บทที่ 110 เด็กผู้ชายหมื่นปี
ความเร็วเดิมของลู่อวี่พวกเขาทั้งสองคนมีมันก็เร็วที่สุดอยู่แล้ว เส้นทางที่ไปทางด้านหลังของห้องโถงด้านหลังก็ไม่ได้เหมือนก่อนหน้านี้ เพราะกับดักและค่ายกลกระบี่ถูกทำลายไปหมดแล้ว แม้ว่าความเร็วของทั้งสองจะเพิ่มขึ้นจนถึงระดับที่สูงสุดก็ตาม ทว่าตอนที่มาถึงด้านหลังห้องโถงด้านหลังมันก็ยังไม่เร็วเท่าที่พวกเขาคาดการณ์ไว้
โชคดีที่คนอื่นๆ ดูเหมือนจะพบเป้าหมายของตัวเองแล้ว แต่ละคนก็เลยยุ่งแทบหัวหมุน จึงยังไม่มีใครมาที่ห้องโถงด้านหลังด้านหลังใน่เวลาสั้นๆ นี้ สิ่งนั้นทำให้ลู่อวี่รู้สึกดีใจไม่น้อย แต่ก็ยังเคลือบแคลงไปด้วยความรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง เพราะเขามักจะรู้สึกว่าตัวเองค่อนข้างโชคดี แม้ว่าจะเจอกับกับดักและค่ายกลกระบี่ระหว่างทางที่มามากมาย แต่มันก็ไม่ใช่อุปสรรคที่ยากจนหาทางออกไม่ได้ และไม่ถือว่าเป็อันตรายเสียด้วยซ้ำ
ทว่าเวลานี้เขากลับไม่รู้เลยว่า ผู้คนจำนวนมากที่คิดจะมาด้านหลังห้องโถงด้านหลังต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคที่ต่างกัน หากไม่ติดกับดักอยู่ ก็ถูกค่ายกลกระบี่ที่กระจายตัวอยู่ทั่วถ้ำโยกย้ายไปที่อื่น
“ฟิ้ว”
“ปัง ปัง ปัง!”
ในห้องโถงด้านข้างทางขวา เงาร่างแสงสีน้ำเงินและแสงสีดำทั้งสองที่พันกันอุตลุด จู่ๆ ก็แยกออกจากกัน เผยให้เห็นคนทั้งสองคน หนึ่งในนั้นคือนักพรตขั้นเกิดเทพเ้าเมิ่งเสวียนโตว ส่วนอีกคนนั้นก็คือคนแรกที่เข้ามาในถ้ำ หนึ่งในสองนักพรตขั้นเกิดเทพเ้า ผู้ที่มีแสงหลบหนีสีดำ
บุรุษผู้นี้ไม่เพียงแต่มีแสงหลบหนีสีดำเท่านั้น เสื้อผ้าของเขากลับเป็สีดำอีกด้วย เขาใบหน้าซีดเซียว และดวงตาเล็ก ไม่ว่ามองดูผู้คนหรือสิ่งของต่างๆ ก็ตาหยีไปหมด มีความฉลาดแกมโกงและ ปลิ้นปล้อนฉายแววอยู่ ทำให้ผู้คนที่พบเห็นรู้สึกเกลียดชังไม่น้อย
ที่นี่คือห้องปรุงโอสถในถ้ำนักพรตโบราณ มียาจำนวนนับไม่ถ้วนเก็บรักษาไว้ที่นี่ และเป็เขตหวงห้ามทั้งหมด แม้จะผ่านมานับหมื่นปีแล้วก็ตาม ของส่วนใหญ่ในนั้นก็ยังคงสภาพสมบูรณ์ไม่เสียหาย เพราะเหตุนี้ เมิ่งเสวียนโตวและบุรุษชุดดำถึงได้ตะลุมบอนกันตัวต่อตัว ในห้องปรุงโอสถขนาดเล็ก ต่อสู้กันจนแยกกันไม่ออก
ในระหว่างที่นักพรตส่วนใหญ่ฝึกฝนและขัดเกลาปราณก็มีทักษะการต่อสู้แต่ละอย่าง หลังจากได้รับการเลื่อนขั้นเข้าสู่ขั้นประตูแห่งธรรม ก็สามารถพักกายได้ ดังนั้นทักษะการต่อสู้พวกนี้ก็เลยค่อยๆ ถูกละทิ้งไป แต่ก็ยังมีผู้ที่ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้จนถึงจุดสูงสุด อย่างกรณีของสองคนนั้นที่อยู่ในห้องปรุงโอสถก็เป็เช่นนั้น
ก่อนที่เมิ่งเสวียนโตวจะมีพลังยุทธ์ขั้นเกิดเทพเ้า เขาก็เป็เพียงลูกหลานที่มีสายเืของตระกูลเมิ่งสาขาหนึ่งเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็ทรัพยากรหรือสวัสดิการก็ไม่ได้ในสิ่งที่ดีที่สุด มันถึงทำให้เมิ่งเสวียนโตวออกเสาะแสวงหาโอกาสและโชคชะตา หาเลี้ยงชีพตัวเองหลังจากฝึกฝนมาจนถึงพลังยุทธ์ขั้นตงซวน ใน่เวลาที่ไม่มีวิทยายุทธ์และทักษะการต่อสู้ที่ดี เขาถึงได้นำเอาทักษะการต่อสู้ที่เก็บไว้มาฝึกฝนจนถึงจุดสูงสุดของความสมบูรณ์แบบ
ชายชุดดำไม่คิดมาก่อนว่าจะได้พบกับผู้ที่แปลกประหลาดในสถานที่เช่นนี้ หากในแง่ของทักษะการต่อสู้ เขาแข็งแกร่งกว่าคนอื่นไม่น้อย แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเมิ่งเสวียนโตวกลับรู้สึกว่าถูกขัดขวางไปซะหมดทุกอย่าง โดยเฉพาะสถานที่แห่งนี้ที่มีแต่สมบัติล่ำค่าเต็มไปหมด แม้แต่ยาอายุวัฒนะโบราณที่ทั่วทั้งเทียนตูไม่มีสืบทอดต่อ เพียงทำแตกเม็ดเดียวก็สามารถทำให้คนเ็ปจนสิ้นใจได้ ยิ่งการต่อสู้ระหว่างยอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าทั้งสองคน หากไม่ระวัง ยาอายุวัฒนะในห้องทั้งหมดอาจเสียหายได้ มิเช่นนั้นต่อให้ทักษะการต่อสู้ สู้กับผู้อื่นไม่ได้ ก็คงใช้วิธีอื่นเอาชนะได้ไปนานแล้ว
ทว่าทั้งหมดนี้มันก็เพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะไม่ว่าเมิ่งเสวียนโตวหรือบุรุษชุดดำต่างก็รู้ดีว่าต้องต่อสู้และจบให้เร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป ผลประโยชน์ที่พวกเขาทั้งสองจะได้รับก็จะลดลงอย่างมาก ท้ายที่สุดในถ้ำแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงพวกเขาที่เป็ยอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าเพียงสองคนเท่านั้น
เมิ่งเสวียนโตว ยิ่งกังวลเกี่ยวกับตระกูลลู่นัก เพราะในตระกูลลู่มีคนปรุงโอสถถึงสองคน แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่ค้นพบสถานที่ตรงนี้ แต่ก็กลัวอยู่ดี เพราะที่ตรงนี้มันเป็ที่ที่พวกเขาต้องมากันแน่ และตู้เสวียนเฉิงจอมเทพไท่เสวียนยอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าผู้นั้นที่อยู่ข้างกายลู่อวี่เขาก็ไม่มีความมั่นใจว่าจะเอาชนะได้เลยแม้แต่น้อย ดังนั้นเขาจึงกังวลเกี่ยวกับนักพรตของตระกูลลู่ ที่จะมาถึงเมื่อไรก็ได้ด้วย
แน่นอนว่าพวกเขาทั้งสองไม่มีวิธีแก้ปัญหาที่ดีในตอนนี้ จึงทำได้เพียงยื้อกันไปมาเช่นนี้
ส่วนนักพรตสันโดษและอาจารย์ค่ายกลกระบี่ที่อยู่อีกด้านหนึ่งก็ไม่ได้โชคดีอะไรมากนัก และไม่รู้ว่าเพราะสาเหตุอะไร ถึงได้มาพบหน้ากับบุรุษที่มีแสงสีเขียวที่เพิ่งออกมาจากห้องหนังสือ
นักพรตสันโดษหวงแหนอะไรที่สุด? อาวุธวิเศษ ไม่ใช่! ยาอายุวัฒนะ? ก็ไม่ใช่! กล่าวคือนักพรตสันโดษหวงแหนวิทยายุทธ์และการสืบทอดต่อที่สุด นั้นเป็เพราะพวกเขาไม่มีวิทยายุทธ์ที่สมบูรณ์และไม่มีการสืบทอดต่อที่ครบสมบูรณ์ ถึงถูกเรียกว่า “นักพรตสันโดษ” ซึ่งทำให้พวกเขามีความแข็งแกร่ง และมีสถานะที่ต่ำต้อย
ดังนั้นเมื่อพวกเขาเห็นบุรุษที่มีแสงสีเขียวกวาดเอาของที่พวกเขาหมายตาไว้ไปหมดเรียบ นักพรตสันโดษทั้งสองมีหรือจะยอมกันง่ายหรือ?ไม่มีทาง!
ชายชราแซ่จ้าว เป็เพียงนักพรตขั้นตงซวน แต่เขาเป็ถึงอาจารย์ค่ายกลกระบี่ ดังนั้นจึงหยิบเอาจานค่ายกลกระบี่ออกมาเพื่อปกป้องตัวเองทันที ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากจะช่วยจัดการกับบุรุษที่มีแสงสีเขียวผู้นั้น แต่การจัดวางค่ายกลกระบี่ก็เป็งานที่ยุ่งยากมากแล้ว เขาที่พกกระจกค่ายกลกระบี่ติดตัว สามารถใช้ป้องกันตัวเองได้ตลอดเวลา อาวุธวิเศษล้ำค่าเช่นนี้ เขาก็มีเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น แต่มันไม่สามารถรับมือการโจมตีจากยอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าได้ ดังนั้นเวลานี้ก็เลยทำได้แต่เพียงอยู่เฉยๆ ไม่ไปยุ่งเื่ผู้อื่นเท่านั้น!
หลังจากที่ลู่อวี่ และตู้เสวียนเฉิงเดินทางมาที่หลังห้องโถงด้านหลัง กลับพบว่าหลังห้องโถงด้านหลังไม่มีกับดักอะไรเลย เลยทำให้พวกเขาทั้งสองประหลาดใจไม่น้อย สถานที่อย่างหลังห้องโถงด้านหลังพวกนี้ จะต้องเป็สถานที่ส่วนตัวที่สำคัญที่สุดของเ้าของเดิม จะไม่มีเขตหวงห้ามอยู่เลยได้อย่างไร สิ่งนี้ทำให้ลู่อวี่และตู้เสวียนเฉิงตื่นตัว ระวังภัยกันขึ้นมาทันที
แต่เมื่อทั้งสองเข้าไปในหลังห้องโถงด้านหลัง ก็ปะทะเข้ากับคลื่นความร้อน ไม่คิดไม่ฝันว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าพวกเขา สิ่งนั้นคือเตาหลอมไฟใต้ดิน ที่มีขาตั้งสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่สี่ขา และราวสูงสามจั้ง มันมีสีเขียวทอง ไม่นานพวกเขาก็สังเกตเห็นว่ามีแร่แปลกๆ อาวุธทองและเหล็กที่หักใช้การไม่ได้วางอยู่ข้างๆ มีแม้แต่ทั่งหินที่ทำจากหินแม่หลันเถียนที่หายากมาก และค้อนขนาดใหญ่สีดำทอง ดูแล้วน่าจะเป็ห้องหลอมศาสตราวุธอย่างไม่ต้องสงสัย
เตาหลอมไฟใต้ดินสร้างอยู่ใต้ดิน โดยปากเตาจะเสมอกับพื้น หลักๆ แล้วจะดึงเอาไฟใต้ดินมาใช้ และยังสามารถใช้สิ่งนี้ปรับปริมาณของไฟใต้ดิน ควบคุมความร้อนของไฟใต้ดินได้ด้วย เตาไฟใต้ดินนี้ยังดึงดูดเอาไฟใต้ดินใกล้เคียงทั้งหมดมาใช้ได้ด้วย หลังจากรวมเอาความเข้มข้นไว้ที่ระดับสูงสุดแล้ว ถึงทำให้เหนือถ้ำสะสมกลายเป็ยอดเขาน้ำแข็งและหิมะของจริง
แต่เนื่องจากความ้าวัตถุดิบ และการขัดเกลาวัตถุนี้สูงนัก จึงไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะสามารถมีไว้ในได้ แม้แต่ในเทียนตูตอนนี้ ก็ยังมีเตาไฟใต้ดินเพียงไม่กี่เตา
แน่นอนว่าหม้อต้มทองสัมฤทธิ์ั์ทองคำสีเขียวขนาดใหญ่ที่อยู่บนนั้นสามารถทนต่อการเผาไหม้ของไฟใต้ดินนับพันปีได้โดยไม่เปลี่ยนสี ดังนั้นจึงรู้ว่ามูลค่าของมันไม่ได้ด้อยไปกว่าเตาหลอมไฟใต้ดินเลย
ทั้งสองคนถึงกับทำหน้าสงสัย เรือนหลอมอาวุธ เื่นี้มันทำให้ทั้งสองคนรู้สึกตระหนกใ อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าเหลือเชื่อ เดิมพวกเขาคิดมาตลอดว่านักพรตโบราณผู้นี้คืออาจารย์ค่ายกลกระบี่ แต่หากดูจากสภาพในตอนนี้ นักพรตโบราณผู้นี้ก็คือคนหลอมอาวุธไม่ใช่หรือ?
ตู้เสวียนเฉิงส่ายหน้าและพูดว่า “อย่าไปสนใจว่านักพรตโบราณผู้นั้นทำอะไร เตาหลอมไฟใต้ดินและหม้อต้มทองสัมฤทธิ์ั์นี้เป็สมบัติที่หายากในโลกเทียนตู แม้แต่ทั่งหินและค้อนนั้นก็ยังมีความพิเศษมาก จะปล่อยไว้ไม่ได้! แต่เตาไฟใต้ดินนี้ยังมีปัญหาอยู่เล็กน้อย ไม่เช่นนั้นคงจะใช้งานยาก!”
ลู่อวี่ไม่ได้สนใจของพวกนี้ โบกมือแล้วกล่าวว่า “ของพวกนี้เ้าเอาไปเถิด!”
ตู้เสวียนเฉิงได้ยินเช่นนี้ก็ไม่คิดที่จะเกรงใจ สะบัดแขนเสื้อไปทางหม้อต้มทองสัมฤทธิ์ั์สีเขียวทองนั้น และนั้นก็คือ “ปลอกเฉียนคุน” พลังวิเศษอีกอย่างของเขา!
ทันใดนั้น ก็มีแสงหนึ่งกะพริบผ่านร่างของตู้เสวียนเฉิงไปอย่างรวดเร็วจนหาตัวจับยาก แม้แต่ลู่อวี่ยังไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ ได้แต่มองร่างของตู้เสวียนเฉิงหายวับไปตาปริบๆ ดูเหมือนว่าหม้อต้มทองสัมฤทธิ์ั์สีเขียวทองนั้นจะมีกับดักบางอย่างอยู่ ก็เลยดูดเอาตู้เสวียนเฉิงไป
จู่ๆ ก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้ลู่อวี่รู้สึกกังวลขึ้นมาทันที ในขณะที่คิดจะถอยออกจากห้องโถงด้านหลังก่อนเพื่อไปคิดหาวิธีการอื่นอยู่นั้น ก็มีเสียงะโเสียงดังมาจากด้านหลัง พร้อมกับประตูใหญ่ทางด้านหลังห้องโถงด้านหลังที่ปิดลงโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า ในเวลาเดียวกันก็เกิดเสียง เจาะทะลุคล้ายกับกระแสไฟไปทั่วทั้งห้องโถงด้านหลัง ตามมาด้วยแสงไฟเล็กๆ จำนวนนับไม่ถ้วน ปีนป่ายกระจัดกระจายไปทั่วผนังห้องโถงทั้งหมด รวมถึงประตูที่เพิ่งปิดไปด้วย
ไม่นานก็มีเสียง “พรึ่บ” ดังขึ้น บนกำแพงทั้งสี่ด้านในห้องโถงใหญ่ที่เดิมทีมืดสนิทก็มีไฟสว่างขึ้นมาเล็กน้อย สุดท้ายทั่วทั้งห้องโถงก็สว่างขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
ลู่อวี่มองดูทุกอย่าง แต่ใบหน้ากลับไม่แสดงทีท่าใดออกมา ดวงตาของเขากลับหรี่ลงเล็กน้อย และในเวลาเดียวกันก็เตรียมพร้อมกระบี่บินและไฟแท้หนิงคงไว้ั้แ่ตอนที่ตู้เสวียนเฉิงหายตัวไปแล้ว!
ตอนนี้หากลู่อวี่ยังเดาไม่ออกว่ามีผู้ที่กำลังคิดจะเล่นงานเขา เช่นนั้นมันก็คงเป็คนโง่แล้ว แต่ในเวลาเดียวกันก็คลายความสงสัยที่อยู่ในใจมากมายออกไปด้วย เหตุใดเขาและตู้เสวียนเฉิงที่ไม่ใช่คนที่เร็วที่สุดก็ตาม แต่กลับเป็คนแรกที่มาถึงที่นี่ เหตุใดหลังออกจากห้องโถงกลางกลับไม่เห็นใครเลยสักคนระหว่างทาง เหตุใดพอมาถึงห้องโถงด้านหลังกลับไม่มีกับดักปกป้องสถานที่ใดเลย ถึงกับทำให้ลู่อวี่สงสัยว่าห้องโถงด้านหลังที่พวกเขาเข้ามาอาจจะไม่ใช่ห้องโถงด้านหลังที่แท้จริงก็เป็ได้!
ตอนนี้ขาดการติดต่อกับผู้เฒ่าตู้ไปแล้ว แต่ด้วยพลังยุทธ์ของผู้เฒ่าตู้ นอกเสียว่าเ้าของสถานที่ตรงนี้จะฟื้นกลับมามีชีวิตอีกครั้ง มิเช่นนั้นก็ไม่น่าจะมีอันตรายอะไรมาก แต่ดูจากแนวโน้มความแตกฉานในเื่ค่ายกลกระบี่ของผู้เฒ่าตู้แล้ว หากคิดจะกลับมาช่วยตัวเองเกรงว่าคงจะเป็ไปไม่ได้!
แต่ทันใดนั้นลู่อวี่ก็ััได้ว่าเหมือนว่าถูกจับตามองดูอยู่
เวลานี้เขารู้สึกตื่นเต้น อดที่จะใจเต้นตึกตักไม่ได้ จนสามารถััได้ถึงการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยทันที
“ใครมาทำลับๆ ล่อๆ โผล่หัวมาหาข้าเดียวนี้!” ลู่อวี่ตะคอกเสียงดัง ก็มีระลอกคลื่นจางๆ แผ่ออกมาด้วยความเร็วที่หาตัวจับยากตามเสียงที่ตะคอกออกไป
“เฮ้ย!” น้ำเสียงเล็กๆ น่ารักหนึ่งดังมาจากมุมลึกในห้องโถงด้านหลัง “คิดไม่ถึงว่าจะเข้าใจเคล็ดวิชาลับ ‘เสียงลึกลับตั้งหุน’ ช่างน่าประหลาดใจจริงๆ ข้ายิ่งรู้สึกพึงพอใจในตัวเ้ามากขึ้นทุกทีแล้ว!”
ร่างเตี้ยเล็กร่างหนึ่งเดินออกมาจากเงามืดที่อยู่ลึกเข้าไปในห้องโถงตามเสียงที่ดังออกมา ทำให้ลู่อวี่ที่ค่อยสังเกตทางด้านนี้อยู่แล้ว ถึงกับใ ร่างที่เดินออกมากลับกลายเป็เด็กผู้ชายผู้หนึ่งที่ดูเหมือน อายุสิบสองหรือสิบสามปีเท่านั้น แม้จะบอกไม่ได้ว่าเด็กผู้ชายผู้นี้จะไม่ค่อยน่ารักน่าเอ็นดูเท่าไรนัก แต่ใบหน้าที่เด็กและดวงตาสีดำขาวนั้น มันก็แสดงให้เห็นว่าเขาเป็เด็กผู้ชายผู้หนึ่งจริงๆ
เด็กผู้ชายหรือ? หากดูจากเสื้อคลุมลัทธิเต๋าที่ง่ายๆ หยาบๆ ของเขา อีกทั้งส่วนใหญ่ที่ฉีกขาดและเหม็นเน่า ลู่อวี่ถึงกับรู้สึกแปลกๆ อย่างบอกไม่ถูก
“เ้าเป็ใคร?” ลู่อวี่พยายามข่มความรู้สึกใไว้และจ้องเขม็งมองไปที่เด็กผู้ชายที่เดินเข้ามาทีละก้าว ถึงแม้เขาไม่สามารถยืนยันถึงพลังยุทธ์ของเด็กผู้ชายได้อย่างชัดเจน และต่อให้เด็กผู้ชายจะอายุเพียงสิบสองสิบสามปีก็ตาม แน่นอนว่าต้องไม่ใช่เด็กธรรมดาทั่วไปคนหนึ่งแน่ๆ เพราะอย่างน้อยที่เขารู้มาก็ยังไม่เคยได้ยินมาว่าตระกูลหรือกองกำลังใดมีอัจฉริยะที่อายุเพียงสิบสองสิบสามปีเป็ผู้ที่มีพลังยุทธ์ขั้นตงซวนขึ้นไปมาก่อน
แต่มีเพียงสถานการณ์เดียวเท่านั้นที่ตัวละครดังกล่าวอาจจะปรากฏตัวขึ้น และนั่นคือการกลับชาติมาเกิดของบุคคลผู้มีอำนาจ เช่นเดียวกับลู่อวี่ โดยอาศัยความสามารถเดิมจากชาติที่แล้ว ถึงจะมีความเป็ไปได้ที่จะบรรลุขั้นพลังยุทธ์ให้ขึ้นมาถึงระดับนี้ได้ในเวลาเพียงไม่กี่สิบปี เพียงแต่มีหลายจุดที่ไม่สามารถอธิบายได้เกี่ยวกับการกลับชาติมาเกิดของลู่อวี่ได้ ซึ่งมันต่างจากบุคคลผู้มีอำนาจที่้ากลับชาติมาเกิดเองพวกนั้น หลังจากที่เขากลับชาติมาเกิดก็เลยมาโผล่อยู่ในตัวของชายหนุ่มอายุสิบเจ็ดสิบแปดปีผู้หนึ่ง แต่ในขณะที่บุคคลผู้มีอำนาจพวกนั้น กลับไปเกิดใหม่เลย
แต่เด็กที่อยู่ตรงหน้า ไม่ว่าอย่างไรมันก็ไม่เชื่อว่าคือบุคคลผู้มีอำนาจกลับชาติมาเกิด และหากเด็กผู้นี้กลับชาติมาเกิดจริงๆ คงไม่จงใจมาจัดการกับเขา เพราะชาติก่อนเขาเป็เพียงคนปรุงโอสถเท่านั้น ไม่ได้มีเื่บาดหมางและแค้นเคืองกับบุคคลผู้มีอำนาจคนไหนมาก่อน
