ไป๋หยุนเฟยกำลังมุ่งมั่นอัพเกรดเพื่อข้ามผ่านเข้าสู่ด่านภูติญญาระดับปลาย เย่ถิงก็กำลังมุ่งมั่นปรับพื้นฐานพลังของด่านบรรพิญญาให้มั่นคง ส่วนหลิวคุนผู้นำตระกูลหลิวเองกลับต้องให้การต้อนรับบุคคลที่คาดไม่ถึงว่ามาเยือน
จ้าวซีลั่ว
คนผู้นี้ได้รับความสนใจจากผู้คนในเมืองเกายี่ั้แ่เล็ก แต่ทว่าเมื่อสิบปีที่แล้วด้วยความที่เป็ผู้เยาว์เืร้อนจึงออกจากบ้านไป แล้วบุตรชายคนโตของตระกูลจ้าวผู้นี้ก็ไร้ข่าวคราวมาตลอดสิบปีเต็ม กระทั่งวันนี้จึงกลับมาโดยไม่มีผู้ใดทราบ มิหนำซ้ำในคืนที่กลับก็ถึงกับมาเยี่ยมเยียนตระกูลหลิวในทันที
แต่ที่สร้างความแตกตื่นต่อหลิวคุนที่สุดก็คือพลังการฝึกปรือของมัน --- ด่านบรรพิญญาระดับกลาง!
ด้วยระยะเวลาอันสั้นเพียงสิบปี จากด่านวีรชนิญญากลับสามารถบรรลุถึงด่านบรรพิญญาระดับกลางได้ แม้ครั้งกระโน้นได้รับการยกย่องว่าผู้โดดเด่นของเมืองเกายี่ แต่กลับไม่มีใครเชื่อว่ามันจะประสบความสำเร็จได้ถึงเพียงนี้ --- เว้นแต่ว่ามันจะได้พบพานวาสนาอันใดมาเท่านั้น
“ดูท่าแล้วจากนี้ไปเมืองเกายี่คงต้องอยู่ใต้อาณัติของตระกูลจ้าวอย่างแน่นอน! ตระกูลหลิวอย่างมากก็เพียงอาศัยบารมีจากสำนักธาตุไม้ให้การคุ้มครองเท่านั้น ส่วนตระกูลเย่…”
เมื่อมองไปยังเก้าอี้ในตำแหน่งอาคันตุกะที่จ้าวซีลั่วนั่งดื่มชาอย่างเยือกเย็น หลิวคุนก็หยุดความคิดลงก่อนจะยิ้มพลางเอ่ยขึ้น “ไม่พบกันสิบปี หลานแซ่จ้าวกลับประสบความสำเร็จถึงเพียงนี้ เรียกได้ว่าวีรบุรุษกำเนิดจากคนหนุ่มจริงๆ ดูท่าคนชราอย่างพวกเราสมควรต้องหลีกทางกันได้แล้ว…”
“ไฉนท่านอาหลิวจึงกล่าวเช่นนี้ ต่อหน้าเหล่าผู้าุโเช่นพวกท่าน พวกเราก็เป็เพียงเด็กน้อยอยู่เช่นเดิมเสมอ” จ้าวซีลั่ววางถ้วยชาลงพร้อมกับกล่าวอย่างถ่อมตน “และข้าเองก็เอาแต่มุ่งมั่นฝึกปรือจนละเลยไม่ได้ช่วยเหลืองานของตระกูล ครั้งนี้ได้รับอนุญาตจากท่านอาจารย์ให้เดินทางออกจากสำนัก จึงได้ถือโอกาสมาเยี่ยมบิดามารดา อีกไม่นานก็จะกลับไปที่สำนักแล้ว”
“อ้อ? ที่แท้่ที่ผ่านมาหลานแซ่จ้าวก็ฝึกปรือฝีมืออยู่ในสำนักมาตลอด? ไม่ทราบว่าเป็สำนัก…”
“เมื่อสิบปีก่อนข้าหุนหันพลันแล่นหนีออกจากบ้านไป มีอยู่หลายต่อหลายครั้งที่แทบจะเอาขีวิตไม่รอด จนกระทั่งได้ท่านอาจารย์ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ พร้อมทั้งยังรับข้าไว้เป็ศิษย์และพาเข้าสำนักธาตุน้ำ ทั้งหมดล้วนเป็ท่านอาจารย์ปลูกฝังสั่งสอนจึงทำให้ข้าเป็เช่นทุกวันนี้ได้ ข้าได้บอกเล่าเื่ราวทั้งมวลให้บิดาข้ารับทราบแล้ว ยามนี้ตระกูลจ้าวถือว่าขึ้นตรงต่อสำนักธาตุน้ำแล้ว” ใบหน้าจ้าวซีลั่วยังคงประดับด้วยรอยยิ้มเช่นเดิม ในขณะที่มันตอบคำถามของหลิวคุนก็บอกข่าวสารสำคัญออกไปด้วย
“ที่แท้ก็เป็สำนักเบญจธาตุนั่นเอง!” ทีแรกหลิวคุนประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ต้องตื่นตะลึงกับคำพูดท้ายประโยค “ว่ากระไร? ตระกูลจ้าวขึ้นตรงต่อสำนักธาตุน้ำ? แล้วสำนักเ้าอสูร…”
“คนของสำนักเ้าอสูรจากไปแล้ว และจะไม่หวนกลับมาอีก สำหรับความแค้นกับตระกูลเย่ ข้าจะจัดการเอง”
“อ้อ ที่แท้ก็เป็เช่นนี้เอง…” หลิวคุนขมวดคิ้วสงสัยพลางเอ่ยถามต่อ “แล้วหลานแซ่จ้าวมาที่ตระกูลหลิวเพื่อ…”
“ฮ่า ฮ่า หรือท่านอาหลิวลืมไปแล้ว เมื่อครู่ข้าบอกว่าเป็ศิษย์สำนักธาตุน้ำไม่ใช่หรือ? ภายในสำนักเบญจธาตุเองสำนักธาตุน้ำและธาตุไม้ถือได้ว่ามีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน...”
หลิวคุนสับสนงุนงง “นี่เกี่ยวข้องกับ... สำนักธาตุไม้? หลานแซ่จ้าว หรือเ้าหมายถึง...”
จ้าวซีลั่วพยักหน้าพร้อมกับรอยยิ้ม “ถูกแล้ว ที่จริงข้าได้รับไหว้วานจากพี่หลิวผิงให้นำจดหมายมามอบต่อท่าน ก่อนมาที่นี่ข้าได้ไปที่สำนักธาตุไม้และได้พบพี่หลิวผิงซึ่งขณะนี้กำลังฝึกปรือฝีมืออย่างหนัก จึงไหว้วานให้นำจดหมายมาส่งให้แก่ท่าน”
ขณะกล่าววาจาก็หยิบจดหมายจากแหวนช่องมิติมาส่งให้แก่หลิวคุน
หลิวคุนรับจดหมายมาด้วยความตื่นเต้น หลังจากซุกเก็บอย่างระมัดระวังแล้วจึงหันไปมองจ้าวซีลั่วอีกครั้ง สายตามันแปรเปลี่ยนเป็เมตตาการุณย์ยิ่งกว่าเดิม “นึกไม่ถึงว่าหลานแซ่จ้าวกับผิงเอ๋อร์จะไปมาหาสู่กัน นับว่าหาได้ยากจริงๆ”
“ถูกแล้ว แผ่นดินเทียนหุนกว้างใหญ่ไพศาล แต่บางคราก็คล้ายกับว่าแผ่นดินนี้ช่างคับแคบนัก จำได้ว่าครั้งแรกที่ได้พบพี่หลิวผิงที่สำนักธาตุน้ำข้าเองก็ตื่นตะลึงเช่นกัน”
เมื่อได้ทราบว่าจ้าวซีลั่วเป็ศิษย์สำนักธาตุน้ำ หลิวคุนก็คลายใจลง เนื่องเพราะต่อจากนี้ไปตระกูลจ้าวกับตระกูลหลิวแทบจะไม่มีโอกาสเป็ศัตรูกันได้อีกแล้ว มันแสดงออกด้วยท่าทีสนิทสนมและเมตตาการุณย์ ราวกับจงใจจะผูกมิตรกับตระกูลจ้าวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
“จริงสิ ท่านอาหลิว ข้าอยากถามเื่คนผู้หนึ่งจากท่าน” หลังจากสนทนากันพักหนึ่ง จู่ๆจ้าวซีลั่วก็เอ่ยแทรกขึ้น
หลิวคุนถามด้วยความสงสัย “อ้อ? ผู้ใดหรือ?”
“ได้ยินว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนมีชายหนุ่มผู้หนึ่งชื่อไป๋หยุนเฟยมาที่นี่ใช่หรือไม่?”
หลิวคุนตกตะลึง “เ้าทราบได้อย่างไร?”
“โอ? ดูท่าน่าจะเคยมาที่นี่แล้วกระมัง? ไม่ทราบว่ายามนี้คนผู้นี้ยังอยู่เป็แขกของบ้านตระกูลหลิวหรือไม่ หรือว่าจะพักอยู่ในเมืองเกายี่?” จ้าวซีลั่วสอบถามด้วยแววตาเป็ประกาย
“หลานแซ่จ้าวรู้จักไป๋หยุนเฟยผู้นี้ด้วยหรือ? มิหนำซ้ำยังทราบว่ามาที่ตระกูลหลิวอีก...” หลิวคุนขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ฮ่า ฮ่า ท่านอาหลิวไม่ต้องกังวล ที่ผู้เยาว์เอ่ยถึงเื่นี้ขึ้นก็เพราะระหว่างทางมาที่นี่ บังเอิญได้พบผู้าุโหยิวชิงเฟิงแห่งสำนักธาตุไม้ ท่านเคยเอ่ยถึงคนผู้นี้ ดังนั้นผู้เยาว์จึงได้ถามขึ้นมา”
ใบหน้าหลิวคุนค่อยผ่อนคลายลง “ที่แท้เป็เช่นนี้ บังเอิญจริงๆ คุณชายไป๋มาที่นี่เมื่อเช้านี้ และยามนี้สมควรจะอยู่ในเมือง”
“จริงหรือ? ถ้าเช่นนั้นก็แสดงว่าเขาพักอยู่กับตระกูลหลิวกระมัง?”
หลิวคุนครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวว่า “เอ่อ.. ไม่ใช่เช่นนั้น เมื่อยามเช้าเขามาที่นี่พร้อมกับเย่เทียนิบุตรชายคนที่สองของตระกูลเย่ และระหว่างนี้ก็พักอยู่ที่บ้านตระกูลเย่” พร้อมกับในใจรู้สึกว่าสถานการณ์ยามนี้ช่างซับซ้อนวุ่นวายนัก
“ตระกูลเย่?”
จ้าวซีลั่วตกตะลึงขณะเดียวกันสีหน้าก็แปรเปลี่ยนไป ทว่าเพียงไม่นานสีหน้าก็กลับเป็ปกติ มันลุกขึ้นพลางกล่าวกับหลิวคุนว่า “นี่ก็ค่ำแล้ว ข้าคงต้องขออำลา วันหน้าค่อยมาคารวะท่านอาใหม่”
“อืม ตกลง ฝากความระลึกไปถึงบิดาเ้าด้วย ฝากบอกว่าวันพรุ่งนี้ข้าจะไปเยือนเพื่อดื่มชากับเขา นานแล้วที่พวกเราสองพี่น้องไม่ได้พบปะสนทนากัน”
…………
แสงแห่งอรุณรุ่งสาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาภายในห้อง ขับไล่ความมืดจากห้องออกไป ไป๋หยุนเฟยที่นอนอยู่บนเตียงก็ขยับดวงตา ก่อนจะลืมตาขึ้นอย่างแช่มช้า
หลังจากลุกขึ้นนั่งและบิดี้เีก็ได้ยินเสียงข้อกระดูกลั่นไปทั้งตัว จากนั้นก็ปรากฏแสงสีแดงขึ้นห่อหุ้มรอบกาย หลังจากไป๋หยุนเฟยระบายลมหายใจยาวเหยียดใบหน้าก็เผยรอยยิ้มด้วยความพึงพอใจ
“ภูติญญาระดับปลาย... นับได้ว่าโชคดีนักที่บรรลุถึงก่อนที่คาดคิดเอาไว้ ความรู้สึกเช่นนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ข้าเพิ่มพลังิญญาไม่กี่สิบแต้มเท่านั้น!” ไป๋หยุนเฟยกำหมัดขวา ขณะเดียวกันก็ััได้ว่าทั้งร่างมีพลังอันเปี่ยมล้นพลุ่งพล่านอยู่ พลังิญญาภายในร่างสมควรจะเกินกว่าสี่พันแต้ม ก้ามข้ามเข้าสู่ขอบเขตของภูติญญาระดับปลายได้แล้ว แต่กระนั้นกลับให้ความรู้สึกราวกับมีพลังเข้มแข็งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่านัก ไม่ทราบว่าความรู้สึกเช่นนี้เป็เื่จริงหรือมันรู้สึกไปเอง
จากนั้นจึงยื่นลงไปหยิบมีดสั้นที่หล่นลงไปจากเตียง มีดสั้นเล่มนี้คืออาวุธชิ้นสุดท้ายที่มันอัพเกรดก่อนหมดสติไป ในเมื่อไม่สลายไปก็แสดงว่าอัพเกรดสำเร็จ
“ระดับไอเทม: ชั้นเลิศ”
“ระดับการอัพเกรด: +10”
“พลังโจมตี: 147”
“พลังโจมตีเพิ่มเติม: 97”
“ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +10 : เมื่อซัดจู่โจมพลังและความเร็วเพิ่มขึ้นอีก 30%”
“สิ่งจำเป็ในการอัพเกรด: แต้มิญญา 64 แต้ม”
ไป๋หยุนเฟยเดาะน้ำหนักมีดสั้นในมือพลางเอ่ยขึ้น “นี่คล้ายกับเป็หนามธารน้ำแข็งที่พลังด้อยลง เพิ่มขึ้นสามส่วนก็หมายถึงมีพลังโจมตีสามร้อยหนึ่งแต้ม เทียบเท่ากับชั้นหายากระดับกลาง(ชั้นมนุษย์ระดับกลาง)ได้แล้ว...”
หลังจากเก็บมีดสั้นเอาไว้เรียบร้อย ไป๋หยุนเฟยจึงเงยหน้าขึ้นมองหน้าต่างที่ค่อยๆสว่างขึ้น “คลื่นลมสงบไปอีกหนึ่งคืน แสดงว่าเมื่อคืนวานตระกูลจ้าวไม่ได้มารังควานหาเื่ พวกมันคิดจะพักรบชั่วคราว หรือคิดจะมาทวงถามความรับผิดชอบในวันนี้กัน?”
เมื่อไป๋หยุนเฟยเปิดประตูห้องอกมา ที่นอกประตูก็มีผู้คนรออยู่ก่อนเพื่อเตรียมยกน้ำสะอาดพร้อมกับผ้าเช็ดหน้าและอาหารให้ ไป๋หยุนเฟยก็ไม่เกรงใจรับสิ่งของมาเพื่อล้างหน้าและรับประทานอาหารเช้าจนเรียบร้อย จากนั้นสาวใช้ผู้หนึ่งจึงเข้ามาแจ้งอย่างนอบน้อม “คุณชายไป๋ นายผู้เฒ่าขอเชิญท่านไปพบที่ห้องโถงใหญ่บอกว่ามีเื่้าจะปรึกษา”
“อืม ข้าทราบแล้ว เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ...”
