียวคล้ำ “หลิ่วเทียนฉี เ้าเห็นคนจะตายกลับไม่คิดช่วย? เ้ารู้หรือไม่ข้าเป็ใคร? ข้าคือเมิ่งฉานเอ๋อร์นะ!” น่าชังนัก พวกเราตระกูลเมิ่งลำบาก อีกฝ่ายกลับกล้าไม่ช่วยเชียวหรือ?
“ยัยหนู สมองเ้ามีหลุมสินะ? เ้าเป็อะไรกับเทียนฉีเล่า? อาศัยอะไรให้เทียนฉีของข้าต้องช่วยเ้ากัน?” เฉียวรุ่ยจับมือบุรุษ เอ่ยเหมือนเป็เื่สมควร ในใจคิด ‘แม่สาวคนนี้ ต้องเอาตัวเองเป็ใหญ่เช่นนี้ไหม คิดว่าตนเป็เซียนบน์ลงมาโลกมนุษย์ ใครเห็นเข้าต้องเคลิบเคลิ้มหลงใหลอย่างนั้นหรือ?’
“เ้า พวกเ้า!” ได้ยินคำนี้ ผู้ฝึกตนหญิงชุดแดงยิ่งโกรธจนหายใจฟืดฟาด นางถลึงตาโต ในดวงตาดำขาวแยกชัดทั้งสองข้าง เขียนคำว่าเคียดแค้นและชิงชังไว้เต็มไปหมด
“สหายผู้ฝึกตนหลิ่ว สหายผู้ฝึกตนเฉียว สาวน้อยสามนางนี้หน้าตาไม่เลว ไม่สู้รั้งอยู่ช่วยพวกเราอีกแรงหน่อยหรือ!” ซิงจู๋เยว่หัวเราะ มองทั้งสองคนก่อนพูดขึ้นมา
“เ้า...” ได้ยินคำขอของอีกฝ่าย เฉียวรุ่ยโกรธจนหน้าแดง ในใจคิด ‘ซิงจู๋เยว่ เ้าสารเลวนี่ ถึงกับจะให้เทียนฉีอยู่ช่วยเพื่อล้มสตรีสามคนนั้นเชียว’
“ไม่ล่ะ ข้าไม่สนใจ” หลิ่วเทียนฉีส่ายศีรษะ มองซิงจู่เยว่อย่างเฉยเมย จูงมือเฉียวรุ่ยหมุนตัวจากไป
“หลิ่วเทียนฉี เฉียวรุ่ย หากพวกเ้าช่วยพวกเราสังหารซิงจู๋เยว่ พวกเราจะให้หญ้าแสงม่วง!” สตรีชุดเขียวอ้าปากะโ
ได้ยินคำพูดของนาง สหายอีกสองคนของนางตะลึง กระทั่งพวกซิงจู๋เยว่ก็เช่นกัน ผลประโยชน์ยั่วยวนมากเช่นนี้วางอยู่ตรงหน้า เกรงว่าพวกเขาคงไม่ปล่อย!
“ข้าไม่สนใจ!” หลิ่วเทียนฉีหันหลังให้ทั้งแปดคน กระทั่งศีรษะยังคร้านที่จะหันกลับมา
แม้หญ้าแสงม่วงเป็สมุนไพรทิพย์ที่ค่อนข้างมีน้อย ล้ำค่าหายากอย่างยิ่งในหมู่สมุนไพรทิพย์ขั้นสาม แต่สำหรับเขากับเฉียวรุ่ยที่ระดับดวงปราณ สมุนไพรทิพย์ขั้นสามต้นหนึ่งไม่อยู่ในสายตา นอกจากนี้ หลังถูกเฝิงชิงข้ามแม่น้ำรื้อสะพานสะบั้นสัมพันธ์ หลิ่วเทียนฉีก็ไม่คิดเชื่อคำสัญญาเช่นนี้อีกต่อไป
ต่อให้หญ้าแสงม่วงทำให้เฉียวรุ่ยหวั่นไหวอยู่นิดหน่อย แต่จากบทเรียนในครั้งก่อน คิดถึงเฝิงชิงที่เคยสะบั้นสัมพันธ์ เขาจึงเลิกล้มความคิดไป
หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยจูงมือกัน ไม่รั้งรอสักนิด จากไปอย่างรวดเร็ว
เมิ่งฉานเอ๋อร์กับผู้ฝึกตนหญิงสองคนมองเงาแผ่นหลังของทั้งสองคนจากไป ไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง น่าชังนัก สารเลวน่าชังทั้งสอง บอกจะให้หญ้าแสงม่วงแล้ว พวกเขายังไม่พอใจ ไม่ยินดีลงมือช่วยเหลืออีก
หลิ่วเทียนฉี เฉียวรุ่ย เ้าสารเลวไม่รู้จักเจตนาดีสองคนนี้!!!
........
หลายวันให้หลัง
หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยหาสถานที่เงียบสงบแห่งหนึ่งพบก็ทำตามเดิม วางรั้วป้องกันอันหนึ่งพร้อมจุดไฟกองหนึ่งเพื่อย่างเนื้อ
เมื่อหลิ่วเทียนฉีเตรียมทุกสิ่งพร้อม เฉียวรุ่ยก็วางรั้วป้องกันเสร็จ เขาเดินหัวเราะพลางวิ่งมาถึงข้างกายคนรัก รอกินเยื้อย่างต่อ ใช้ชีวิตน้อยๆ อย่างอิ่มเอมและสบายใจ
“เทียนฉี ของดีในแดนลับแห่งนี้น้อยลงทุกทีแล้วจริงๆ นี่พวกเราเดินทางมาหลายวันแล้ว แต่ยังไม่พบสมบัติดีๆ เลย!” เฉียวรุ่ยพูดจบก็ผิดหวังอยู่บ้าง
หลิ่วเทียนฉีเห็นคนรักก้มศีรษะอย่างเศร้าสร้อย สีหน้าหดหู่ จึงยิ้มพลางลูบเส้นผมเขา “ผ่านไปอีกสามเดือนก็เป็เวลาสามสิบปี เกรงว่าโชควาสนาดีทั้งหลายอาจถูกคว้าไปนานแล้ว!”
“อืม!” พูดถึงตรงนี้ เฉียวรุ่ยก็นึกเสียดายขึ้นมา
“เอาน่า อย่าท้อแท้เลย พวกเราล่าสัตว์อสูรมาเติมเต็มท้องได้ก็ไม่ง่ายแล้ว!” ในสภาพที่ไม่มีสมบัติวิเศษ สัตว์อสูรในแดนลับแห่งนี้เท่ากับเป็สมบัติมิใช่หรือไงเล่า?
“คิกๆ ก็จริง!” เฉียวรุ่ยพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“รีบกินเถอะ ปล่อยให้เย็นเดี๋ยวไม่อร่อยนะ!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางส่งเนื้อไม้ที่ย่างเสร็จให้
“อืม เนื้อย่างของเทียนฉีหอมนักล่ะ!” เฉียวรุ่ยรับไม้เสียบเนื้อมา เริ่มกินคำโต
“สหายผู้ฝึกตนทั้งสองนี่ใช้ชีวิตสบายจริงนะ!” ทันใดนั้น เสียงหนึ่งดังขึ้น ทำลายบรรยากาศอบอุ่นก่อนหน้านี้ของพวกเขาในทันที
