อวี่เหวินหรูเยียนเหลือบมองเหนียนยวี่ ในใจรู้สึกอิจฉา หากวันหนึ่งที่ท่านอ๋องมู่รักใคร่เอาใจใส่ตนเช่นนี้บ้าง ‘อวี่เหวินหรูเยียน’ แม้ต้องสิ้นลมก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว ทว่าเขาจะเห็นถึงการมีอยู่ของนางหรือ?
ในฐานะองค์หญิงแคว้นตงหลี นางเป็สตรีงดงามเฉลียวฉลาดน่าภาคภูมิ บุรุษนับไม่ถ้วนล้วนตกหลุมรักนาง แม้แต่ฮ่องเต้แคว้นตงหลียังยกย่องสติปัญญาของนางประหนึ่งบุรุษในหมู่สตรี แต่ครั้นเผชิญหน้ากับจ้าวอี้ ความมั่นใจในตนเองทั้งหมดของนางกลับกลายเป็ศูนย์
“คุณหนูยวี่ คุณหนูดูแลท่านอ๋องมู่เถิด” อวี่เหวินหรูเยียนกล่าว หากนางกับเหนียนยวี่จะต้องมีหนึ่งคน เป็ยาช่วยแก้พิษให้จ้าวอี้ แม้จ้าวอี้จะกลัวว่าตัวเขาจะทำร้ายเหนียนยวี่ ทว่าอย่างไรเสีย เขาคงยังหวังให้คนที่ช่วยแก้พิษผู้นั้นเป็เหนียนยวี่ มิใช่นาง
เหนียนยวี่ขมวดคิ้ว พลางสบตาอวี่เหวินหรูเยียน อดไม่ได้ที่จะกล่าวออกไปว่า “ฉางหงเยียนทุ่มเทใช้ความคิดลงมือวางยาท่านอ๋องมู่ถึงเพียงนี้ เพราะ้าทำข้าวสารให้เป็ข้าวสุก เพื่อจะได้ครองตำแหน่งพระชายามู่หวังเฟย องค์หญิงหรูเยียน ท่าน...ท่านไม่มีความคิดเช่นนี้เลยหรือเพคะ? บางทีอาจจะใช้โอกาสนี้...”
เหนียนยวี่ไม่กล่าวต่อ ความหมายชัดเจนอย่างยิ่ง ใช้โอกาสนี้ทำให้ตนเองกับจ้าวอี้ได้เป็สามีภรรยากันจริงๆ เช่นนั้น นางจะได้สิ่งที่ปรารถนา ขอเพียงแค่ได้ก้าวเข้าจวนมู่อ๋อง นางก็จะได้อยู่เคียงข้างจ้าวอี้อย่างที่ได้กล่าวออกมาเมื่อครู่นี้
ทว่า...
“คุณหนูยวี่กล่าวล้อเล่นแล้ว” อวี่เหวินหรูเยียนฉีกยิ้มมุมปาก ฟังเสียงหอบหายใจแรง ใบหน้าแดงก่ำจรดใบหู หัวใจที่เต้นรัวแรงไม่หยุดของจ้าวอี้ เื่ที่นางรักท่านอ๋องมู่อย่างมากนั้นไม่ผิดนัก ทว่า...
หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง อวี่เหวินหรูเยียนพึมพำ เหมือนทอดถอนหายใจแกมอับจนหนทาง
“คนที่อยู่ในใจท่านอ๋องมู่มิใช่หรูเยียน”
หากเขามีนางอยู่ในใจ นางจะเสนอร่างกายของตนให้อย่างไม่ลังเล ทว่าความเป็จริงนั้นโหดร้าย ท่านอ๋องมู่ไม่เพียงแต่ไม่เห็นนางในสายตาเท่านั้น ทว่าถึงขั้นที่อาจจะรังเกียจนางอยู่เล็กน้อยด้วยซ้ำ
เพราะฉะนั้น หากนางยิ่งผลักไสตัวเองให้ได้ใกล้ชิดท่านอ๋องมู่ ก็จะยิ่งห่างไกลเท่านั้น
นางมิอาจเดิมพันด้วยราคานี้ได้!
เหนียนยวี่เข้าใจความหมายของนาง อวี่เหวินหรูเยียนผู้นี้ไม่เพียงแต่ฉลาดเท่านั้น ทว่ายังเปิดเผยตรงไปตรงมา สิ่งที่นางปรารถนา มิใช่ชื่อเสียงจอมปลอมในการครองตำแหน่งพระชายา ‘มู่หวังเฟย’ แต่คือการเข้าไปในหัวใจของจ้าวอี้
เข้าไปในหัวใจของเขาหรือ?
ชาติก่อน อวี่เหวินหรูเยียนยินยอมสละชีวิตเพื่อจ้าวอี้ นางได้เข้าไปในหัวใจของจ้าวอี้แล้วหรือยัง?
เหนียนยวี่เหลือบมองทั้งสองคน จากนั้นหันหลัง พร้อมจะเดินออกไป
“คุณหนูยวี่ ท่าน...” อวี่เหวินหรูเยียนเอ่ยเรียก ทว่ายังมิทันเอ่ยจบ เหนียนยวี่กลับตัดบทนาง “องค์หญิงหรูเยียนช่วยดูแลท่านอ๋องมู่สักประเดี๋ยวนะเพคะ หม่อมฉันจะรีบไปรีบมา”
ยามที่เหนียนยวี่กล่าวจบ ตัวคนได้เดินออกจากห้องไปแล้ว เหลือเพียงอวี่เหวินหรูเยียนและจ้าวอี้สองคนในห้อง ขณะที่อวี่เหวินหรูเยียนจ้องมองท่าทีทุกข์ทรมานของจ้าวอี้ ซึ่งกำลังฝืนอดกลั้นต่อแรงปรารถนา ในใจของอวี่เหวินหรูเยียนพลันคับแน่นทุกกระเบียดนิ้ว
“ท่านอ๋องมู่ หรูเยียนมิอยากให้ท่านต้องทุกข์ทรมาน ทว่าก็ไม่อยากเสียท่านไปตลอดกาล” อวี่เหวินหรูเยียนกัดริมฝีปากอย่างแ่เบา เอ่ยกระซิบกระซาบ คิ้วขมวดแน่น “คุณหนูยวี่คงจะมีหนทางช่วยท่านแน่”
ในโรงฟืนเมื่อครู่นี้ เหนียนยวี่สามารถรับรู้ได้ถึงความเร้นลับเกี่ยวกับดอกเทียนเซียง คิดดูแล้วนางเองก็คงจะรู้ว่าควรช่วยท่านอ๋องมู่อย่างไรเช่นกัน
ทว่า...
ยามที่จ้องมองสภาพของเขา นางก็อดกลั้นที่จะก้าวเข้าไปหาไม่ได้ ทว่าก้าวเข้าไปได้เพียงก้าวเดียว ชายหนุ่มพลันตวัดสายตามองมาอย่างดุดัน “ออกไป!”
จ้าวอี้ถลึงตามองอวี่เหวินหรูเยียน เขาในยามนี้รู้สึกปวดร้าวทุกข์ทรมาน เพราะแรงปรารถนาจากแรงกระตุ้นของฤทธิ์ยามาก ท่าทีของเขาดูลำบากยากเข็ญ ทว่าด้วยความทระนงของการเกิดเป็โอรสฮ่องเต้ จึงมิยอมปล่อยให้ผู้อื่นเห็นความอับอายของตนเองได้ง่ายดายนัก และสตรีผู้นี้...
มาตรแม้นสติของจ้าวอี้พร่าเลือน และได้ยินบทสนทนาของสตรีทั้งสองคนเมื่อครู่ไม่ชัดเจนนัก ทว่าเขาเองก็รู้ว่าเหนียนยวี่ออกไปแล้ว ทั้งยังพอแยกแยะสตรีในห้องได้อย่างพร่าเลือน
อวี่เหวินหรูเยียน สตรีที่เสด็จแม่ดันทุรังยัดให้เขา ไม่ต่างจากฉางหงเยียน สตรีจากแคว้นหนานเยวี่ย ผู้คิดจับจ้องตำแหน่งพระชายา ‘มู่หวังเฟย’!
อวี่เหวินหรูเยียนเห็นแววตาเหยียดหยามในดวงตาเขา หัวใจของนางพลันสั่นสะท้าน หยุดชะงักฝีเท้าในทันใด กำลังจะกล่าวอะไรบางอย่าง ทว่าเหนียนยวี่ได้ก้าวเดินเข้ามาพร้อมกับสาวใช้อีกสองคน ซึ่งกำลังเดินตามหลังนางเข้ามา
“มิอนุญาตให้พวกเ้ามองไปเรื่อยเปื่อย เดินเข้าไปเทน้ำลงถังไม้หลังฉากกั้นเสีย จากนั้นพวกเ้าก็ออกไปได้ เื่คืนนี้ไม่ว่าผู้ใดก็ห้ามเอาไปพูดเด็ดขาด” เหนียนยวี่กล่าวอย่างเ็า แรงกดดันข่มขู่ที่ฉายชัดออกมาจากท่าทาง ทำให้มิมีผู้ใดกล้าขัดความประสงค์นาง
สาวใช้สองคนไม่กล้ามองด้านข้าง รีบทำตามคำสั่งของเหนียนยวี่อย่างเร็วรี่ ครั้นเตรียมน้ำเสร็จเรียบร้อย พลันรีบเร่งเดินออกไปทันที
ทันทีที่สาวใช้ออกไป เหนียนยวี่เดินไปปิดประตู จากนั้นเดินไปใกล้จ้าวอี้ ยื่นมือออกไปพยุงตัวเขาให้ลุกขึ้น ยามที่ััถูกร่างกายอันร้อนผ่าว เหนียนยวี่พลันขมวดคิ้ว ขยิบตาส่งสัญญาณให้อวี่เหวินหรูเยียน อวี่เหวินหรูเยียนเข้าใจในทันที จึงก้าวเข้าไปช่วยเหนียนยวี่พยุงตัวจ้าวอี้ไปยังหลังฉากกั้น
เมื่อเดินมาถึงข้างถังไม้ เหนียนยวี่นำเฟินโลหิตซึ่งตำละเอียดแล้ว ใส่ลงในน้ำอย่างแคล่วคล่อง น้ำสีแดงของเฟินโลหิต เมื่อกระจายตัวในน้ำจึงค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็สีแดงออกชมพู เยี่ยงสีของลูกท้อ รอจนกระทั่งเตรียมน้ำเรียบร้อยดีแล้ว เหนียนยวี่หันหลังกลับ มือจับผ้าคาดเอวของจ้าวอี้
“ยวี่เอ๋อร์...”
ขณะที่สติสัมปชัญญะยังคงพร่าเลือน จ้าวอี้รู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของเหนียนยวี่ และกำลังจะเอ่ยปากร้องเรียก ทว่ายังไม่ทันกล่าวจบ เหนียนยวี่พลันใช้แรงดึงออกในครั้งเดียว และทันทีที่ผ้าคาดเอวถูกปลดออก เหนียนยวี่มาอยู่ด้านหลังของจ้าวอี้แล้ว เพียงพริบตาเดียว เสื้อผ้าบนร่างกายจ้าวอี้ถูกเหนียนยวี่ถอดออก ร่างกายเปลือยเปล่าของบุรุษพลันเผยให้เห็นอย่างโจ่งแจ้ง ผิวสีแทนปะทะสู่สายตา หัวใจของอวี่เหวินหรูเยียนเต้นรัวแรงอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับหวีดร้องด้วยความใ หันหลังหนีใบหน้าแดงก่ำ
“ยวี่เอ๋อร์…” จ้าวอี้ขมวดคิ้ว หากเป็คนอื่นถอดเสื้อผ้าของเขาเช่นนี้ เขาคงโกรธไปนานแล้ว แต่สำหรับเหนียนยวี่...
“ลงไป” เหนียนยวี่กลับยังคงมีใบหน้าสงบนิ่ง
ชาติก่อน หลายปีที่นางอยู่ในกองทัพ นางเคยชินกับการเห็นร่างกายส่วนบนอันเปลือยเปล่าของบุรุษ จ้าวอี้ในยามนี้เป็เพียงผู้ป่วยคนหนึ่งในสายตานาง และสำหรับการรักษาผู้ป่วย เหนียนยวี่เป็มืออาชีพที่มีความแน่วแน่มาโดยตลอด
น้ำเสียงของหมอที่รักษาผู้ป่วย ดูราวกับมีพลังวิเศษที่ทำให้จ้าวอี้ยกขาก้าวลงไปในถังน้ำ
เป็มืออาชีพหรือ?
ในหัวของเหนียนยวี่พลันผุดภาพหนึ่งขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ วันนั้นในถ้ำที่สวนร้อยสัตว์ ฉู่ชิงเองก็เป็ผู้ป่วยเช่นกัน ทว่ายามที่เผชิญหน้ากับเขา หัวใจนางกลับปั่นป่วนเล็กน้อย เป็เพราะเหตุใด?
เหนียนยวี่ไม่อยากคิดถึงสาเหตุของเื่นั้น จึงรีบโบกสะบัดไล่ความคิดในหัวออกไปทันที จากนั้นเหลือบมองจ้าวอี้ ซึ่งกำลังแช่ตัวอยู่ในน้ำ “ท่านอ๋องมู่จะต้องแช่ตัวอยู่ในน้ำนี้สักพักนะเพคะ หลังจากผ่านไปเพียงหนึ่งก้านธูป ท่านอ๋องมู่ก็จะไม่รู้สึกอึดอัดเช่นนี้แล้ว”
เหนียนยวี่กล่าวพลางตรวจสอบอุณหภูมิของน้ำ
จ้าวอี้ใช้น้ำปิดบังความอับอายของตนเอง พลางจ้องมองท่าทีที่ดูเป็มืออาชีพของเหนียนยวี่ ยามที่รู้สึกประหลาดใจ ก็ยังกลัวว่าจะถูกเหนียนยวี่หัวเราะเยาะ เขาหลับตาลง ในน้ำอุ่นร้อนดูเหมือนจะมีบางสิ่งกำลังซึมเข้าไปในร่างกายเขา และอารมณ์ที่ไม่สงบในร่างกายก่อนหน้านี้ ดูเหมือนจะค่อยๆ สงบลงอย่างเงียบเชียบ
ในห้อง อวี่เหวินหรูเยียนยังคงหันหลังให้จ้าวอี้ บรรยากาศอ่อนโยนที่คุ้นเคยดูจะอึดอัดขึ้นมาสองสามส่วน เหนียนยวี่เห็นทุกสิ่งในสายตา ในใจเข้าใจแจ่มแจ้ง ฉุดนึกถึงฉางหงเยียน คืนนี้เกรงว่านางคงข่มตาไม่ลงอย่างแน่นอน!
และคนที่ข่มตานอนไม่ลงในคืนนี้ มิได้มีแค่ฉางหงเยียนเท่านั้น
วังหลวง ที่ประตูอันชิ่ง บุรุษในชุดจิ้นจวงสีดำกระฉับกระเฉงออกมาจากวังหลวง ะโขึ้นหลังม้าอย่างรวดเร็ว หนึ่งคนหนึ่งม้าห้อบนถนนหนทางในเมืองชุ่นเทียน คนผู้นั้นมุ่งหน้าไปยังจวนองค์หญิงใหญ่เป็สิ่งแรก ท่ามกลางแสงราตรี มีเงาร่างหนึ่งะโข้ามไปมาบนหลังคา จนมาถึงลานจวนแห่งหนึ่ง เงาร่างนั้นเดินเข้าไปในห้องหนึ่ง ทว่าในห้องกลับมืดสนิท ทำให้บุรุษผู้นั้นขมวดคิ้วมุ่น
เหนียนยวี่ไม่อยู่หรือ?
ดึกดื่นเยี่ยงนี้ หากนางไม่อยู่ที่จวนองค์หญิงใหญ่ เช่นนั้นจะอยู่ที่ใดได้อีก?